https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/issue/feed วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2026-06-22T13:50:43+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.วรปภา อารีราษฎร์ dr.worapapha@rmu.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารวิชาการ “การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม” (Journal of Technology Management Rajabhat Maha Sarakham University) เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี (Theoretical Contributions) ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ (Managerial Contributions) นักวิจัยหรือผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์หรือต่อยอดการวิจัยที่ครอบคลุมเนื้อหาที่เป็นทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เทคโนโลยีทางการศึกษา และการจัดการเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นแหล่งในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ทางวิชาชีพของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการ ในด้านการจัดการเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p><em>ตั้งแต่ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เป็นต้นไป ทางวารสารได้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาบทความเป็น 3 ท่าน (จากเดิม 2 ท่าน)</em></p> https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/266340 ส่วนหน้า 2026-06-22T13:43:47+07:00 <p>ส่วนหน้า</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262516 การพัฒนาระบบจัดการหอพักบนเว็บและการประเมินคุณภาพของหน้าเว็บ กรณีศึกษาหอพักบ้านพุทธชาติ 2026-01-29T10:30:31+07:00 สุขสวัสดิ์ แซ่ลิ่ม s.suksawat@webmail.npru.ac.th จตุรภัทร พลรบ 654230018@webmail.npru.ac.th พัฒนพงษ์ สุขคำแสน 654230017@webmail.npru.ac.th ณัฐิวุฒิ นงนุช 654230005@webmail.npru.ac.th ณัฐวุฒิ ลิ้มฉาย 654230004@webmail.npru.ac.th อุษณีย์ ภักดีตระกูลวงศ์ udsanee@webmail.npru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบจัดการหอพักบนเว็บสำหรับหอพักบ้านพุทธชาติ และประเมินคุณภาพของหน้าเว็บของระบบด้วย Google Lighthouse การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยระบบพัฒนาด้วย React สำหรับส่วนติดต่อผู้ใช้ และ Supabase สำหรับการจัดการฐานข้อมูล การยืนยันตัวตน และบริการหลังบ้าน การประเมินผลแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การทดสอบเชิงฟังก์ชันและการประเมินคุณภาพของหน้าเว็บด้วย Google Lighthouse ใน 4 ด้าน คือ Performance, Accessibility, Best Practices และ SEO โดยคัดเลือกหน้าเว็บหลัก 5 หน้า ทดสอบซ้ำหน้าเว็บละ 5 รอบ ทั้งในโหมดเดสก์ท็อปและโหมดมือถือ และสรุปผลด้วยค่ามัธยฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบสามารถทำงานได้ตามฟังก์ชันหลักที่กำหนดไว้ และกรณีทดสอบเชิงฟังก์ชันทั้งหมดให้ผลตรงตามที่คาดหวัง สำหรับผลการประเมินด้วย Google Lighthouse ในโหมดเดสก์ท็อป ค่ามัธยฐานรวมของ Performance, Accessibility, Best Practices และ SEO เท่ากับ 83, 91, 77 และ 100 ตามลำดับ โดยมีค่ามัธยฐานของคะแนนรวมต่อหน้าเท่ากับ 87.50 ส่วนในโหมดมือถือ ค่ามัธยฐานรวมเท่ากับ 44, 91, 77 และ 100 ตามลำดับ และมีค่ามัธยฐานของคะแนนรวมต่อหน้าเท่ากับ 77.25 ซึ่งคะแนนรวมต่อหน้าในทั้งสองโหมดอยู่ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายมิติพบว่า Performance ในโหมดมือถืออยู่ในระดับต่ำผลการศึกษาสะท้อนว่า ระบบสามารถรองรับการบริหารจัดการหอพักได้ตามขอบเขตที่กำหนด และมีคุณภาพของหน้าเว็บอยู่ในระดับยอมรับได้ในเชิงเทคนิค โดยเฉพาะด้าน Accessibility และ SEO ขณะที่ด้าน Performance ในโหมดมือถือยังเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการปรับปรุงในการพัฒนาระบบต่อไป</p> <p> </p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262513 การศึกษาการยอมรับคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน 2026-01-21T10:55:50+07:00 ศิขรินทร์ กล่ำชุ่ม pomssruam@gmail.com ธารีชล ดงสงคราม thareechon@rmu.ac.th ธรัช อารีราษฎร์ dr.tharach@rmu.ac.th <p> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการทดลองใช้คู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน และ 2) ศึกษาการยอมรับคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน กลุ่มเป้าหมายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้นำชุมชน จำนวน 15 คน และ ประชาชนในชุมชนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นผู้จัดทำบัญชีครัวเรือน จำนวน 30 คน รวมทั้งสิ้น 45 คน คัดเลือกโดยวิธีเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) คู่มือเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน และ แบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 4 ชุด สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการทดลองใช้คู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน พบว่า 1.1) กิจกรรมการอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน จำนวน 4 กิจกรรม ได้แก่ (1) การสร้างการมีส่วนร่วม P: Plan (2) เรียนรู้ร่วมกัน A: Act (3) ลงมือปฏิบัติ เน้นผลลัพธ์ชัดเจน O: Observe และ (4) เป้าหมายความสำเร็จ R:Reflect 1.2) ความคิดเห็นของพี่เลี้ยงที่มีต่อคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.51, SD. = 0.50) 1.3) ความคิดเห็นของชุมชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพี่เลี้ยงตามคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.56, SD. = 0.50) 1.4) ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.45, SD. = 0.51) และ 2) ผลการศึกษาการยอมรับคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน พบว่า 2.1) ผู้นำชุมชนมีความคิดเห็นต่อคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยรวมมีการยอมรับอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.51, SD. = 0.50) 2.2) ประชาชนมีความคิดเห็นต่อคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยกระบวนการสร้างแรงจูงใจในการจัดทำบัญชีครัวเรือน โดยรวมมีการยอมรับอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.55, SD. = 0.50)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262787 การพัฒนาระบบการบริหารจัดการการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ AUN-QA แบบมีส่วนร่วม สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏ 2026-02-20T10:42:19+07:00 ธีศิษฏ์ กระต่ายทอง beamzjulki26@gmail.com ธรัช อารีราษฎร์ dr.tharach@rmu.ac.th ธารีชล ดงสงคราม thareechon@rmu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการ 2) พัฒนาระบบ และ 3) ศึกษาผลการใช้ระบบบริหารจัดการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ AUN-QA แบบมีส่วนร่วม สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยบูรณาการวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) ร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วม (Participatory Approach) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 คน และอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมและแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบที่พัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่โดดเด่นด้านการเชื่อมโยงการจัดเก็บหลักฐานเชิงประจักษ์และการประเมินผลเข้าด้วยกันแบบออนไลน์ (Online Evidence-Based Assessment) 2) ประสิทธิภาพของระบบครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน การติดตามผลการดำเนินงาน และการสร้างรายงานการประเมินตนเอง (SAR) แบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของงานเอกสารและเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ และ 3) ผลการทดลองใช้ พบว่า อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.63, SD. = 0.48)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262802 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลของครู โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ 2026-02-20T10:27:53+07:00 คนึงนิตย์ แฉล้มรักษ์ rongplepisa@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบ KBSDEE Model เพื่อส่งเสริมทักษะดิจิทัลของครู และ 2) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ KBSDEE Model ที่มีต่อทักษะดิจิทัลของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับทักษะดิจิทัลของครูโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการบริหารเชิงนวัตกรรม (KBSDEE Model) เพื่อส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลของครู มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) ระดับทักษะทางดิจิทัลของครูโรงเรียนกาญจนาภิเษก วิทยาลัย กระบี่ หลังได้รับการพัฒนารูปแบบ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.54, SD. = 0.12) สูงกว่าก่อนได้รับการพัฒนา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 3.84, SD. = 0.03)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263484 การพัฒนาแอปพลิเคชันส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 2026-03-26T15:42:18+07:00 นิธิพร วรรณโสภณ nitiporn.r@rmutsv.ac.th อภิสิทธิ์ เสนามิตร nitiporn.r@rmutsv.ac.th อุซัยฟะฮ์ ดำนิล nitiporn.r@rmutsv.ac.th <p> การวิจัยเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชันส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญในตำบลทรายขาว 2) พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบสื่อดิจิทัล และ 3) ประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ใช้งาน แอปพลิเคชัน จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แอปพลิเคชันส่งเสริมการท่องเที่ยวตำบลทรายขาว และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) โดยกระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันดำเนินการตามแนวคิดเชิงระบบ (System Approach) ประกอบด้วย การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้งาน (User Requirement Analysis) การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้และประสบการณ์ผู้ใช้ (UX/UI Design) การพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และการทดสอบการใช้งาน (Testing) ทั้งนี้ ระบบที่พัฒนาครอบคลุมการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร และข้อมูลชุมชนในรูปแบบมัลติมีเดีย พร้อมระบบจัดหมวดหมู่และการอัปเดตข้อมูลโดยผู้ดูแลระบบ ภายใต้ขอบเขตการใช้งานบนสมาร์ตโฟนในพื้นที่ตำบลทรายขาว</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญในตำบลทรายขาวได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็วทุกที่ทุกเวลา ผลการประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งานแอปพลิเคชันโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.86, SD. = 0.48) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface) รองลงมาคือ ด้านประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience) และ ด้านประสิทธิภาพการใช้งานระบบ แสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวมีความเหมาะสมในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวระดับชุมชนของเทศบาลตำบลทรายขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263597 การพัฒนาสื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนส่งเสริมการท่องเที่ยว บนเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ 2026-03-17T09:15:12+07:00 สำราญ วานนท์ samran@cpru.ac.th รจนา เมืองแสน samran@cpru.ac.th ปาณิสรา หาดขุนทด nitiporn.r@rmutsv.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ 2) ประเมินคุณภาพสื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อสื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และมหาสารคาม จำนวน 100 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ สื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ แบบประเมินคุณภาพ และ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) สื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนที่พัฒนาขึ้นเป็นระบบสารสนเทศแบบ เว็บแอปพลิเคชันซึ่งเก็บข้อมูลการท่องเที่ยวทั้งหมด 7 แหล่ง โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ผ่าน URL 2) ผลการประเมินคุณภาพสื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.32, SD. = 51) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย มีความพึงพอใจต่อการใช้สื่อเทคโนโลยีความจริงเสมือนในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.54, SD. = 43)</p> <p> </p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263721 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการงานวิทยานิพนธ์ สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 2026-03-26T15:41:27+07:00 วีระวัฒน์ ราษฎร์สภา weerawat.r@mail.rmutk.ac.th สุกิจ ชีรนรวนิชย์ sukit.c@mail.rmutk.ac.th ภูริวัตร คัมภีรภาพพัฒน์ poorivat.k@mail.rmutk.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการงานวิทยานิพนธ์สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบและความพึงพอใจของผู้ใช้งานการวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยดำเนินการพัฒนาระบบตามกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ (System Development Life Cycle: SDLC) ซึ่งประกอบด้วย การวิเคราะห์ระบบ การออกแบบระบบ การพัฒนา การทดสอบ และการนำไปใช้งานจริง</p> <p> เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามประเมินคุณภาพระบบสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้แบบมาตราส่วนลิเคิร์ต 5 ระดับ ซึ่งได้รับการตรวจสอบความเกี่ยวข้องโดยกลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 และค่าความน่าเชื่อถืออยู่ระหว่าง 0.88 ถึง 0.91 ตามลำดับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้งานระบบ ประกอบด้วย ผู้ดูแลระบบ อาจารย์ที่ปรึกษา และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผลการประเมินคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรองรับการจัดเก็บ การเรียกค้นข้อมูล และการติดตามความคืบหน้าของวิทยานิพนธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.37, SD. = 0.69) สรุปได้ว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นเหมาะสมกับการใช้งานจริงและสนับสนุนการบริหารจัดการวิทยานิพนธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263360 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service 2026-03-05T10:25:53+07:00 กุลวดี ไศลบาท