https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี
2026-02-10T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ ตันเมืองปัก
Jsetlru@lru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ได้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิจัยคุณภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Sciences) ในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Environmental Science) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง <br />โดยตีพิมพ์ 2 ฉบับ ต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/258625
ไอมิ โรบอท: เพื่อนสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะ
2025-04-28T13:31:00+07:00
พรทิตา รูปจันทร์
pontita.r@kkumail.com
ผกามาศ มุ้งเป้า
pakamas.m@kkumail.com
สาธิต กระเวนกิจ
satikr@kku.ac.th
จักรชัย โสอินทร์
chakso@kku.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ไอมิ โรบอท: เพื่อนสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะ แบบการควบคุมระยะไกลแบบไร้สาย โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 10 คน ซึ่งถูกคัดเลือกแบบเจาะจงและเป็นผู้ที่สมัครใจที่จะใช้งาน ไอมิ โรบอท โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ ไอมิ โรบอท และการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละฟังก์ชัน รวมถึงแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นแบบสอบถามเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัย พบว่า 1) ไอมิ โรบอท ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักสำคัญคือ (1) กล่องควบคุมระบบ ไอมิ โรบอท ทำหน้าที่ควบคุมและ สั่งการอุปกรณ์ภายในหุ่นยนต์ (2) แอปพลิเคชันที่ใช้ในการควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ผ่านสมาร์ตโฟนไร้สาย ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อความสะดวกในการควบคุมและการเข้าถึงของผู้ใช้งาน (3) การทำงานของหุ่นยนต์มีการประยุกต์ใช้ร่วมกับอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) 2) ผลการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์ โดยการประเมินรายฟังก์ชัน ได้แก่ การควบคุมการทำงาน การใช้งานไลฟ์สตรีม การตรวจจับสัตว์เลี้ยง พบว่ามีความถูกต้อง 98.75% ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่า การใช้เทคโนโลยี AI และการประมวลผลภาพสามารถเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับวัตถุได้อย่างมีประสิทธิภาพและ 3) ผลการสอบถามความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้หุ่นยนต์ที่อยู่ในระดับมาก</p>
2026-02-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/259827
การพัฒนาและประเมินโมชันอินโฟกราฟิก เพื่อสร้างความเข้าใจ เรื่องโรคเบาหวานระยะสงบ
2025-07-24T15:37:46+07:00
กิติพิเชษฐ์ ธูปบูชา
kitiphichet@gmail.com
ไชยวัฒน์ เอี่ยมกระจ่าง
s640182302@gmail.com
สุรพงษ์ วิริยะ
surapong.w@cpu.ac.th
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงเพื่อ 1) พัฒนาสื่อโมชันอินโฟกราฟิกเพื่อให้ความรู้เรื่องเบาหวานระยะสงบ 2) ประเมินคุณภาพต่อสื่อโมชันอินโฟกราฟิกเพื่อให้ความรู้เรื่องเบาหวานระยะสงบ 3) ประเมินความพึงพอใจต่อสื่อโมชัน อินโฟกราฟิกเพื่อให้ความรู้เรื่องเบาหวานระยะสงบ ดำเนินการสร้างตามขั้นตอนการผลิตสื่อแอนิเมชัน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตอนก่อนผลิต (Pre-Production) 2) ขั้นตอนดำเนินการผลิต (Production) และ 3) ขั้นตอนหลังการผลิต (Post-Production) กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้รับชมสื่อแอนิเมชัน จำนวน 30 คน โดยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) สื่อโมชันอินโฟกราฟิกเพื่อให้ความรู้เรื่องเบาหวาน ระยะสงบ 2) แบบประเมินคุณภาพของสื่อโมชันอินโฟกราฟิก 3) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่อโมชันอินโฟกราฟิก และวิเคราะห์ด้วยค่าสถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อโมชันอินโฟกราฟิกเพื่อให้ความรู้ เรื่องเบาหวานระยะสงบ มีความถูกต้องของข้อมูล และมีการดำเนินเรื่องตรงกับลำดับเนื้อเรื่องตามบทภาพที่วางไว้ โดยมีระยะเวลาในการนำเสนอ 3.59 นาที 2) การประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bg{black}\bar{x}" alt="equation" />= 4.30, SD = 0.54) และผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มผู้รับชมสื่อโมชันอินโฟกราฟิก ความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bg{black}\bar{x}" alt="equation" />= 4.56, SD = 0.55) สรุปได้ว่า สื่อโมชันอินโฟกราฟิกเพื่อให้ความรู้เรื่องเบาหวานระยะสงบ เป็นเครื่องมือ ที่ให้ความรู้ และสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในช่องทางดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพ และลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานในอนาคต</p>
2026-03-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/260834
การพัฒนาระบบบริหารจัดการห้องอาหารบัวขาว ศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
2026-01-07T11:47:31+07:00
ณัฐรดี อนุพงค์
natradee@vru.ac.th
ดาวรถา วีระพันธ์
daorathar@vru.ac.th
นวรัตน์ อาสนะ
nawarat8084@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบบริหารจัดการห้องอาหารบัวขาว ศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้มีประสิทธิภาพ และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ ระบบเดิมของห้องอาหารใช้วิธีการสั่งอาหารผ่านพนักงานหรือโทรศัพท์ ทำให้เกิดความล่าช้า ความผิดพลาดในการสื่อสาร และขาดข้อมูลที่เป็นระบบสำหรับการบริหารจัดการ จึงได้พัฒนาระบบโดยดำเนินการตามวงจรการพัฒนาระบบแบบ SDLC ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ <br />1) การวางแผนโครงการ 2) การวิเคราะห์ระบบ 3) การออกแบบ 4) การนำไปใช้ และ 5) การบำรุงรักษาระบบ ระบบถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ PHP และ jQuery ร่วมกับ MySQL กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่หัวหน้างาน และพนักงานบริการห้องอาหารบัวขาวจำนวน 5 คน และกลุ่มที่ 2 ลูกค้าหรือผู้ที่เคยใช้บริการห้องอาหารบัวขาว จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าระบบที่พัฒนามีการกำหนดบทบาทของผู้ใช้งานหลักออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า พนักงานรับออเดอร์ พนักงานครัว และผู้จัดการ ลูกค้าสามารถสั่งอาหารและชำระเงินผ่านระบบ ลดเวลารอคอย พนักงานสามารถจัดการข้อมูลอาหาร ข้อมูลการชำระเงิน ทั้งยังสามารถจัดเก็บข้อมูลการขาย และสรุปรายงาน ระบบช่วยสร้างความสะดวกในการบริการลูกค้า ลดปัญหาข้อผิดพลาดในการสั่งอาหาร ผลการประเมินประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.42, SD=0.64) และผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\large&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.59, SD=0.54)</p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/259212
การพัฒนาเครื่องอบแห้งสับปะรดท่าอุเทนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับรังสีอินฟราเรดที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ด้วยระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง
2025-05-21T15:32:51+07:00
ทรงพล วิจารณ์จักร
songpol.w@npu.ac.th
อำไพศักดิ์ ทีบุญมา
umphisak.t@ubu.ac.th
อภินันต์ นามเขต
apinunt.n@ubu.ac.th
ทรงสุภา พุ่มชุมพล
songsupa.p@ubu.ac.th
อธิวัฒน์ สารโพคา
Athiwut.sa@rmuti.ac.th
กานต์ กอมณี
kan.k@npu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ได้ประเมินสมรรถนะของเครื่องอบแห้งสับปะรดท่าอุเทนแบบผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับรังสีอินฟราเรดที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ด้วยระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (SD-IR-IoT) และเปรียบเทียบกับ ระบบ SD-IoT และเครื่องอบแห้งแบบดั้งเดิม(TSD) การทดลองดำเนินการภายใต้สภาวะแวดล้อมเดียวกันระหว่างเวลา 09:00–17:00 น. โดยใช้หลอดอินฟราเรดกำลัง 200 วัตต์ ควบคุมอุณหภูมิในช่วง 50–70°C และควบคุมพัดลมระบายอากาศให้อยู่ในช่วงความชื้นสัมพัทธ์ 30–50% ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า SD-IR-IoT สามารถรักษาอุณหภูมิภายในห้องอบแห้งสูงกว่าระบบอื่น 5–45% และลดความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยลงได้ 10–30% ส่งผลให้ค่าสัดส่วนความชื้นลดลงจาก 1.0 เหลือประมาณ 0.15 ภายใน 8 ชั่วโมง ขณะที่ SD-IoT และ TSD ลดลง 0.35 และ 0.50 ตามลำดับ อัตราการอบแห้งของ SD-IR-IoT อยู่ในช่วง 0.4–0.8 กรัม/นาที ซึ่งสูงกว่าและมีความสม่ำเสมอกว่าระบบอื่นอย่างชัดเจน การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์พบว่าระบบมีระยะเวลาคืนทุนเพียง 0.36 ปี ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์รังสีอินฟราเรด และการควบคุมแบบเรียลไทม์ด้วย IoT สามารถเพิ่มเสถียรภาพอุณหภูมิ เร่งอัตราการอบแห้ง และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนและเกษตรกรรายย่อย</p>
2026-03-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/258659
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้งสีทองในจังหวัดเลย
2025-04-28T13:37:33+07:00
จุไรรัตน์ อาจแก้ว
jurairat.ard@lru.ac.th
โสภา ธงศิลา
sopatongsila@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้งสีทองจังหวัดเลย โดยศึกษาผลของอุณหภูมิการลวกและความเข้มข้นของสารละลายโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ต่อสมบัติทางกายภาพ และเคมีของเนื้อลำไยสดโดยลวกที่อุณหภูมิ 70 80 และ 90°C และแช่สารละลายโพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์ (KMS) ที่ความเข้มข้น 500 1,000 และ 1,500 ppm พบว่า การลวกที่ 80°C และแช่ในสารละลาย KMS 500 ppm มีค่าสี L* สูงสุด ค่าดัชนีการเกิดสีน้ำตาลต่ำสุด ความเป็นกรด-ด่าง 6.46 ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้าง 12.07 ppm แล้วนำมาอบแห้งจนมีความชื้นสุดท้าย 18% พบว่าการอบแห้งที่อุณหภูมิแบบขั้นเดียว 60 70 และ 80°C ใช้เวลาอบแห้ง รวม 360 330 300 นาทีตามลำดับ ส่วนการอบแห้งที่อุณหภูมิแบบหลายขั้นมี 3 แบบคือ 1) ใช้อุณหภูมิอบช่วงแรก 60°C และช่วงที่สอง 70°C และกำหนดเวลาอบช่วงแรก 2 ระดับคือ 60 และ 120 นาที ใช้เวลาอบแห้งรวม 330 และ 300 นาทีตามลำดับ 2) ใช้อุณหภูมิอบช่วงแรก 70°C และช่วงที่สอง 60°C และกำหนดเวลาอบช่วงแรก 2 ระดับคือ 60 และ 120 นาที ใช้เวลาอบแห้งรวม 300 และ 270 นาที ตามลำดับ 3) ใช้อุณหภูมิอบช่วงแรก 80°C และช่วงที่สอง 70°C และกำหนดเวลาอบในช่วงแรก 2 ระดับคือ 60 และ 120 นาที ใช้เวลาอบแห้งรวม 270 และ 240 นาที ตามลำดับ และทำการทดสอบประสาทสัมผัสพบว่า เนื้อสัมผัส สี รสชาติ ความชอบโดยรวม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยกเว้นกลิ่น และเมื่อพิจารณาคะแนนความชอบเฉลี่ยพบว่า ลำไยอบแห้งที่ใช้อุณหภูมิในการอบแห้งในช่วงแรก 80°C 60 นาที และช่วงที่สอง 70°C มีคะแนนความชอบเฉลี่ยสูงที่สุดในด้านสี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวม ยกเว้นด้านเนื้อสัมผัส มีคะแนนความชอบเฉลี่ยเป็นอันดับที่สองรองจากลำไยอบแห้งที่ใช้อุณหภูมิในการอบแห้งในช่วงแรก 70°C 60 นาที และช่วงที่สอง 60°C</p>
2026-03-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/JSET/article/view/259998
ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับฟาร์มไส้เดือนโดยใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมูลไส้เดือน
2025-07-24T15:45:35+07:00
คนึงนุช สารอินจักร์
khanuengnuch@rmutl.ac.th
นราวิชญ์ ความหมั่น
naravittom@rmutl.ac.th
ศิริประภา ศรีทอง
yuii_siriprapa@rmutl.ac.th
สุขุมาล ตั้วสกุล
sukumal@rmutl.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัจฉริยะสำหรับฟาร์มไส้เดือนโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) 2) ศึกษาผลของระบบต่อการเลี้ยงไส้เดือนสายพันธุ์ African Nightcrawler (AF) และ Blue Worm (Blue) และ 3) วิเคราะห์ผลผลิตมูลไส้เดือน ปริมาณจุลินทรีย์ และการเจริญเติบโตของไส้เดือน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมด้วย IoT ระบบประกอบด้วยเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น (DHT11) เซ็นเซอร์วัดความชื้นดิน และไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32 เชื่อมต่อข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ การทดลองดำเนินการระหว่าง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้แบบบูรณาการศาสตร์ ชมรมซอมพออาสา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง โดยเป็นการทดลองในรอบการผลิตเดียว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา (ค่าเฉลี่ย) และใช้ t-Test: Paired Two Sample for Means เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มทดลอง พร้อมคำนวณปริมาณจุลินทรีย์ ด้วยสมการทางชีวภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบ IoT เพิ่มผลผลิตมูลไส้เดือนและความยาวเฉลี่ยของไส้เดือนสายพันธุ์ AF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ระบบสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้แม่นยำส่งผลให้ไส้เดือนเจริญเติบโตดีขึ้น 3) กลุ่มทดลองที่ใช้ IoT มีปริมาณจุลินทรีย์สูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่มีความหลากหลายของชนิดจุลินทรีย์ น้อยกว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระบบ IoT มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสามารถประยุกต์ ใช้ในฟาร์มไส้เดือนเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มผลผลิตและยกระดับการจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Loei Rajabhat University