https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/featkku/issue/feed วารสารวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ 2026-06-26T20:57:34+07:00 รศ.ดร.ชัยยันต์ จันทร์ศิริ chaich@kku.ac.th Open Journal Systems <h4 style="text-align: left;"><strong><img src="/public/site/images/featkkuadmin/ปก1.png" width="699" height="409"><br></strong></h4> https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/featkku/article/view/264377 การออกแบบและประเมินสมรรถนะของเครื่องผสม–อัดเม็ดแบบต่อเนื่องอัตโนมัติสำหรับการผลิตอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์ 2026-05-06T16:27:51+07:00 วิรุณ โมนะตระกูล wiroonnnn@gmail.com พันธิวา แก้วมาตย์ puntivar.juu@gmail.com วสันต์ ปินะเต kaapplied@hotmail.com ทวีทรัพย์ ไชยรักษ์ taweesab.ch@rmu.ac.th กันตพงษ์ แข้โส kkantapong@kkumail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องผสม–อัดเม็ดแบบต่อเนื่องสำหรับการผลิตอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์เชิงพาณิชย์ รวมทั้งประเมินสมรรถนะของเครื่องและปัจจัยการทำงานที่เหมาะสม โดยศึกษาผลของความชื้นวัตถุดิบที่ระดับ 12, 15 และ 18 เปอร์เซ็นต์ (ฐานเปียก) และอัตราการป้อนวัตถุดิบเข้าสู่ระบบอัดเม็ดที่ระดับ 120, 160 และ 200 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ต่อคุณภาพเม็ดอัด อัตราการผลิต และการใช้พลังงานไฟฟ้า เครื่องต้นแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบถังบรรจุวัตถุดิบ ระบบผสม ระบบพักและลำเลียง และระบบอัดเม็ด ซึ่งสามารถทำงานแบบต่อเนื่องสั่งการด้วยระบบ PLC ผลการทดลองพบว่า เครื่องต้นแบบสามารถผลิตอาหารสัตว์อัดเม็ดได้เฉลี่ย 181 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดได้เฉลี่ย 168 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ผลของความชื้นวัตถุดิบพบว่า ระดับความชื้น 15% ให้ค่าความคงทนของเม็ดสูงสุดทั้งในอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์ ขณะที่อัตราการป้อน 160 กิโลกรัมต่อชั่วโมงให้สมดุลที่เหมาะสมด้านอัตราการผลิต ความเสถียรของการทำงาน และการใช้พลังงาน การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์พบว่าต้นทุนคงที่ของเครื่องประมาณ 69,900 บาทต่อปี โดยมีจุดคุ้มทุนของการผลิตอาหารสัตว์อัดเม็ด 22,843 กิโลกรัมต่อปี และปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 25,985 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับระยะเวลาการผลิตประมาณ 124 และ 160 ชั่วโมงต่อปี หรือประมาณ 0.8–1 เดือนของการใช้งานจริงภายใต้การทำงานเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเครื่องผสม–อัดเม็ดแบบต่อเนื่องที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการนำไปใช้ผลิตอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์ในระดับชุมชนหรือเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/featkku/article/view/264839 การพัฒนาระบบ IoT รีไซเคิลน้ำและเศษน้ำแข็งโดยใช้การสะกิดเตือนเชิงนิเวศเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างยั่งยืน 2026-05-06T16:40:02+07:00 อภิฌาน กาญจนวาปสถิตย์ apichankanjana@gmail.com อนุวัฒน์ สงค์โพธิ์กลาง apichan.ka@udru.ac.th ชวมิน ชุมแวงวาปี apichan.ka@udru.ac.th ภัทรพล ศรีโสดาพล apichan.ka@udru.ac.th <p>ในบริบทของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำกลับมาใช้ใหม่ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่ง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มักถูกมองข้ามในอาคารคือ "ขยะเปียกในขยะแห้ง" ซึ่งเกิดจากการทิ้งแก้วเครื่องดื่มที่มีน้ำและเศษน้ำแข็งค้างอยู่ลงในถังขยะทั่วไป ก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์และการปนเปื้อนวัสดุรีไซเคิล งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบต้นแบบเครื่องรีไซเคิลน้ำและเศษน้ำแข็งด้วยระบบ IoT ที่บูรณาการเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตประสานสรรพสิ่งเข้ากับกลไกการสะกิดเตือนเชิงนิเวศ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ระบบควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32 ร่วมกับเซนเซอร์ตรวจวัดการไหลเพื่อบริหารจัดเก็บของเหลวผ่านตัวกรองสแตนเลส และใช้ Three.js ในการสร้างภาพจำลองข้อมูลแบบเรียลไทม์บนหน้าจอเพื่อมอบรางวัลทางจิตวิทยาให้แก่ผู้ใช้งาน โดยแปลงปริมาตรน้ำที่รวบรวมได้เป็นจำนวนต้นพริก น้ำที่จัดเก็บสามารถนำออกมาจ่ายให้กับระบบรดน้ำพืชโดยอัตโนมัติ ผลการทดสอบเชิงวิศวกรรมพบว่าเซนเซอร์วัดการไหลมีอัตราความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยร้อยละ 1.16 และ 4.23 โดยมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ±7.9 mL และ ±31.8 mL ตามลำดับ ระบบกู้คืนข้อมูลมีอัตราความสำเร็จร้อยละ 100 และระบบควบคุมอัตโนมัติสามารถสั่งการรดน้ำต้นไม้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ การทดสอบภาคสนามเบื้องต้นพบว่าระบบสามารถดึงดูดความสนใจผู้สัญจร แต่ยังต้องการการประเมินผลเชิงพฤติกรรมอย่างเป็นระบบในงานวิจัยถัดไป</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/featkku/article/view/261205 ออกแบบและสร้าง ออกแบบและสร้างตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับฮีตเตอร์อินฟราเรดแบบควอทซ์ 2025-12-01T15:35:15+07:00 เสาวนีย์ จันทร์สว่าง sawanee.ja@ksu.ac.th อนุวัช แสนพงษ์ Sawanee.ja@ksu.ac.th ไฉไล ซาเสน Sawanee.ja@ksu.ac.th อภิชน มุ่งชู Sawanee.ja@ksu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับฮีตเตอร์อินฟราเรดแบบควอทซ์ และเพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการอบกล้วยน้ำว้าเปรียบเทียบกับการตากแดด ตู้อบที่พัฒนามีขนาด 100 × 150 × 80 เซนติเมตร ใช้โพลีคาร์บอเนตเป็นวัสดุคลุมและติดตั้งฮีตเตอร์อินฟราเรด 600 วัตต์ จำนวน 2 หลอดร่วมกับความเร็วลมที่ 3 เมตรต่อวินาที ซึ่งผลการทดสอบพบว่าระบบอบแห้งแบบผสมผสาน (พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับฮีตเตอร์อินฟราเรด) ใช้เวลาอบเพียง 28 ชั่วโมง ซึ่งสั้นกว่าการอบด้วยแสงแดดเพียงอย่างเดียวที่ต้องใช้เวลาถึง 79 ชั่วโมง ขณะที่การอบด้วยฮีตเตอร์อินฟราเรดเพียงอย่างเดียวใช้เวลา 25 ชั่วโมง การใช้พลังงานไฟฟ้าของระบบผสมผสานอยู่ที่ 20.8 หน่วย ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ร้อยละ 15.45 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ฮีตเตอร์เพียงอย่างเดียวซึ่งใช้พลังงาน 24.6 หน่วย คุณภาพของผลิตภัณฑ์กล้วยอบที่ได้จากระบบผสมผสานมีสีสันสวยงามและน่ารับประทานมากกว่าวิธีอื่น เนื่องจากสามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 50-60 ±2 องศาเซลเซียส ได้อย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเครื่องอบแห้งแบบผสมผสานมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ เนื่องจากสามารถลดเวลาอบ ประหยัดพลังงานไฟฟ้า และคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดี โดยคาดว่ามีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 3 ปี</p> <p> </p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/featkku/article/view/265873 การออกแบบและพัฒนาเครื่องทอดจิ้งหรีดแบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ 2026-06-06T16:35:00+07:00 วุฒิพงศ์ ทองแห้ว wthonghaeo@gmail.com ชัยยันต์ จันทร์ศิริ chaich@kku.ac.th วิรุณ โมนะตระกูล wiroonnnn@gmail.com จารุพล สุริยวนากุล jarupol@kku.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องทอดจิ้งหรีดแบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ เพื่อลดการพึ่งพาทักษะของผู้ปฏิบัติงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีความสม่ำเสมอ เครื่องต้นแบบมีขนาด 28.5 × 63.5 × 73.0 เซนติเมตร น้ำหนัก 15 กิโลกรัม ใช้ฮีตเตอร์กำลังไฟฟ้า 2,500 วัตต์ ควบคุมอุณหภูมิด้วยเซนเซอร์ K-Type Thermocouple ร่วมกับ Arduino Uno R3 และระบบควบคุมแบบ ON–OFF Control โดยทำการทดสอบที่อุณหภูมิ 140, 160, 180 และ 200 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4, 6 และ 8 นาที ผลการทดสอบประสิทธิภาพพบว่า เครื่องสามารถเพิ่มอุณหภูมิถึงค่าที่กำหนดได้ภายใน 3–5 นาที โดยมีอัตราการเพิ่มอุณหภูมิสูงสุด 47.28 องศาเซลเซียสต่อนาที และมีค่า Overshoot อยู่ในช่วง 3.25–7.22 เปอร์เซ็นต์ การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานพบว่า เครื่องทอดอัตโนมัติมีเวลามาตรฐานการทำงาน 5 นาที 20 วินาที และมีกำลังการผลิต 2.25 กิโลกรัมต่อชั่วโมง สูงกว่าการทอดโดยเกษตรกรซึ่งมีกำลังการผลิต 1.44 กิโลกรัมต่อชั่วโมง การประเมินคุณภาพผลิตภัณฑ์พบว่า สภาวะการทอดที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 นาที ให้ลักษณะสีใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์อ้างอิงมากที่สุด โดยมีค่าความแตกต่างของสีรวม ( ) เท่ากับ 0.84 ขณะที่สภาวะการทอดที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 นาที ให้ค่า Hardness เท่ากับ 105.97 ± 24.68 N ซึ่งใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรที่มีค่า 106.06 ± 12.83 N และไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p&gt;0.05) แสดงให้เห็นว่าการเกิดสีและการพัฒนาเนื้อสัมผัสของจิ้งหรีดทอดได้รับอิทธิพลจากอุณหภูมิและระยะเวลาการทอดแตกต่างกัน</p> <p>เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต คุณลักษณะด้านสี และเนื้อสัมผัส พบว่าเครื่องทอดจิ้งหรีดแบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เชิงพาณิชย์ โดยมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 28 วัน</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/featkku/article/view/265668 การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์และการกำหนดค่าน้ำหนักสำหรับการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอในกลุ่มประเทศ CLMV 2026-05-21T21:49:36+07:00 Pattanapong Praykaw pattanapong.pr@rmuti.ac.th โกวิทย์ พลหาญ pattanapong.pr@rmuti.ac.th คัมภีรดา เทพพิทักษ์ pattanapong.pr@rmuti.ac.th พนรัญชน์ ยังสุข pattanapong.pr@rmuti.ac.th <p>การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต้นทุนการผลิตและการแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งทอส่งผลให้การตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายด้านอุตสาหกรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอในกลุ่มประเทศ CLMV และกำหนดค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยเริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกทำเลที่ตั้งโรงงาน การลงทุนระหว่างประเทศ และการย้ายฐานการผลิต สามารถสังเคราะห์ปัจจัยได้ทั้งหมด 28 รายการ และจัดกลุ่มเป็น 9 มิติหลัก ได้แก่ แรงงาน กฎหมายและข้อบังคับ สถานการณ์ทางการเมือง คุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิศาสตร์ และสังคม ข้อมูลเก็บรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน ผ่านแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นนำผลการจัดอันดับปัจจัยมาคำนวณค่าน้ำหนักด้วยวิธีเชิงอันดับ 3 วิธี ได้แก่ Rank Sum (RS), Rank Reciprocal (RR),Rank Order Centroid (ROC) ผลการศึกษาพบว่า ค่าแรงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงที่สุด รองลงมาคือ ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ สิทธิประโยชน์ทางภาษี สิ่งจูงใจและเงินอุดหนุน ปริมาณแรงงาน และตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ตามลำดับ ผลจากกราฟเปรียบเทียบค่าน้ำหนักสะท้อนว่า RS, RR และ ROC ให้แนวโน้มลำดับความสำคัญสอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม วิธี RR ให้น้ำหนักแก่ปัจจัยอันดับต้นเด่นชัดกว่าวิธีอื่น ขณะที่ ROC มีรูปแบบการกระจายอยู่ระหว่าง RS และ RR ผลการวิจัยนี้เสนอกรอบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินปัจจัยก่อนการย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มประเทศ CLMV อย่างเป็นระบบ</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมฟาร์มและเทคโนโลยีการควบคุมอัตโนมัติ