kullavadee1007@gmail.com ธารีชล ดงสงคราม thareechon@rmu.ac.th ธรัช อารีราษฎร์ dr.tharach@rmu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service 2) พัฒนาคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service และ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้คู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service กลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรฝ่ายทรัพยากรบุคคลของสถานประกอบกิจการที่ทำหน้าที่ยื่นรับรองหลักสูตรผ่านระบบ PRB e-Service จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อองค์ประกอบของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service 2) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อความเหมาะสมของคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ได้แก่ ส่วนที่ 1 FRONT END (LINE Chat) ส่วนที่ 2 BACK END (Chatbot) ส่วนที่ 3 ส่วนผู้เกี่ยวข้อง และ ความคิดของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อความเหมาะสมขององค์ประกอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service โดยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.55, SD. = 0.51) 2) ผลการพัฒนาคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service ประกอบด้วย (1) ผลการพัฒนา LINE Chatbot PRB สมุทรปราการ พบว่า กระบวนการการทำงานของ LINE Chatbot PRB สมุทรปราการ โดยเริ่มจากผู้ใช้งานโต้ตอบผ่าน LINE Chat ในส่วน Front End จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปยังระบบ Back End เพื่อทำการวิเคราะห์เจตนา หากเป็นการสอบถามข้อมูล ระบบจะค้นหาคำตอบจากฐานความรู้ แต่หากเป็นการตรวจสอบสถานะ ระบบจะเชื่อมต่อกับ PRB e-Service ผ่าน API แล้วประมวลผลผลลัพธ์ก่อนส่งกลับไปแสดงผลแก่ผู้ใช้งานผ่าน LINE Chat (2) ผลพัฒนาคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service ประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 บทนำ ส่วนที่ 2 ภาพรวมระบบ PRB e-Service และบทบาทของแชทบอท ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการประยุกต์ใช้แชทบอท ส่วนที่ 4 การใช้งาน LINE Chat และ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อความเหมาะสมของคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />= 4.37, SD. = 0.56) และ 3) ผลการศึกษาผลการทดลองใช้คู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service พบว่า ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อคู่มือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี แชทบอทเพื่อสนับสนุนกระบวนการยื่นรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามระบบ PRB e-Service โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />= 4.45 , SD. = 0.52)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/264520 การพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะยกระดับเกษตรกร ปลูกผักปลอดภัยในโรงเรือนจังหวัดชัยภูมิ 2026-04-24T14:58:06+07:00 รจนา เมืองแสน samran@cpru.ac.th สำราญ วานนท์ samran@cpru.ac.th ปาณิสรา หาดขุนทด samran@cpru.ac.th ฐิตารีย์ ศิริมงคล samran@cpru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะเกษตรกรปลูกผักปลอดภัยจังหวัดชัยภูมิ และประเมินผลการใช้แพลตฟอร์ม กลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแพลตฟอร์มอัจฉริยะเกษตรกรปลูกผักปลอดภัยจังหวัดชัยภูมิ แบบประเมินคุณภาพ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่พัฒนาด้วยระบบอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) การทำงานประกอบด้วยเซนเซอร์ค่าอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ เซนเซอร์ความชื้นดิน และมีระบบสารสนเทศสำหรับบริหารจัดการที่ทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ผลการประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มอัจฉริยะโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า โดยภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.38, SD. = 0.34) และผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย มีความพึงพอใจต่อการใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.40, SD. = 0.29) ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ ยืนยันว่าแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพเหมาะสมและมีศักยภาพในการช่วยเหลือเกษตรกรให้ผลิตผักปลอดภัยได้อย่างมีคุณภาพสร้างประโยชน์ต่อการบริหารจัดการแปลงเกษตรได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/261823 การพัฒนาสื่อวีล็อกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล “วัดสวย @ อุดรธานี” สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน 2026-05-15T09:02:46+07:00 สุธิรา จันทร์ปุ่ม suthira@snru.ac.th พิเชนทร์ จันทร์ปุ่ม suthira@snru.ac.th ชายแดน มิ่งเมือง