https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/issue/feed
วารสารข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการไทย
2025-12-30T07:01:35+07:00
Editor of Thai Industrial Engineering Network Journal
ienetworkjournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p>Industrial Engineering Network started since 1982, until the Thai Industrial Engineering Network Journal (IENJ) journal was founding in 2015. The objective of the Thai Industrial Engineering Network Journal (IENJ) is to publish research article and review article for industrial engineering educators, researchers, and practitioners to advance the practice and understanding of applied and theoretical aspects. The journal accepts English and Thai language manuscripts of original research and review articles which have never been published elsewhere. Research areas of the journal include Industrial Engineering, Manufacturing Processes, Materials Engineering, Automation Engineering, Operations Management, Operations Research, Quality Engineering and Management, Logistics and Supply Chain Management, Work Study, Ergonomics and Design Engineering, Safety Engineering, Green and Sustainable Technology Management, Related Topics in Industrial Engineering. All contributions to Journal of Thai Industrial Engineering Journal are published free of charge and there is no article submission charge.</p> <p>The journal employs a double-blind review process, in which authors and reviewers are anonymous to each other throughout the process.</p> <p>ข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการ ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2525 จากนั้นในปี พ.ศ. 2558 จึงได้เริ่มจัดทำวารสารข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย (Research article) และบทความวิชาการ (Review article) ของคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าและความเข้าใจในด้านทฤษฎีและการประยุกต์ความรู้ในด้านงานวิศวกรรมอุตสาหการและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง วารสารยินดีรับบทความที่มีขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวข้องในศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมวัสดุ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติ การจัดการโลจิสติกส์ การศึกษาการทำงาน การยศาสตร์ วิศวกรรมการออกแบบ วิศวกรรมความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การส่งวารสารเพื่อรับการพิจารณาและการเผยแพร่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p>ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น และเผยแพร่โดยการจัดพิมพ์เป็นเอกสารและวารสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางเว็บไซต์ กำหนดการออกวารสาร ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt;"><strong><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;">Print ISSN: </span></strong><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;">2408-2635 </span></p> <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt;"><strong><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;">Online ISSN</span></strong><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;">: 2673-0006</span></p> <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt;"><strong><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;">Established:</span></strong><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;"> 1982</span></p> <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt;"><span style="font-family: 'Georgia',serif; color: #333333;"><strong>Start Publish Journal</strong>: 2015<br /><strong><span style="font-family: 'Georgia',serif;">Language</span></strong>: English/Thai<br /><strong><span style="font-family: 'Georgia',serif;">Publication Fee</span></strong>: Free<br /><strong><span style="font-family: 'Georgia',serif;">Issues per Year</span></strong>: 2 Issues (January-June, July-December)</span></p> <p style="margin: 0cm; margin-bottom: .0001pt;"> </p> <p><a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/ienj/submission/wizard" target="_blank" rel="noopener"><strong>ส่งบทความ (</strong></a><strong><a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/ienj/submission/wizard">Make a new submission)</a></strong></p> <p><a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/ienj/submissions" target="_blank" rel="noopener"><strong>ติดตามผลการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ (V</strong></a><strong><a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/ienj/submissions">iew your pending submissions)</a></strong></p> <p><a href="https://www.tci-thaijo.org/index.php/ienj/information/authors" target="_blank" rel="noopener"><strong>ขั้นตอนการตีพิมพ์ และรูปแบบการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร</strong><strong>ข่ายงานวิศวกรรมอุตสาหการไทย (Author Guidelines)</strong></a></p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258994
การศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งขยะภายใต้แนวความคิดกรีนโลจิสติกส์ กรณีศึกษา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
2025-04-25T22:41:43+07:00
อัญพัชร์ คงวัฒนานันทน์
Kittisak.ph@crma.ac.th
การุณย์ ชัยวณิชย์
Kittisak.ph@crma.ac.th
กิตติศักดิ์ พิมพ์ขัน
kittisak.ph@crma.ac.th
วิชญ์ชพล พลตื้อธนะกูล
Kittisak.ph@crma.ac.th
ณัฐชนน บุญทักษ์
Kittisak.ph@crma.ac.th
ธนพนธ์ อ้นเพียรเอก
Kittisak.ph@crma.ac.th
นนทกร สิงหเสนี
Kittisak.ph@crma.ac.th
เดชนะ ชลสวัสดิ์
Kittisak.ph@crma.ac.th
ปรัตถกร คัมภิรานนท์
Kittisak.ph@crma.ac.th
ปฏิภาณ ทีปรักษพันธุ์
Kittisak.ph@crma.ac.th
<p>การศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งขยะภายใต้แนวความคิดกรีนโลจิสติกส์ กรณีศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามีวัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งขยะของหน่วยขึ้นตรงโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างรถขนขยะเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิมและระบบไฟฟ้า จากการเก็บข้อมูลการขนส่งขยะระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 30พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 พบว่าในการขนส่งขยะใช้รถขนส่งขยะเครื่องยนต์ดีเซลยี่ห้อ HINO รุ่น FG8JJ1A-JJT เป็นรถขนขยะแบบอัดท้าย น้ำหนักบรรทุก 10 ตัน มีเส้นทางการขนส่งขยะจำนวน 4 เส้นทาง มีระยะทางการขนส่งขยะ 12,174.24 กิโลเมตรต่อปี ใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 27,612 ลิตรต่อปี หรือเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 74,516.50 kgCO<sub>2</sub>eq/ปี ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้รถขนส่งขยะระบบไฟฟ้าซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 60 หรือเท่ากับ 44,709.9 kgCO<sub>2</sub>eq/ปี การประมาณต้นทุนส่วนเพิ่มจากการลดก๊าซเรือนกระจกพบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้และยังสามารถลดต้นทุนสุทธิได้ 4.97 บาทต่อ 1 kgCO<sub>2</sub>eq แสดงว่าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 kgCO<sub>2</sub>eq สามารถลดค่าใช้จ่ายลง 4.97 บาท และทำให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนชนิดของรถขนส่งขยะและการใช้เชื้อเพลิงเพื่อคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ด้านเศรษฐศาสตร์ สามารถใช้เป็นกรณีศึกษาในการพัฒนาระบบขนส่งขยะในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต และเป็นการตอบสนองมาตรการการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/259085
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์: กรณีศึกษากระบวนการ ผลิตถังพลาสติก
2025-05-01T11:33:38+07:00
สรวิศ สุวรรณรงค์
suwansor@gmail.com
แววบุญ แย้มแสงสังข์
weawboon@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกระบวนการผลิตถังพลาสติก โดยใช้วิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต Life Cycle Assessment (LCA) ภายใต้กรอบ Cradle-to-Gate ในรูปแบบ Business-to-Business (B2B) ซึ่งครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจนถึงกระบวนการผลิต ผลการศึกษาพบว่าถังพลาสติกมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 0.328 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อ 1 ใบ โดยกระบวนการผลิตเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด 54.17% รองลงมาคือกระบวนการได้มาของวัตถุดิบ 45.83% ข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นแนวทางในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลและการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในกระบวนการผลิต</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/259028
การพยากรณ์พลังงานไฟฟ้าโดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องและระบบ IoT
2025-04-29T19:59:48+07:00
อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์
wilaitip.p@cit.kmutnb.ac.th
วิไลทิพย์ พันโยธา
wilaitip.p@cit.kmutnb.ac.th
<p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 31.5pt;"><span lang="TH" style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">งานวิจัยนี้นำเสนอแบบจำลองการพยากรณ์ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศในห้องเซิร์ฟเวอร์ ด้วยการใช้การเรียนรู้ของเครื่อง (</span><span style="font-family: 'Browallia New',sans-serif;">Machine learning : ML) <span lang="TH">และระบบอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (</span>Internet of Things : IoT) <span lang="TH">การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นภายนอกห้องเซิร์ฟเวอร์ ค่าพลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศโดยใช้เทคโนโลยี </span>IoT <span lang="TH">วิธีดำเนินการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกรวบรวมข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น และค่าพลังงานไฟฟ้าด้วยระบบ </span>IoT <span lang="TH">ส่วนที่สองสร้างแบบจำลองการพยากรณ์ปริมาณพลังงานไฟฟ้า ในบทความนี้ได้เลือกวิธีการพยากรณ์ 4 วิธีได้แก่ </span>LSTM Bi-LSTM ANN <span lang="TH">และ </span>ARIMA <span lang="TH">ส่วนสุดท้ายทำการเปรียบเทียบผลลัพธ์จากค่า </span>MSE RMSE <span lang="TH">และ </span>MAPE <span lang="TH">ผลการศึกษาพบว่า ระบบ </span>IoT <span lang="TH">สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ส่วน </span>Machine Learning <span lang="TH">ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ค่าพลังงานไฟฟ้าโดยสามารถเรียนรู้รูปแบบจากข้อมูลจำนวนมากที่เก็บผ่าน </span>IoT <span lang="TH">ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการพยากรณ์ค่าพลังงานไฟฟ้านั้น วิธี </span>LSTM <span lang="TH">เป็นโมเดลที่ได้ผลที่ดีที่สุดในด้านของความแม่นยำ โดยพิจารณาจากค่า </span>MSE <span lang="TH">และ </span>RMSE <span lang="TH">ที่ต่ำที่สุด ในขณะที่ </span>ARIMA <span lang="TH">มีค่า </span>MAPE <span lang="TH">ต่ำที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิธี </span>LSTM <span lang="TH">เหมาะสมสำหรับการพยากรณ์ค่าพลังงานไฟฟ้าในการศึกษานี้มากที่สุด อย่างไรก็ตามการเลือกรูปแบบการพยากรณ์ขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหาและความต้องการในการใช้งานจริง รูปแบบการพยากรณ์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถประเมินการใช้พลังงานล่วงหน้าและจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้</span></span></p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258980
การเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์โซ่ความเย็น: ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพล ต่อการรักษาอุณหภูมิของกล่องเก็บความเย็นแบบพกพา
2025-04-25T12:30:43+07:00
รามาวดี นัยวรรณ์
antmook1@gmail.com
อัครนันท์ พงศธรวิวัฒน์
akkaranan.pon@nida.ac.th
<p>โลจิสติกส์โซ่ความเย็นมีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้าไวต่ออุณหภูมิ เช่น วัคซีน ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์อาหารสด โดยหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญคือ กล่องเก็บความเย็นแบบพกพา ซึ่งใช้ในการรักษาอุณหภูมิของสินค้าให้คงที่ตลอดกระบวนการขนส่ง งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการกักเก็บอุณหภูมิของกล่องเก็บความเย็น รวมถึงพัฒนา ตัวแบบพยากรณ์ ระยะเวลาการรักษาอุณหภูมิโดยใช้ การออกแบบการทดลอง (Design of Experiments: DOE) การทดลองดำเนินการโดยใช้ แผนการทดลองแบบแฟกทอเรียล (Factorial Design) และ การวิเคราะห์ตัวแปรผิวตอบสนอง (Response Surface Methodology: RSM) เพื่อระบุปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการรักษาอุณหภูมิ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ประเภทของกล่องเก็บความเย็น (B-Box), จำนวนและชนิดของวัสดุเปลี่ยนสถานะ (PCMs), รวมถึงลักษณะของผนังด้านบนของกล่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการกักเก็บอุณหภูมิ นอกจากนี้ยังพบว่า การเพิ่มปริมาณ PCM อย่างเหมาะสม สามารถช่วยยืดระยะเวลาการรักษาอุณหภูมิได้อย่างมีนัยสำคัญ จากผลการศึกษา สามารถพัฒนาสมการพยากรณ์เพื่อช่วยคาดการณ์ระยะเวลาการรักษาอุณหภูมิของกล่องเก็บความเย็นแบบพกพา ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการขนส่งสินค้าในโลจิสติกส์โซ่ความเย็น เพื่อลดการสูญเสียสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และลดต้นทุนการดำเนินงาน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258944
การพยากรณ์ปริมาณการเติมแอมโมเนียที่เหมาะสมสำหรับการรักษาสภาพ น้ำยางสดในกระบวนการผลิตยางสกิม โดยใช้การถดถอยเชิงเส้น
2025-04-23T15:23:22+07:00
สนทยา บินหรีม
sontaya9108@gmail.com
สุริยา จิรสถิตสิน
suriya.j@psu.ac.th
นาถกานต์ ขุนจันทร์
Narttakarn.k@psu.ac.th
วนิดา รัตนมณี
suriya.j@psu.ac.th
