https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี
2026-09-09T14:15:26+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ ตันเมืองปัก
Jsetlru@lru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยคุณภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Sciences) ในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Environmental Science) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง <br />โดยตีพิมพ์ 2 ฉบับ ต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/261902
การพัฒนาแอนิเมชันสามมิติ เรื่อง สวนสนุก ฟ.ฟัน
2025-12-11T10:22:32+07:00
พัชริดา ลุนจักร
patcharida.lu65@snru.ac.th
สุทิศา ซองเหล็กนอก
a_sutisa@snru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแอนิเมชันสามมิติ เรื่อง สวนสนุก ฟ.ฟัน 2) เพื่อประเมินคุณภาพของแอนิเมชันสามมิติ เรื่อง สวนสนุก ฟ.ฟัน 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้แอนิเมชันสามมิติ เรื่อง สวนสนุก ฟ.ฟัน ใช้กระบวนการพัฒนาตามหลักการ 3P เครื่องมือที่ใช้พัฒนาแอนิเมชันได้แก่ โปรแกรมเบลนเดอร์ใช้ในการออกแบบตัวละครสามมิติ และโปรแกรมอะโดบีพรีเมียร์โปรใช้ตัดต่อวิดีโอ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยมี 2 กลุ่มประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพแอนิเมชัน 5 คน เลือกแบบเจาะจง และ 2) นักเรียนประเมินความพึงพอใจ 43 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยใช้การจับสลากห้องเรียนได้ห้องชั้นอนุบาล 3/2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แอนิเมชัน 3 มิติ เรื่อง สวนสนุก ฟ.ฟัน มีการนำเสนอเนื้อหาการบีบยาสีฟันและการแปรงฟัน 2) แบบประเมินคุณภาพ และ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า 1) แอนิเมชันสามมิติ เรื่อง สวนสนุก ฟ.ฟัน ที่พัฒนาเสร็จแล้วใช้เวลานำเสนอ 3.38 นาที มีตัวละครหลักคือ คุณพ่อ คุณแม่ ฟองคลื่น ฟ้าใส และคุณหมอเบส และฉากในเรื่องคือ ฉากบ้าน ฉากสวนสนุก ฉากคลินิกฟัน และฉากโรงภาพยนตร์ 2) ผลประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.73, S.D. = 0.21) และ 3) ผลประเมินความ<br />พึงพอใจ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.91, S.D. = 0.16)</p>
2026-09-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/265497
การเปรียบเทียบแบบจำลองการกรองข้อมูลสำหรับระบบแนะนำหลักสูตร ระดับปริญญาตรีภายใต้ข้อจำกัดความเบาบางของข้อมูล
2026-05-11T10:24:35+07:00
วรพจน์ วรนุช
267387322006-st@rmutsb.ac.th
อเนก พุทธิเดช
anek.p@rmutsb.ac.th
สุวิทย์ สมสุภาพรุ่งยศ
suwit.s@rmutsb.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองการกรองข้อมูลสำหรับระบบแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี ภายใต้ข้อจำกัดความเบาบางของข้อมูล โดยเปรียบเทียบแบบจำลองระบบแนะนำจำนวน 7 แบบจำลอง ซึ่งจัดเป็น 3 วิธีหลัก ได้แก่ 1) Content-Based Filtering ประกอบด้วย Content-Based Filtering ด้วยแนวทาง Probability-Based Matching 2) Collaborative Filtering ประกอบด้วย User-Based Collaborative Filtering, Item-Based Collaborative Filtering และ Singular Value Decomposition (SVD) และ 3) Hybrid Filtering ประกอบด้วย Hybrid (User-Based CF, CB), Hybrid (Item-Based CF, CB) และ Hybrid (SVD, CB) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 417 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจงและให้เลือกหลักสูตรที่สนใจจริง 5 อันดับ จากหลักสูตรระดับปริญญาตรี 49 หลักสูตร จากนั้นแปลงอันดับเป็นคะแนนเพื่อสร้างเมทริกซ์ผู้ใช้–หลักสูตรขนาด 417 × 49 ซึ่งมีความเบาบางของข้อมูลประมาณร้อยละ 89.8 การประเมินผลใช้แนวทาง Top-N Recommendation ที่ค่า K= 1, 3, 5 และ 10 ด้วยตัวชี้วัด Hit Rate, Precision, Recall, F1-score, MAP และ MAR ผลการวิจัยพบว่า Hybrid (SVD, CB) ที่ค่า = 0.80 ให้ผลดีที่สุดในภาพรวม โดยเฉพาะที่ K=5 มีค่า Hit Rate@5 = 1.0000, Precision@5 = 0.8590, Recall@5 = 0.9153, F1@5 = 0.8863, MAP@5 = 0.9089 และ MAR@5 = 0.5367 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการผสมผสาน ระหว่าง Model – Based Collaborative Filtering แบบ SVD Model และ Content-Based Filtering สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบแนะนำหลักสูตรได้ภายใต้ความเบาบางของชุดข้อมูล</p>
2026-10-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/261266
ความหลากชนิดของไม้พื้นล่างในป่าชุมชนโคกกระพี้ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
2025-11-11T16:13:21+07:00
เทียมหทัย ชูพันธ์
thiamhathai@yahoo.com
<p>การศึกษาความหลากชนิดของไม้พื้นล่างในป่าชุมชนโคกกระพี้ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการสุ่มวางแปลงตัวอย่างขนาด 5×5 เมตร จำนวน 88 แปลง ผลการศึกษาพบไม้พื้นล่าง จำนวน 52 วงศ์ 139 สกุล 164 ชนิด ค่าดัชนีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ (H¢) มีค่าเท่ากับ 3.5583 ค่าความสม่ำเสมอในการกระจายตัว (E) มีค่าเท่ากับ 0.6977 วงศ์ที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ วงศ์ถั่ว (Fabaceae) จำนวน 26 ชนิด วงศ์หญ้า (Poaceae) จำนวน 13 ชนิด วงศ์โมก (Apocynaceae) จำนวน 12 ชนิด วงศ์เข็ม (Rubiaceae) จำนวน 9 ชนิด และวงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) จำนวน 8 ชนิด จากการตรวจสอบสถานภาพด้านการอนุรักษ์ตาม IUCN Red list พบพืชที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered; CR) 1 ชนิด ได้แก่ แจงสุรนารี (<em>Maerua koratensis</em> Srisanga & Watthana) สถานะใกล้สูญพันธุ์ (Endangered; EN) 1 ชนิด ได้แก่ ประดู่ป่า (<em>Pterocarpus macrocarpus</em> Kurz) สถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable; VU) 1 ชนิด ได้แก่ ปรงป่า (<em>Cycas siamensis</em> Miq.)</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University