suthira@snru.ac.th จันทกานต์ ไกรหลง suthira@snru.ac.th ธัญลักษณ์ เวชไทยสงค์ suthira@snru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อวีล็อกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล “วัดสวย @ อุดรธานี” สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน 2) ประเมินคุณภาพสื่อวีล็อกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล “วัดสวย @ อุดรธานี” สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อสื่อวีล็อกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล “วัดสวย @ อุดรธานี” สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และนักเรียนผู้บกพร่องทางการได้ยิน จากโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาสื่อวีล็อกบนแพลตฟอร์มดิจิทัล “วัดสวย @ อุดรธานี” สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน พบว่า สื่อวีล๊อกออกแบบให้มีโครงสร้างชัดเจน มีการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านการเล่าเรื่องแบบวีล็อกนำเสนอวัดสวยในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 9 วัด สื่อวีล๊อก ประกอบด้วย แผนที่ดิจิทัล วิดีโอแสดงบรรยากาศจริงของวัด เล่าเรื่องโดยคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือไทยในการเล่าเรื่อง มีข้อความและคำบรรยายแทนเสียง มีเสียงดนตรีประกอบ 2) ผลการประเมินคุณภาพของสื่อวีล๊อก โดยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อสื่อวีล็อก อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263882 การพัฒนาแอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม แบบเรียลไทม์ 2026-05-12T13:02:52+07:00 ภาสกร ธนศิระธรรม passakorn.ta@rmu.ac.th อมฤตกร โพธิ์หมุด passakorn.ta@rmu.ac.th ปณิธาน จันทร์คูเมือง passakorn.ta@rmu.ac.th ณัฐพงษ์ พันธุ์มณี natthapong@cs.rmu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ 2) ประเมินคุณภาพแอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาคณะสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ 2) แบบประเมินคุณภาพแอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ที่พัฒนาขึ้นนั้นสามารถใช้งานได้จริง ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ระบบสมัครสมาชิกและเข้าสู่ระบบ,ระบบแสดงตำแหน่งรถรางแบบเรียลไทม์, ระบบแจ้งจุดรับ-ส่ง, ระบบจัดการสถานะการให้บริการ, และระบบให้คะแนนความพึงพอใจ 2) ผลการวิเคราะห์คุณภาพของแอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.58, SD. = 0.34) และ 3) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อแอปพลิเคชันตรวจสอบตำแหน่งรถรางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามแบบเรียลไทม์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.23, SD. 0.73)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263867 ระบบอะควาโปนิกส์แบบบูรณาการเพื่อการเลี้ยงปลานิลอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการเพาะเลี้ยงไข่ผำ 2026-05-12T09:29:52+07:00 เหล็กไหล จันทะบุตร chantabut662029@hotmail.com วุฒิพล ฉัตรจรัสกูล Chantabut@hotmail.com กีรติ ทองเนตร Chantabut@hotmail.com กุลริศา คำสิงห์ Chantabut@hotmail.com จุฑารัตน์ แก่นจันทร์ Chantabut@hotmail.com กฤตภาค ยุทธอาจ Chantabut@hotmail.com วุฒิเมธี วรเสริม Chantabut@hotmail.com วันเพ็ญ แสดสีกลาง Chantabut@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบอะควาโปนิกส์แบบบูรณาการเพื่อการเลี้ยงปลานิล (<em>Oreochromis niloticus</em>) ร่วมกับการเพาะเลี้ยงไข่ผำ (<em>Wolffia</em> spp.) เพื่อศึกษาผลของความหนาแน่นที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโตของปลานิลและคุณภาพน้ำในระบบหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System: RAS) รวมถึงเพื่อประเมินผลผลิตของไข่ผำภายใต้สภาวะการเลี้ยง วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design ; CRD) มี 3 ชุดการทดลอง (อัตราความหนาแน่นปลา 3 ระดับ 30, 40 และ 50 ตัวต่อตารางเมตร) ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ เก็บบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย คุณภาพน้ำและผลผลิตไข่ผำ ตลอดระยะเวลาการทดลอง 60 วัน การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป spss</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความหนาแน่นมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลานิลอย่างมีนัยสำคัญ ( p &lt; 0.05) พบว่า ความหนาแน่น 30 ตัวต่อตารางเมตร ให้ผลดีที่สุด ทั้งด้านน้ำหนัก ความยาว อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ และอัตราการรอดตาย 2) การศึกษาผลการทดลองใช้ความหนาแน่นต่อคุณภาพน้ำ พบว่า ค่าอุณหภูมิและ pH ไม่แตกต่างกัน แต่ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ( p &lt; 0.05) โดยความหนาแน่น 30 ตัวต่อตารางเมตรมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และ 