<p>กระบวนการผลิตยางสกิมมีขั้นตอนสำคัญคือการจับเนื้อยาง โดยปัจจุบันโรงงานผลิตยางสกิมใช้กรดซัลฟูริกเพื่อช่วยในการจับเนื้อยาง ซึ่งปริมาณการใช้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณแอมโมเนียในน้ำยางสด ดังนั้นการกำหนดปริมาณแอมโมเนียที่เหมาะสมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของกระบวนการผลิต งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) สำหรับพยากรณ์ปริมาณแอมโมเนียที่เติมในน้ำยางสด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิตยางสกิม โดยอาศัยข้อมูลนำเข้าที่เก็บรวบรวมจากโรงงานผลิตยางสกิม ประกอบด้วย จำนวนวันที่เก็บรักษาน้ำยางสด (Days) ปริมาณแอมโมเนียเริ่มต้นในน้ำยางสด (NH3 Init) และปริมาณกรดไขมันระเหยง่ายเริ่มต้นในน้ำยางสด (VFA Init) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณแอมโมเนียที่ต้องเติม การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้โปรแกรม WEKAผลการวิจัย พบว่า แบบจำลองการถดถอยเชิงเส้นสามารถพยากรณ์ปริมาณแอมโมเนียที่เติมได้อย่างแม่นยำ โดยค่าความถูกต้องของแบบจำลองที่วัดจากค่าสัมประสิทธิ์แสดงการตัดสินใจ (R2) เท่ากับ 0.980 ค่าคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAE) เท่ากับ 5.170 และค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) เท่ากับ 5.751 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมต่อการนำไปพยากรณ์ นอกจากนี้ แบบจำลองการพยากรณ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถลดการใช้ปริมาณแอมโมเนียได้ประมาณ 9% เมื่อเทียบกับวิธีการเดิมของโรงงาน ผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตยางสกิมให้มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการใช้สารเคมีได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258937
The การพัฒนาสมบัติพื้นผิวของโลหะผสมนิกเกิล 617 ด้วยกระบวนการอะลูมิเนียมแพ็คซีเมนเตชัน
2025-04-23T09:16:51+07:00
นพกร ภู่ระย้า
paeasus@gmail.com
ธนัชพร แสงทับ
supphachan.raj@mahidol.ac.th
ณิชนันทน์ คุณานพรัตน์
supphachan.raj@mahidol.ac.th
ศุภชัญ ราษฎร์ศิริ
supphachan.raj@mahidol.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาการปรับปรุงโลหะผสมนิกเกิล 617 โดยใช้กระบวนการอะลูมิเนียมแพ็คซีเมนเตชันผ่านการแพร่โดยตรง โดยใช้ผงเคลือบประกอบด้วยอะลูมิเนียม อะลูมินา และแอมโมเนียมคลอไรด์ ในอัตราส่วน 22.5:120:7.5 กรัม โดยน้ำหนัก ทำการเคลือบที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1, 2.25, 4 และ 6.25 ชั่วโมง และอบเป็นเนื้อเดียวกันที่อุณหภูมิ 1,150 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที การทดสอบความต้านทานการเกิดออกซิเดชันที่อุณหภูมิ 950 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 64 ชั่วโมง วิเคราะห์โดยการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและการวิเคราะห์ธาตุเชิงพลังงาน พบว่าระยะเวลาการเคลือบส่งผลโดยตรงต่อความหนาของชั้นเคลือบ โดยชั้นเคลือบ 6.25 ชั่วโมง มีความหนามากที่สุด อย่างไรก็ตามชั้นเคลือบ 2.25 ชั่วโมงให้ความต้านทานการเกิดออกซิเดชันที่ดีที่สุด โดยมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักต่ำที่สุด ขณะที่ชั้นเคลือบ 6.25 ชั่วโมง มีแนวโน้มเกิดเฟส NiO และความเค้นภายในมากขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการต้านออกซิเดชันลดลง การวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาค พบว่าเฟส NiAl เป็นองค์ประกอบหลักของชั้นเคลือบ 2.25 ชั่วโมง และมีการเกิดขึ้นของเฟส Al<sub>2</sub>O<sub>3</sub> ซึ่งให้ความต้านทานออกซิเดชันดีกว่าเฟส Cr<sub>2</sub>O<sub>3</sub> เมื่อพิจารณาทั้งสมรรถนะและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ชั้นเคลือบ 2.25 ชั่วโมง เป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดโดยให้ความสมดุลระหว่าง ความต้านทานออกซิเดชัน ความเป็นไปได้ทางเทคนิค และต้นทุนการผลิต</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258928
การทำนายกำลังรับแรงอัดของคอนกรีตจากไฮบริดซีเมนต์ด้วยสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ สำหรับประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างอย่างยั่งยืน
2025-04-22T21:28:58+07:00
พรรัตน์ ธำรงวุฒิ
pornratthum@gmail.com
ฐิติพงศ์ จำรัส
pawnrat.th@rmuti.ac.th
กฤษณรัช นิติสิริ
pawnrat.th@rmuti.ac.th
ชุลีพร วงศ์ลือชา
pawnrat.th@rmuti.ac.th
จักษดา ธำรงวุฒิ
pawnrat.th@rmuti.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ศึกษากำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่ใช้ไฮบริดซีเมนต์เป็นวัสดุเชื่อมประสาน ซึ่งมีข้อดีคือใช้พลังงานในกระบวนการผลิตต่ำและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณต่ำ โดยพิจารณาส่วนผสมของคอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์และไฮบริดซีเมนต์ภายใต้ระยะเวลาการบ่มที่แตกต่างกัน วัตถุประสงค์หลักคือการพัฒนาสมการพยากรณ์กำลังรับแรงอัดของคอนกรีตด้วยวิธีการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกำลังรับแรงอัด โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์กับผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบว่า กำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่ใช้ไฮบริดซีเมนต์มีแนวโน้มใกล้เคียงกับคอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ และเมื่อระยะเวลาบ่มเพิ่มขึ้น กำลังรับแรงอัดของคอนกรีตไฮบริดซีเมนต์มีค่าสูงกว่าคอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ นอกจากนี้ การประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติพบว่า สมการพยากรณ์สามารถทำนายกำลังรับแรงอัดได้อย่างแม่นยำถึง 92.00% โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือระยะเวลาการบ่มและอัตราส่วนน้ำต่อปูนซีเมนต์ สุดท้ายงานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาวัสดุคอนกรีตที่ยั่งยืนและประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258988
การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบสำหรับการท่องเที่ยว ในภูมิภาคอินโดจีนอย่างยั่งยืน
2025-04-25T18:40:13+07:00
สิริวิภา บุญชัย
arunrat.s@ubu.ac.th
ระพีพันธ์ ปิตาคะโส
Arunrat.s@ubu.ac.th
อรุณรัตน์ เศวตธรรม
Arunrat.s@ubu.ac.th
ถนัดกิจ ศรีโชค
Arunrat.s@ubu.ac.th
สุรเจษฐ์ ก้อนจันทร์
Arunrat.s@ubu.ac.th
ปวีณา คำพุกกะ
Arunrat.s@ubu.ac.th
สุภัตราภรณ์ สายสมบูรณ์
Arunrat.s@ubu.ac.th
ปดิวรดา ล้อมลาย
Arunrat.s@ubu.ac.th
ไกรศักดิ์ ยงกุลวณิช
Arunrat.s@ubu.ac.th
ธชาดา ปลื้มจันทร์
Arunrat.s@ubu.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบเส้นทางการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่เหมาะสมในภูมิภาคอินโดจีนโดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่าง 3 เส้นทางหลัก คือ ไทย-ลาว-เวียดนาม, ไทย-ลาว-กัมพูชา และ ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม โดยมีจังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลางของระบบการขนส่งข้ามพรมแดน การขนส่งในภูมิภาคดังกล่าวยังคงประสบปัญหาในด้านความไม่ต่อเนื่องของโหมดการขนส่ง ค่าใช้จ่ายที่สูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและการค้าระหว่างประเทศงานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ขอบเขตข้อมูล (Data Envelopment Analysis: DEA) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเส้นทางขนส่ง โดยพิจารณาจากปัจจัยหลัก ได้แก่ ระยะทาง ค่าใช้จ่าย ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก และคะแนนประเมินประสิทธิภาพจากผู้ใช้ ผลการศึกษาพบว่า การบูรณาการรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258995
อิทธิพลของประเภทและความสูงของรองเท้าที่ใส่ ร่วมกับเฝือกแบบถอดได้ต่อการเดิน
2025-04-25T23:51:00+07:00
ศุภกร ปานมโนธรรม
supakorn.panmanotham@gmail.com
ไพโรจน์ ลดาวิจิตรกุล
supakorn.panmanotham@gmail.com
<p>ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับการรักษาแผลที่ฝ่าเท้าโดยใช้ Removable Cast Walker (RCW) สวม RCW เพียงร้อยละ 28 ของการเดินในแต่ละวันเท่านั้น สาเหตุหนึ่งอาจมาจากอุปกรณ์ที่สวมเท้าทั้งสองข้างมีความสูงแตกต่างกันทำให้สมดุลในการเดินเปลี่ยนไปและไม่เป็นธรรมชาติ หากลดอุปสรรคในการเดินของผู้ป่วยจะช่วยเพิ่มอัตราในการสวม RCW ปัจจัยความสูงและประเภทของรองเท้าที่สวมคู่กับ RCW จึงถูกนำมาใช้ในศึกษาการเดินของอาสาสมัคร จำนวน 5 คน ด้วยระบบ Motion Capture ภายใต้สถานการณ์ 4 แบบ คือ 1. สวมรองเท้าหุ้มส้นทั้งสองข้าง (เปรียบเป็นการเดินปกติ) 2. สวมรองเท้าหุ้มส้นกับ RCW 3. สวมรองเท้าหุ้มส้นเสริมความสูงกับ RCW และ 4. สวมรองเท้าไม่หุ้มส้นเสริมความสูงกับ RCW ผลการวิเคราะห์การเดิน (Gait Analysis) ในด้านความสมดุลระหว่างเท้าทั้งสองข้างและความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ที่สวม RCW กับการสวมรองเท้าหุ้มส้นทั้งสองด้วยตัวชี้วัด 8 ตัว ได้แก่ 1. Walking Speed 2. Stride Length 3. Step Length 4. Step Width 5. Toe-Out Angle 6. Knee Sagittal Flexion 7. Body Vertical Displacement และ 8. Body Lateral Displacement พบว่า การสวมรองเท้าหุ้มส้นเสริมความสูงกับ RCW มีความสมดุลที่ดีที่สุด (แตกต่างกันร้อยละ 7.46) รองลงมา คือ การสวมรองเท้าหุ้มส้นไม่เสริมความสูง (ร้อยละ 11.07) และ การสวมรองเท้าหุ้มส้น (ร้อยละ 13.49) และเมื่อเปรียบเทียบกับการเดินปกติ พบว่า การสวมรองเท้าหุ้มส้นกับ RCW มีความแตกต่างน้อยที่สุด (ร้อยละ 20.17) ตามด้วย การสวมรองเท้าหุ้มส้นเสริมความสูง (ร้อยละ 21.16) และการสวมรองเท้าไม่หุ้มส้นเสริมความสูง (ร้อยละ 31.13) จึงสามารถสรุปได้ว่า การสวมรองเท้าหุ้มส้นเสริมความสูงดีที่สุดเมื่อสวมคู่กับ RCW เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างเท้าทั้งสองข้างมากที่สุด และมีความใกล้เคียงกับการสวมรองเท้าหุ้มส้นไม่เสริมความสูงในความแตกต่างกับการเดินปกติ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258603
การลดการสูญเสียวัตถุดิบพรีฟอร์มด้วยการปรับปรุงกระบวนการ บรรจุน้ำอัดลมขนาดเล็ก
2025-04-04T11:48:55+07:00
สุนิณี จันทร์ดี
Suphattra.sr@spu.ac.th
สุพัฒตรา ศรีญาณลักษณ์
suphattra.sr@spu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสูญเสียวัตถุดิบพรีฟอร์มในกระบวนการบรรจุขวดน้ำอัดลมขนาดเล็ก โดยดำเนินการวิจัย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ศึกษากระบวนการผลิต (2) เก็บข้อมูลการสูญเสีย (3) วิเคราะห์ลำดับความสำคัญของสาเหตุ (4) หาสาเหตุหลัก และ (5) ปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดยเลือก 3 จุดที่มีการสูญเสียสูงสุดตามลำดับ คือ เครื่องเป่าขึ้นรูปขวด จุดตรวจระดับน้ำในขวด และห้องเตรียมพรีฟอร์ม ในการวิเคราะห์หาสาเหตุหลัก ได้ประยุกต์ใช้เทคนิค Why-Why ร่วมกับแผนผังก้างปลา เพื่อจัดกลุ่มปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงใช้เทคนิคการตั้งค่าแนวศูนย์กลาง (Centerline: CL) เพื่อกำหนดมาตรฐานการตั้งค่าเครื่องลำเลียงฝา และใช้เทคนิคการทำความสะอาด ตรวจสอบ และหล่อลื่น (Cleaning Inspection Lubrication: CIL) เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องจักร พร้อมจัดทำมาตรฐานการทำงาน และใบตรวจสอบเครื่องจักร ผลลัพธ์พบว่า อัตราการสูญเสียวัตถุดิบจากทั้ง 3 จุด ลดลงจาก 8.26% เหลือ 1.16% คิดเป็นการลดลง 7.10% ส่งผลให้มูลค่าความสูญเสียลดลงจากประมาณ 6.46 ล้านบาทต่อปี เหลือ 1.43 ล้านบาทต่อปี หรือลดลง 77.91% นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังสามารถขยายผลไปยังสายการผลิตอื่นที่ใช้เครื่องจักรลักษณะเดียวกันได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258174
การออกแบบและพัฒนาเครื่องบรรจุน้ำดื่ม ด้วยระบบอัตโนมัติต้นทุนต่ำสำหรับวิสาหกิจชุมชน
2025-05-02T15:47:18+07:00
นันทวรรณ อ่ำเอี่ยม
nanttu9@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องบรรจุน้ำอัตโนมัติต้นทุนต่ำต้นแบบสำหรับวิสาหกิจชุมชน จากการสำรวจความต้องการของวิสาหกิจชุมชนจำนวน 37 ราย พบว่า วิสาหกิจชุมชนต้องการระบบการผลิตและบรรจุน้ำอัตโนมัติที่มีราคาไม่แพง ระบบอัตโนมัติสามารถใช้งานง่ายและวิสาหกิจชุมชนสามารถซ่อมบำรุงได้ด้วยตนเอง การออกแบบระบบอัตโนมัติต้นทุนต่ำจึงมีแนวคิดในการเลือกใช้วัสดุที่สามารถซื้อได้ในประเทศไทย และเป็นไปตามข้อกำหนดขององค์กรอาหารและยาเช่น สเตนเลส 304 หัวบรรจุน้ำดื่มทำการกลึงจากท่อสแตนเลส, มอเตอร์และวาล์วต่างๆเป็นต้น เครื่องบรรจุน้ำใช้ท่อสแตนเลสกลึงเป็นหัวบรรจุทั้งหมด 3 หัวต่อเข้าระบบปั๊มดูดน้ำ ระบบมีการควบคุมให้หัวบรรจุเคลื่อนที่ขึ้นลงตามจังหวะของสายพานเคลื่อนที่และเปิดปิดระบบนิวเมติก ตามจำนวนบรรจุในแต่ละรอบแบบอัตโนมัติ จังหวะเคลื่อนที่ลงของหัวบรรจุถึงตำแหน่งของปากขวดจะทำการเปิดปั๊มดูดน้ำเพื่อทำการบรรจุแบบอัตโนมัติและจะปิดปั๊มเมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ในระบบตามแต่ละขนาดของขวด จากนั้นระบบนิวเมติกจะทำการเปิดประตูและสายพานเริ่มทำงานเพื่อลำเลียงขวดออกและขวดเข้าในเวลาเดียวกันเพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องและไม่ใช้พนักงานในกระบวนการเติมน้ำ ผลการวิจัย พบว่า ระบบการบรรจุน้ำดื่มพร้อมระบบการควบคุม ทำการบรรจุน้ำลงในขวดบรรจุขนาด 500 มิลลิลิตร ใช้เวลาประมาณ 6 วินาที / 3 ขวด ใช้ตัวปั้มน้ำที่ 750 ลิตร/ชม. ระบบการบรรจุน้ำดื่มสามารถปรับความเร็วในการเติมน้ำได้ในช่วง 3 วินาทีถึง 7 วินาทีต่อขวดระยะเวลาในการบรรจุจะแปรผันตามขนาดของขวด พร้อมทั้งมีการติดตั้ง โฟโต้เซนเซอร์ที่สามารถตรวจจับวัตถุชนิดใส เพื่อนับจำนวนขวดที่ทำการบรรจุเรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งข้อมูลเข้าระบบการบันทึกผลการผลิต ผลจากการใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศไทย และอุปกรณ์ต่างๆตามความเหมาะสมของระดับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ ส่งผลให้ต้นทุนของเครื่องบรรจุและอุปกรณ์ต่างๆต่ำกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 30 % และกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นและมีการซ่อมบำรุงรักษาง่าย ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงตรงตามความต้องการของวิสาหกิจชุมชนและสามารถช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของวิสาหกิจชุมชนได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/259033
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะภายในครัวเรือนด้วยระบบถังขยะแยกประเภทแบบอัตโนมัติ
2025-05-26T14:18:58+07:00
ชลีดล อินยาศรี
chaleedol.jai@mail.pbru.ac.th
ปองพล รักการงาน
chaleedol.jai@mail.pbru.ac.th
กังสดาล สกุลพงษ์มาลี
chaleedol.jai@mail.pbru.ac.th
ดวงฤดี ชูตระกูล
chaleedol.jai@mail.pbru.ac.th
ชลาลัย วงเวียน
chaleedol.jai@mail.pbru.ac.th
อลงกรณ์ ฉัตรเมืองปัก
chaleedol.jai@mail.pbru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบถังขยะแยกประเภทแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ ประกอบด้วยถังขยะรีไซเคิลและถังขยะอินทรีย์ ในส่วนของถังขยะรีไซเคิลสามารถแยกขยะแบบอัตโนมัติได้ 3 ประเภท ได้แก่ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก และกระป๋องอลูมิเนียม โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับหลักการของทางลาดเอียงและแผ่นกระดกในการคัดแยก ส่วนระบบถังขยะอินทรีย์มีระบบใบกวนเพื่อเติมอากาศควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมระบบเปิด-ปิดฝาอัตโนมัติ เพื่อลดการสัมผัสและป้องกันการแพร่เชื้อโรค อีกทั้งยังใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน ผลการทดสอบระบบการคัดแยกขยะขวดแก้ว ขวดพลาสติก และกระป๋องอลูมิเนียม ที่มีขนาดแตกต่างกันรวมทั้งหมด 30 ชิ้น พบว่าสามารถแยกขวดพลาสติกและกระป๋องได้ถูกต้อง 100% ส่วนขวดแก้วสามารถแยกได้ถูกต้อง 66% โดยพบว่าสามารถแยกขวดแก้วที่มีน้ำหนักมากกว่า 160 กรัมได้อย่างแม่นยำ สำหรับถังขยะอินทรีย์สามารถเปลี่ยนเศษอาหารเป็นอินทรียวัตถุที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักได้ภายในระยะเวลา 7 วัน ระบบต้นแบบมีเงินลงทุนเริ่มต้นรวมทั้งสิ้น 14,180 บาท หากมีการนำขยะที่แยกได้จากระบบไปจำหน่ายจะสามารถสร้างรายได้ประมาณ 141 บาทต่อเดือน ทำให้สามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 8.38 ปี ซึ่งยังไม่รวมผลประโยชน์ทางอ้อม เช่น การลดภาระการแยกขยะด้วยแรงงานคน และการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดภายในครัวเรือน ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการคัดแยกขยะได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดใช้งานในระดับชุมชนหรือองค์กรเพื่อสนับสนุนการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพในอนาคต</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/262771
การประยุกต์ใช้หลักการ ECRS ร่วมกับเทคนิค 5W1H และการออกแบบชุดป้อนอัตโนมัติเพื่อเพิ่มอัตราผลผลิตของเครื่องขัด Profile F1
2025-12-15T14:12:15+07:00
คณิศร ภูนิคม
danai.so@rmuti.ac.th
อมิตา เหล่าบุญมา
Danai.so@Rmuti.ac.th
จรวยพร แสนทวีสุข
Danai.so@Rmuti.ac.th
ยุทธณรงค์ จงจันทร์
Danai.so@Rmuti.ac.th
ดนัย สอนสุภาพ
Danai.so@Rmuti.ac.th
<p>โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขจัดปัญหาคอขวดในกระบวนการผลิตของไลน์ขัด Profile F1 การวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นพบว่า อัตราการผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากความไม่ต่อเนื่องในการป้อนชิ้นงานด้วยแรงงานคน ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชิ้นงาน (Gaps) การรอคอยของเครื่องจักร (Machine Idle Time) และความเมื่อยล้าของพนักงาน การวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกด้วยเครื่องมือ Why-Why Analysis ยืนยันว่า การพึ่งพาแรงงานคนในการป้อนงานโดยไม่มีอุปกรณ์เสริมเป็นสาเหตุหลักของปัญหาดังกล่าว แนวทางการปรับปรุงที่ใช้ในโครงงานนี้คือการประยุกต์ใช้หลักการ ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, Simplify) ร่วมกับเทคนิค 5W1H ในการวิเคราะห์และออกแบบ ชุดป้อนชิ้นงานอัตโนมัติ (Automatic Feeder System) เพื่อทดแทนขั้นตอนการหยิบจับด้วยมือ การดำเนินงานตามแนวทางนี้ส่งผลให้กระบวนการทำงานมีความต่อเนื่องสูงขึ้นอย่างชัดเจน อัตราการผลิตเฉลี่ยก่อนการปรับปรุงอยู่ที่ 1,084.0 ชิ้นต่อชั่วโมง และหลังการติดตั้งชุดป้อนอัตโนมัติ อัตราการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,605.8 ชิ้นต่อชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 49% ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงแต่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แต่ยังช่วยขจัดคอขวดในสายการผลิตได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/261653
การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลังวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางด้วยแนวคิด EOQ และ ROP: กรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิต OEM
2025-10-20T10:58:15+07:00
อำนาจ อมฤก
a.amnaht@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้แนวคิดปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity: EOQ) และจุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point: ROP) ในการปรับปรุงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังวัตถุดิบของบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางแบบรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer: OEM) โดยมีกรณีศึกษาจากบริษัทตัวอย่าง การศึกษาเบื้องต้นพบว่าบริษัทประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบหลักในการผลิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลการเบิกจ่ายวัตถุดิบในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2567 พบว่ามีจำนวนครั้งที่ไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้สูงถึงร้อยละ 26.85 ของการเบิกจ่ายทั้งสิ้น 242 ครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จึงได้นำวิธีการ EOQ และ ROP มาใช้ในการกำหนดปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมและจุดที่ควรทำการสั่งซื้อใหม่ ผลการดำเนินงานหลังการปรับปรุงในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2568 แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถจัดหาวัตถุดิบให้กับแผนกการผลิตได้ครบถ้วนร้อยละ 100 จากการเบิกจ่ายทั้งหมด 283 ครั้ง โดยไม่มีกรณีวัตถุดิบไม่เพียงพอเลย การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและประสิทธิผลของการประยุกต์ใช้ EOQ และ ROP ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่มีการแข่งขันสูง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/260670
การหาสภาวะที่เหมาะสมในการเคลือบนิกเกิลร่วมกับผงโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ด้วยวิธีเคลือบผิวด้วยไฟฟ้าแบบร่วมบนผิวชิ้นงานพิมพ์สามมิติเอบีเอสเพื่อความต้านทานการสึกหรอ
2025-08-07T14:25:24+07:00
ธนกฤต โชติภาวริศ
thanakrit.cho@stou.ac.th
ศรีสิทธิ์ เจียรบุตร
thanakrit.cho@stou.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมของปัจจัย ได้แก่ ความเข้มข้นของผงโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้า ในการเคลือบนิกเกิลที่มีส่วนผสมของผงโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ซึ่งเป็นสารหล่อลื่นของแข็งด้วยวิธีเคลือบผิวด้วยไฟฟ้าแบบร่วม บนผิวชิ้นงานพิมพ์สามมิติเอบีเอสเพื่อปรับปรุงความต้านทานการสึกหรอ โดยนำชิ้นงานที่ได้ไปทดสอบการสึกหรอด้วยครื่อง Ball-On-Disc และหาสภาวะเหมาะสมที่สุดด้วยการวิเคราะห์ทางสถิติด้วยวิธี 2<sup>k</sup> แฟคทอเรียล พบว่าความเข้มข้นของผงโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ในชั้นเคลือบไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าส่งผลต่อปริมาณการสึกหรอของชั้นเคลือบดังกล่าว โดยปริมาณการสึกหรอของชั้นเคลือบดังกล่าวต่ำเมื่อใช้ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าสูงในการเคลือบผิว เนื่องจากความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าสูงส่งผลให้ชั้นเคลือบดังกล่าวที่มีกลุ่มก้อนโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์กับนิกเกิลขนาดใหญ่ สามารถต้านทานการสึกหรอจากการเสียดสีระหว่างผิวชั้นเคลือบที่สัมผัสกับหัวกดของเครื่อง Ball-On-Disc เกิดขึ้นน้อย ซึ่งการเคลือบผิวที่ใช้ค่าความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าสูง 10 A/dm<sup>2</sup> ส่งผลทำให้ค่าความหยาบผิวของชั้นเคลือบต่ำที่สุด</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/259819
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลังของถังบรรจุผสม: กรณีศึกษาบริษัทผลิตสินค้าสแตนเลสตัวอย่าง
2025-08-15T11:49:34+07:00
ลักษิกา สุยะวงษ์
laksika.su@rmutl.ac.th
จิรวัฒน์ วรวิชัย
t.ukrit@edu.rmutl.ac.th
ธวัชชัย ไชยลังการ
t.ukrit@edu.rmutl.ac.th
ธนารักษ์ สายเปลี่ยน
t.ukrit@edu.rmutl.ac.th
ปรียานุช เมฆฉาย
t.ukrit@edu.rmutl.ac.th
แคทรียา ปันทะนะ
t.ukrit@edu.rmutl.ac.th
อุกฤษฎ์ ธนทรัพย์ทวี
t.ukrit@edu.rmutl.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลังของบริษัทผู้ผลิตถังสแตนเลสแบบสั่งทำตามความต้องการของลูกค้า โดยมุ่งเน้นชิ้นส่วนสำคัญที่เกิดการขาดแคลนบ่อย ได้แก่ Airvent และ Manhole หลายขนาด จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าอัตราการเติมเต็มสต็อก (Fill Rate) ของชิ้นส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลต่อความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตและการส่งมอบสินค้า ผู้วิจัยวิเคราะห์สาเหตุด้วยแผนภูมิก้างปลา (Fishbone Diagram) และเลือกสาเหตุหลักที่สามารถควบคุมได้เพื่อดำเนินการปรับปรุง ได้แก่ การไม่มีการกำหนดสินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) การขาดจุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point: ROP) และการไม่มีระบบควบคุมคงคลังแบบสูงสุด–ต่ำสุด (Max–Min) แนวทางการปรับปรุงประกอบด้วยการพัฒนาเครื่องมือควบคุมสินค้าคงคลังด้วย Microsoft Excel VBA เพื่อคำนวณและแจ้งเตือนอัตโนมัติ ร่วมกับการพยากรณ์อุปสงค์เพื่อสนับสนุนการวางแผนจัดซื้อ ผลการใช้งานพบว่าสามารถเพิ่มค่า Fill Rate เป็นร้อยละ 100 ในทุกชิ้นส่วน และลดระยะเวลาในการจัดซื้อเฉลี่ยร้อยละ 45</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/ienj/article/view/258945
การปรับปรุงวิธีการทำงานในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลด้วยระบบ Barcode กรณีศึกษาบริษัทผลิตเสาอากาศ
2025-11-27T10:04:54+07:00
ช่อเพชร จำปี
rpongthorn@aru.ac.th
พงศ์ธร รักซ้อน
rpongthorn@aru.ac.th
ปานไพลิน คงกล่อม
rpongthorn@aru.ac.th
เกวลิน มัตยะสุวรรณ
rpongthorn@aru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณกระดาษในการจดบันทึกและลดเวลาในกระบวนการผลิตเสาอากาศโมเดล VH80 ในบริษัทกรณีศึกษา จากการศึกษาปัญหาเบื้องต้นพบว่ามีการใช้ปริมาณกระดาษมากในขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ดังนั้นจึงทำการนําระบบ Barcode และโปรแกรม VBA ที่เป็นเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของบริษัทกรณีศึกษามาประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลการผลิตลงแทนการจดบันทึกด้วยกระดาษ ผลการวิจัยพบว่า สามารถลดปริมาณกระดาษในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลจากเดิม 6,348 แผ่น เหลือ 3,864 แผ่น คิดเป็นร้อยละ 39.13 และระยะเวลาในกระบวนการผลิตเสาอากาศโมเดล VH80 จากเดิม 150 นาที 34 วินาที ลดลงเหลือ 144 นาที 42 วินาที</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025