วารสารวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการเกษตร https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ScienceRERU <h3 data-start="124" data-end="141">Aim &amp; Scope</h3> <p data-start="143" data-end="529">The <em data-start="147" data-end="213">Journal of Science, Technology and Agricultural Research (JSTAR)</em> aims to disseminate high-quality scholarly articles in the field of Life Sciences. The journal covers a broad range of disciplines, including Agricultural and Biological Sciences, Biochemistry, Genetics and Molecular Biology, Immunology and Microbiology, Neuroscience, Pharmacology, Toxicology, and Pharmaceutics.</p> <p data-start="531" data-end="749">All submitted manuscripts undergo a rigorous peer-review process conducted by qualified experts from both within and outside Roi Et Rajabhat University to ensure academic quality, originality, and scientific integrity.</p> <p> </p> <p><strong>Language: </strong><strong>Thai and English.</strong></p> <p><strong>Publication Frequency</strong></p> <p><strong>Published three times a year:</strong></p> <ul> <li><strong>Issue 1: January - April</strong></li> <li><strong>Issue 2: May - August</strong></li> <li><strong>Issue 3: September - December</strong></li> </ul> <p> </p> Roi Et Rajabhat University th-TH วารสารวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการเกษตร 3088-3172 <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> Growth of False pak choi (Brassica rapa var. chinensis) on Sunn Hemp (Crotalaria juncea) Soil-based https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ScienceRERU/article/view/261405 <p>ผักกวางตุ้งเป็นพืชผักที่สามารถปลูกไว้รับประทานเองในบริเวณบ้าน หรือปลูกเพื่อจำหน่าย ดังนั้นควรเลือกดินหรือวัสดุปลูกให้เหมาะสมกับกับการเจริญเติบโตของพืช การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของผักกวางตุ้งที่ปลูกในดินผสมปอเทือง วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) ทดสอบปลูกผักกวางตุ้งบนดินผสม ประกอบด้วย 9 สิ่งทดลอง จำนวน 4 ซ้ำ ได้แก่ สิ่งทดลองที่ 1 ดิน (ชุดควบคุม), สิ่งทดลองที่ 2 ดิน : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : มูลวัว : มูลไก่ (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 1 : 0.5), สิ่งทดลองที่ 3 ดิน : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : มูลวัว : มูลไก่ : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 1 : 0.5 : 1), สิ่งทดลองที่ 4 ดิน : แกลบดิบ : มูลวัว : มูลไก่ : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 0.5 : 1), สิ่งทดลองที่ 5 ดิน : ขุยมะพร้าว : มูลวัว : มูลไก่ : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 0.5 : 1), สิ่งทดลองที่ 6 ดิน : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : มูลวัว : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 1 : 1), สิ่งทดลองที่ 7 ดิน : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : มูลไก่ : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 0.5 : 1), สิ่งทดลองที่ 8 ดิน : ขุยมะพร้าว : แกลบดิบ : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 1 : 2), สิ่งทดลองที่ 9 ดิน : มูลวัว : มูลไก่ : ปอเทือง (สัดส่วนโดยปริมาตร 1 : 1 : 0.5 : 2) จากผลการทดลองพบว่า ผักกวางตุ้งมีการเจริญเติบโตด้านความสูง ความยาวใบ และความกว้างใบมากที่สุด ตลอดจนมีค่าคลอโรฟิลล์ในใบสูงที่สุด ส่งผลให้มีผลผลิต ด้านน้ำหนักสดต้นและน้ำหนักสดรากของกวางตุ้งมากที่สุด เมื่อปลูกในดินผสมสิ่งทดลองที่ 9 ดิน : มูลวัว : มูลไก่ : ปอเทือง และ ดินผสมสิ่งทดลองที่ 5 ดิน :ขุยมะพร้าว : มูลวัว : มูลไก่ : ปอเทือง ซึ่งดินผสมดังกล่าวจะเป็นแนวทางที่มีศักยภาพและเป็นทางเลือกในการใช้ดินจากวัสดุธรรมชาติสำหรับปลูกผักกวางตุ้งสำหรับผู้สนใจและเกษตรกรได้</p> Pharadee Saeung Chaiyapak Suwannasorn Siriwan Samithiarporn Bussaya Thoopbuchakorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-18 2026-01-18 7 1 1 10 Phytochemical Screening and Antioxidant Properties of Peel Extracts from Bouea burmanica Griff. https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ScienceRERU/article/view/261891 <p><strong> </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสารพฤกษเคมีเบื้องต้น ปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวม และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบจากเปลือกผลมะยงชิดโดยใช้ตัวทำละลายที่มีขั้วแตกต่างกัน (เฮกเซน เอทิลอะซิเตท และเมทานอล) ผลการสกัดสารสำคัญจากเปลือกผลมะยงชิด พบว่าสารสกัดเมทานอลมีปริมาณสารสกัดสูงที่สุด (51.80%) ส่วนผลการตรวจหาสารพฤกษเคมีเบื้องต้นด้วยปฏิกิริยา การเกิดสีหรือตะกอนจากสารสกัดเปลือกผลมะยงชิดพบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ สเตียรอยด์ แอนทราควิโนน ไดเทอร์พีน ไตรเทอร์พีน และแทนนิน การตรวจหาปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวมด้วยวิธี Folin- Ciocalteu reagent และ aluminium chloride colorimetric ตามลำดับ พบว่า สารสกัดเมทานอลมีปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์รวมสูงที่สุด (19.54 ± 3.57 mg GAE/g DW) และ (8.86 ± 0.89 mg QE/g DW ตามลำดับ) นอกจากนี้ยังแสดงฤทธิต้านอนุมูลอิสระทั้ง 3 วิธี คือ DPPH (IC<sub>50</sub> = 15.16 ± 1.23 µg/mL), ABTS (IC<sub>50</sub> = 78.74 ± 4.94 µg/mL) และ (FRAP value = 149.07 ± 1.35 mg FeSO<sub>4</sub> equivalent/g DW) จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารสกัดเปลือกผลมะยงชิดของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพ นำไปสู่การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นในเชิงลึกต่อไป</p> Kawinna Suphon Pattawat Seekhaw ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-18 2026-01-18 7 1 11 18 Chemical Composition and Antioxidant Properties of Instant Cereal Beverage Powder from Thung Kula Ronghai Broken Jasmine Rice and Mixed Grains https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ScienceRERU/article/view/261095 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องดื่มธัญพืชผงชงดื่มจากปลายข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ร่วมกับแป้งข้าวไรซ์เบอรี่ แป้งถั่วเขียว และแป้งลูกเดือย เพื่อเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้จากกระบวนการสีข้าวและยกระดับ<br />สู่ผลิตภัณฑ์เชิงฟังก์ชัน การทดลองออกแบบสูตร 5 ระดับ (MR1–MR5) โดยปรับสัดส่วนปลายข้าวหอมมะลิ 35–60% <br />เพื่อศึกษาผลต่อคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และการยอมรับของผู้บริโภค พบว่าสูตรที่มีสัดส่วนปลายข้าวหอมมะลิระดับปานกลาง (MR1–MR3) ให้ค่าความสว่าง (L*) สูงขึ้นจาก 76.67 เป็น 86.75 และค่าความเหลือง (b*) เพิ่มจาก 25.66 เป็น 28.96 ขณะที่ค่า a* ลดลง แสดงถึงสีเหลืองอ่อนเป็นที่ยอมรับมากขึ้น การประเมินความชอบทางประสาทสัมผัสพบว่าสูตร MR1 และ MR3 ได้คะแนนสูงสุดในด้านรสชาติ (7.77 ± 0.43) กลิ่น (7.40 ± 0.52) และการยอมรับโดยรวม (7.40 ± 0.62) อยู่ในระดับ <br />“ชอบปานกลาง” คุณภาพผลิตภัณฑ์ต้นแบบสูตร M3 พบว่ามีความชื้นเท่ากับ 10.25 d.b.% และค่า a<sub>w</sub> เท่ากับ 0.45 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยต่อการเจริญของจุลินทรีย์ แสดงถึงความคงตัวและอายุการเก็บรักษาที่ดี ผลิตภัณฑ์มีปริมาณเถ้า <br />4.33 ± 0.30% บ่งชี้ถึงปริมาณแร่ธาตุของข้าวหักจากข้าวหอมะลิในระดับสูง สารสำคัญพบว่า Total Phenolic Content (TPC) มีค่าสูงถึง 228.56 mg GAE/g และมี DPPH antioxidant activity 129.140 µmol ทั้งนี้ค่า Trolox equivalent/g แสดงศักยภาพด้านสารต้านอนุมูลอิสระเด่นชัด ผลการศึกษาชี้ว่าการใช้ปลายข้าวหอมมะลิ 35–50% ร่วมกับธัญพืชผสมให้สมดุลทั้งทางด้านสี กลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นเครื่องดื่มผงชงดื่มฟังก์ชัน ในการยกระดับคุณค่าเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดสุขภาพ และเสริมสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่น</p> Jeeranan Wongwatanyoo Witchuda Wongpanit piyachat Thongpaeng Janjira chatmontree ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-19 2026-01-19 7 1 19 27 Physicochemical, rheology quality and sensory acceptance of alternative yogurt products from Tubtim Chumphae rice (RD69) https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ScienceRERU/article/view/262729 <p>ข้าวทับทิมชุมแพ (กข69) เป็นข้าวพื้นเมืองที่มีศักยภาพในการใช้เป็นวัตถุดิบเชิงหน้าที่สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโยเกิร์ตทางเลือกจากข้าวทับทิมชุมแพ โดยใช้นมข้าวทับทิมชุมแพผสมกับนมถั่วเหลืองในอัตราส่วน 1:2, 1:1 และ 2:1 และศึกษาผลต่อคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ พฤติกรรมการไหล และการยอมรับทางประสาทสัมผัส ผลการทดลองพบว่า ระหว่างการหมัก 0-6 ชั่วโมง ค่า pH ของโยเกิร์ตทุกสูตรลดลงจากประมาณ 7.0 เหลือ 4.17–4.37 ขณะที่ค่าความเป็นกรดทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.42-0.48 โดยสูตร 1:2 ซึ่งมีนมถั่วเหลืองสูงสุดให้ค่า pH ต่ำที่สุด (4.17) และมีจำนวนแบคทีเรียกรดแลคติกสูงที่สุด (7.00 × 10<sup>9</sup> CFU/g) ซึ่งสูงกว่าสูตร 2:1 ประมาณ 11.7 เท่า ส่งผลให้การสร้างกรดแล็กติกมีประสิทธิภาพมากกว่า โยเกิร์ตทุกสูตรแสดงพฤติกรรมการไหลแบบไม่ใช่นิวตันชนิด shear-thinning โดยสูตร 1:2 มีโครงสร้างเจลแข็งแรงที่สุด มีค่าความแน่นเนื้อสูงสุดเท่ากับ 0.87 N ซึ่งสูงกว่าสูตร 2:1 ถึง 3.6 เท่า ในขณะที่สูตร 2:1 มีการแยกตัวของน้ำสูงสุด ซึ่งมากกว่าสูตร 1:2 ประมาณ 1.1 เท่า นอกจากนี้ การเพิ่มนมข้าวทับทิมชุมแพส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีสีม่วงแดงเข้มมากขึ้น ในด้านการยอมรับทางประสาทสัมผัส สูตร 2:1 ได้รับคะแนนความชอบด้านความหนืดและความชอบโดยรวมสูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ โดยสรุป อัตราส่วนนมข้าวทับทิมชุมแพต่อนมถั่วเหลืองมีอิทธิพลอย่างชัดเจนต่อคุณภาพ เนื้อสัมผัส และการยอมรับของโยเกิร์ตทางเลือกจากพืช และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต</p> Parinya Boonarsa Kittipak Choowong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 7 1 28 36 Induction Local Wisdom on Capture, Aquaculture, and Traditional Recipe “Kaeng Tom Som” of Butter Catfish: Enhancing the Social, and Sustainability Status of the Pak Phanang Basin Communities, Nakhon Si Thammarat, Thailand https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ScienceRERU/article/view/262672 <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวกับการจับปลา การเพาะเลี้ยง และตำรับอาหารต้มส้มปลาชะโอน (<em>Ompok bimaculatus</em>) เพื่อวิเคราะห์บทบาทขององค์ความรู้เหล่านี้ต่อการยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของชุมชน ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มทางอาหารและวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ การศึกษาประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 20 คนผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม รวมถึงการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการและการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ต้มส้มปลาชะโอนโดยใช้ผู้ทดสอบชิม 20 คน ผลการศึกษาพบว่า ภูมิปัญญาการจับปลา ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมีพื้นฐานจากความรู้ด้านนิเวศวิทยาและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือพื้นบ้านที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ เช่น ลอบและการตกเบ็ด ส่วนภูมิปัญญาการเพาะเลี้ยงปลาชะโอน ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากบ่อดินและร่องสวนไปสู่ระบบเพาะเลี้ยงแบบกระชัง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบไบโอฟลอค (Biofloc system) และการตรวจวัดคุณภาพน้ำด้วยอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ในด้านคุณค่าทางโภชนาการ พบว่าเนื้อปลาชะโอนสดมีโปรตีนเฉลี่ย 16.6 กรัม และไขมัน 10 กรัม ต่อ 100 กรัมสด มีแร่ธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และสังกะสี ผลการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของต้มส้มปลาชะโอน ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างปลาจากแหล่งที่มาแตกต่างกัน (<em>p</em>&gt;0.05) โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ปลาชะโอนจากแหล่งเพาะเลี้ยงในลุ่มน้ำปากพนังได้รับคะแนนเฉลี่ยด้านกลิ่น สี รสชาติ และความชอบโดยรวมอยู่ในระดับ “ดีถึงดีมาก” องค์ความรู้ทั้งสามด้านเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนา สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของผลิตภัณฑ์ปลาชะโอน เพื่อยกระดับคุณค่าทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนของชุมชน</p> Chatchai Sangpud Sujaree Kaewkong Thirarat Kaewchamnong Manorot Borirak-arawin Chawanrat Srinounpan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-03 2026-03-03 7 1 37 48