3) ผลการศึกษาด้านผลผลิตไข่ผำ พบว่า ความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร ให้ผลผลิตไข่ผำมากที่สุด อย่างไรก็ตามในภาพรวมความหนาแน่น 30 ตัวต่อตารางเมตร เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากสร้างสมดุลระหว่างปลาและการรักษาสภาพแวดล้อมน้ำได้ดีที่สุด</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/263477 การพัฒนาโปรแกรมเพื่อเสริมสร้างการรู้เท่าทันทางดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 2026-04-07T09:22:37+07:00 ไพรัชช์ จันทร์งาม pairat.jn@bru.ac.th ธราทิตย์ เกตุหอม tarathit.kh@bru.ac.th เฉลิมวุฒิ คำเมือง chaluemwut.km@bru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบของเกมที่เยาวชนในศตวรรษที่ 21 ให้ความสนใจ 2) เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเกมออนไลน์โดยใช้ซอฟต์แวร์ Construct 3 เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันทางดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 และ 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบการรู้เท่าทันทางดิจิทัลก่อนและหลังการใช้สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเกมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 397 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดการรู้เท่าทันดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 2) โปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ และสถิติ t-test Dependent Samples </p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบของเกมที่เยาวชนในศตวรรษที่ 21 ให้ความสนใจ 2) เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเกมออนไลน์โดยใช้ซอฟต์แวร์ Construct 3 เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันทางดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 และ 3) เปรียบเทียบผลการทดสอบการรู้เท่าทันทางดิจิทัลก่อนและหลังการใช้สื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเกมออนไลน์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 397 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดการรู้เท่าทันดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 2) โปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันดิจิทัลของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ และสถิติ t-test Dependent Samples </p> <p> </p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/264231 ระบบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลยตามฤดูกาล 2026-05-15T09:04:28+07:00 อานัส บงแก้ว koonqmon@gmail.com อิทธิชัย อินลุเพท ittichai.inl@gmail.com จิตราภา คนฉลาด jittrapa.kon@lru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลยที่เหมาะสมตามฤดูกาล 2) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน และ 3) ประเมินประสิทธิภาพของระบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มจากประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เว็บแอปพลิเคชันระบบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาระบบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลยที่เหมาะสมตามฤดูกาล ผู้วิจัยได้พัฒนาระบบในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ภาษา PHP, HTML, CSS และ JavaScript ร่วมกับฐานข้อมูล MySQL ระบบมีความสามารถในการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสอดคล้องกับฤดูกาล (ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว) และรายอำเภอ พร้อมทั้งบูรณาการ Google Maps API เพื่อแสดงแผนที่นำทาง และมีระบบรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว 2) ผลการประเมินความพึงพอใจ ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.50, SD. = 0.55) โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ความสอดคล้องของสถานที่ท่องเที่ยวกับฤดูกาลที่แนะนำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.60) รองลงมาคือความง่ายและความรวดเร็วในการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.55) 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพ จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า ประสิทธิภาพของระบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.05, SD. = 0.54) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ ด้านความสามารถทำงานได้ตามหน้าที่ (Functional) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" /> = 4.33) รองลงมาคือด้านความต้องการของผู้ใช้ (Function Requirement) ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />= 4.27)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/266341 ส่วนท้าย 2026-06-22T13:50:43+07:00 <p>ส่วนท้าย</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม