วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal <p> วารสารวิชาการ “การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม” (Journal of Technology Management Rajabhat Maha Sarakham University) เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ ที่แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี (Theoretical Contributions) ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ (Managerial Contributions) นักวิจัยหรือผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์หรือต่อยอดการวิจัยที่ครอบคลุมเนื้อหาที่เป็นทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เทคโนโลยีทางการศึกษา และการจัดการเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อเป็นแหล่งในการเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ทางวิชาชีพของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการ ในด้านการจัดการเทคโนโลยี</p> <p> </p> <p><em>ตั้งแต่ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 เป็นต้นไป ทางวารสารได้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาบทความเป็น 3 ท่าน (จากเดิม 2 ท่าน)</em></p> คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม th-TH วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2730-3756 ส่วนหน้า https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262852 <p>ส่วนหน้า</p> วรปภา อารีราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 12 2 1 6 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลชุมชนเพื่อการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/256956 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลชุมชนเพื่อการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น2) ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบฐานข้อมูลชุมชน 3) ศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการใช้งานระบบฐานข้อมูลชุมชน โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดลำปางและลำพูน 73 ตำบล ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) ระบบฐานข้อมูลชุมชนเพื่อการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น ที่ใช้ภาษา HTML, PHP, Java Script และ Bootstrap CSS Framework และฐานข้อมูล MySQL ในการพัฒนาระบบ 2) แบบประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบฐานข้อมูลชุมชน และ 3) แบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งานระบบฐานข้อมูลชุมชนทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสรุปตีความและบรรยายเชิงวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาระบบระบบฐานข้อมูลชุมชน สามารถแบ่งประเด็นในการนำเสนอออกเป็น 5 ประเด็น ได้แก่ (1) ข้อมูลของครัวเรือน (2) เศรษฐกิจของครัวเรือน (3) สิ่งแวดล้อมของครัวเรือน (4) การสื่อสารของครัวเรือน และ (5) ความเกี่ยวข้องของครัวเรือนกับการปกครอง โดยมีการนำเสนอผลการวิเคราะห์เบื้องต้นในรูปแบบของตาราง แผนภูมิวงกลม และแผนภูมิแท่ง 2) การประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบฐานข้อมูลชุมชน พบว่าในภาพรวมประสิทธิภาพการทำงานของระบบอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.23, SD.= 0.57) และ 3) ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการใช้งานระบบฐานข้อมูลชุมชน พบว่าในภาพรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความเห็นต่อการใช้งานระบบ อยู่ในระดับดี ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.28, SD<em>.</em>= 0.45)</p> ณิชา นภาพร จงกะสิกิจ ศักดิ์ชัย ศรีมากรณ์ นพพันท์ สุขสมบูรณ์ อัญธิชา รุ่งแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 7 20 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/258243 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน 3) ประเมินคุณภาพระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม 4) ศึกษาการยอมรับของผู้ใช้งานระบบที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ใช้งานระบบ จำนวน 40 คน โดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับองค์ประกอบที่เหมาะสมในการพัฒนาระบบ 2) แบบประเมินคุณภาพระบบสารสนเทศ 3) แบบวัดการยอมรับระบบสารสนเทศ 4) ระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้รวมทั้งหมด 5 โมดูล ประกอบด้วย 1.1) โมดูลการสื่อสาร (Communication Module) 1.2) โมดูลการยืนยันตัวตน (Authentication Module) 1.3) โมดูลการบริหารจัดการ (Management Module) 1.4) โมดูลจัดการสมาชิก (Member Module) 1.5) โมดูลการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management Module) 2) ระบบสารสนเทศเพื่อดำเนินงานการจัดการความรู้ที่พัฒนาขึ้นมีระบบด้านผู้ใช้งาน 2 ประเภท ได้แก่ อาจารย์หรือบุคลากรในมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบ 3) ผลการประเมินคุณภาพระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 4) ผู้ใช้ระบบยอมรับระบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ทิพวิมล ชมภูคำ ศิราภรณ์ คล่องจริง อันนา อ่อนมาก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 21 34 การพัฒนาระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุน จากกองทุนพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/259816 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2) การพัฒนาระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 3) การทดลองระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2) หัวหน้างานบริหารบุคคลและนิติการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 คน 3) ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และ 4) บุคลากรที่อยู่ระหว่างการรับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากร ระหว่างปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามบริบท ปัญหา และความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนาบุคลากร 2) แบบสอบถามความคิดเห็นของหัวหน้างานบริหารบุคคลและนิติการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกองทุน เกี่ยวกับความเหมาะสมของระบบการจัดการสารสนเทศ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเหมาะสมของระบบ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้รับทุนที่ใช้งานระบบดังกล่าว สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาองค์ประกอบของระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร พบว่า ความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนาบุคลากร อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.65 , SD. = 0.50) และมีองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (2) การแสดงผลบนหน้าจอมือถือ (3) การเชื่อมโยงข้อมูล 2) ผลการพัฒนาระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร พบว่า ความเหมาะสมของระบบจากหัวหน้างานบริหารบุคคลและนิติการและเจ้าหน้าที่อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.69, SD. = 0.46) ความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระบมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75 , SD. = 0.44) และ 3) ผลการทดลองระบบการจัดการสารสนเทศสนับสนุนการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร บุคลากรมีความพึงพอใจต่อระดับโดยรวมอยู่ที่ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.66 , SD. = 0.49)</p> ไพวัลย์ สมปอง อภิชาติ เหล็กดี ธรัช อารีราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 35 45 ระบบคัดกรองกลุ่มเป้าหมายเพื่อการช่วยเหลืออย่างตรงจุดด้วยเทคนิคต้นไม้ตัดสินใจ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/260184 <p>ความยากจนยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีสัดส่วนครัวเรือนยากจนในระดับสูง ระบบคัดกรองแบบดั้งเดิม เช่น TPMAP ยังขาดความแม่นยำและมักเน้นเพียงข้อมูลเศรษฐกิจ โดยละเลยมิติทางสังคมและวัฒนธรรม ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนาโมเดล Decision Tree สำหรับการคัดกรองความยากจน และสกัดกฎ IF-THEN จากข้อมูลครัวเรือนแบบหลายมิติ 2) ประเมินประสิทธิภาพโมเดลเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์คัดกรองเดิม (TPMAP) พร้อมวิเคราะห์กฎเชิงตรรกะที่สกัดได้จากโมเดล กลุ่มตัวอย่างคือ ครัวเรือนในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1,766 ครัวเรือน รวบรวมจากการสำรวจภาคสนาม และฐานข้อมูลภาครัฐ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามครัวเรือน ระบบฐานข้อมูล Sisaket Equity System (SES) และโมเดลต้นไม้ตัดสินใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการประเมินด้วย 5-Fold Cross-Validation ร่วมกับตัวชี้วัด Accuracy, Precision, Recall, F1-Score, AUC และ Confusion Matrix</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โมเดลต้นไม้ตัดสินใจที่พัฒนาขึ้นมีค่า Accuracy เฉลี่ย 0.82 และ AUC เฉลี่ย 0.79 สูงกว่าเกณฑ์ TPMAP ในทุกตัวชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญ และ 2) โมเดลสามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ตีความได้ง่าย โดยกฎ IF–THEN ที่สกัดได้แสดงว่าทุนสังคมและทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด รองลงมาคือทุนกายภาพ ทุนการเงิน และทุนธรรมชาติ</p> เจษฎา โพนแก้ว สหัสา พลนิล ธีระพงศ์ สงผัด ศุภชัย ทองสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 46 58 ระบบติดตามการลาราชการและการปฏิบัติราชการตามภาระงานในรูปแบบแดชบอร์ดและปฏิทินสำหรับคณาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/260369 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบติดตามการลาราชการและการปฏิบัติราชการตามภาระงานในรูปแบบ แดชบอร์ดและปฏิทินสำหรับคณาจารย์ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบติดตามการลาราชการและการปฏิบัติราชการตามภาระงานในรูปแบบแดชบอร์ดและปฏิทินสำหรับคณาจารย์ 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้ระบบติดตามการลาราชการและการปฏิบัติราชการตามภาระงานในรูปแบบแดชบอร์ดและปฏิทินสำหรับคณาจารย์โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้บริหาร หัวหน้างาน อาจารย์ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน จำนวน 39 คน ซึ่งได้จากการมุ่งเน้นผู้ที่มีคุณสมบัติตรงกับเป้าหมายของงานวิจัย เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ ระบบติดตามการลาและการปฏิบัติราชการ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบประเมินความคิดเห็นโดยใช้การสอบถามเป็นรายบุคคล สถิติที่ใช้วิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการออกแบบและพัฒนาระบบติดตามการลาราชการและการปฏิบัติราชการตามภาระงานในรูปแบบแดชบอร์ดและปฏิทินสำหรับคณาจารย์ โดยใช้ภาษา PHP ร่วมกับ MySQL, Bootstrap 5 และ FullCalendar โดยระบบกำหนดสิทธิ์การใช้งานตามบทบาทและแบ่งการทำงานเป็น 5 เมนูหลัก (แดชบอร์ดการบันทึกข้อมูล รายงานการลา รายงานการปฏิบัติราชการ และปฏิทิน) ระบบสามารถบันทึก ประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลได้อย่างถูกต้อง สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แสดงผลข้อมูลหลายรูปแบบทั้งตาราง แผนภูมิ แดชบอร์ด และปฏิทิน รวมทั้งผู้บริหารและหัวหน้างาน สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ตลอดจนสามารถติดตามการลาและการปฏิบัติราชการตามภาระงานได้ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน อยู่ในระดับดีมาก และ 3) ผลการทดลองใช้ระบบจากผู้ใช้งาน จำนวน 39 คน พบว่า อาจารย์และเจ้าหน้าที่สำนักงาน มีความคิดเห็นต่อระบบในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก โดยด้านการใช้ประโยชน์ได้รับความพึงพอใจสูงที่สุด รองลงมาคือด้านข้อมูล การออกแบบ และการใช้งาน ตามลำดับ ขณะที่ผู้บริหารและหัวหน้างานให้ความคิดเห็นด้านการบริหารอยู่ในระดับดีมาก ดังนั้นระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูล การใช้งานที่สะดวก การออกแบบที่เหมาะสม และการเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารจัดการและติดตามการลาราชการและการปฏิบัติราชการของคณาจารย์ได้อย่างแท้จริง</p> ปฏิกมล โพธิคามบำรุง ลัดดาวัลย์ หวังเจริญ โสภณา สำราญ อภิชญาพร ปรางสุรางค์ อมิตตา คล้ายทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 59 74 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ รายวิชาปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษา สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/259719 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการเรียนรู้ รายวิชาปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษา 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยเว็บแอปพลิเคชัน รายวิชาปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษา และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชัน รายวิชาปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษา สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษา ชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ จำนวน 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เว็บแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test for dependent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการเรียนรู้ รายวิชาปัญญาประดิษฐ์ทางการศึกษา พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการจัดการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.44, SD. = 0.59) 2) ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยเว็บแอปพลิเคชัน พบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชัน พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52, SD. = 0.57)</p> เลอสันต์ ฤทธิขันธ์ สัญชัย ครบอุดม วิทวัส สหวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 75 86 ระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมที่ปลอดการสวมสิทธิ์ด้วยการยืนยันตัวตนและตำแหน่งบนมือถือ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/261010 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ 2) ประเมินประสิทธิภาพการใช้งานระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประเภทการวิจัย คือ เชิงพัฒนา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาและบุคลากร คณะเทคโนโลยีการจัดการ จำนวน 79 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ 2) แบบประเมินประสิทธิภาพระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่ผ่านการประเมินความเหมาะสมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงพื้นที่บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ พบว่า ระบบแบ่งผู้ใช้ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ ผู้ดูแลกิจกรรมหรือเจ้าหน้าที่และนักศึกษา กระบวนการทำงานของระบบประกอบด้วย ระบบการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมและระบบประเมินผลกิจกรรม 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมที่ปลอดการสวมสิทธิ์ด้วยการยืนยันตัวตนและตำแหน่งบนมือถือ อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยมากที่สุด คือ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.72, <br />SD. = 0.46) และ 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยมากที่สุด ในภาพรวม คือ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, SD. = 0.44) ด้านฟังก์ชันการทำงาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.74, SD. = 0.48) ด้านความสะดวกในการใช้งาน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, SD. = 0.43) ด้านความเชื่อถือได้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.78, SD. = 0.41) ด้านประสิทธิภาพ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, SD. = 0.44) และด้านการสนับสนุนและการพัฒนาเพิ่มเติม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.75, SD. = 0.44) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5</p> พชรพรรณ ธุรานุช ทิพยา ถินสูงเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 87 100 การพัฒนาระบบจองห้องประชุมออนไลน์ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน: กรณีศึกษาโรงเรียนโยธินบำรุง https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/261171 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบจองห้องประชุมออนไลน์โรงเรียนโยธินบำรุง 2) ออกแบบและพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย และ 3) ประเมินประสิทธิภาพ ความพึงพอใจ พฤติกรรมการเข้าใช้งานระบบ และความปลอดภัยของระบบ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงจากบุคลากรโรงเรียนโยธินบำรุงที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและการประเมินระบบ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศในสถานศึกษา จำนวน 5 คน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ และผู้ใช้งานระบบ จำนวน 20 คน เพื่อประเมินความพึงพอใจระบบ รวมทั้งหมดจำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามการประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของระบบ โปรแกรม Google Analytics สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมการเข้าใช้งานระบบ และโปรแกรม OWASP ZAP สำหรับประเมินความปลอดภัยของระบบ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระบบเดิมมีปัญหาการจองซ้ำซ้อนและการตรวจสอบสถานะที่ล่าช้า ผู้ใช้งานต้องการระบบที่รองรับการใช้งานผ่านหลายอุปกรณ์ แสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และป้องกันการจองซ้ำซ้อน 2) ระบบต้นแบบที่พัฒนาขึ้นมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง 3 ระดับ คือ ผู้ดูแลระบบ สมาชิก และบุคคลทั่วไป และ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบอยู่ในระดับสูง พฤติกรรมการใช้งานต่อเนื่องเฉลี่ย 22 คนต่อเดือน และการประเมินความปลอดภัยของระบบพบช่องโหว่ในระดับต่ำ ดังนั้นระบบต้นแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งานจริง อีกทั้งยังสามารถประยุกต์เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาระบบสารสนเทศในสถานศึกษาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย</p> พิฐชญาณ์ สุวรรณรัตน์ นิติเศรษฐ์ หมวดทองอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 101 115 การสร้างแบบจำลองการพยากรณ์แนวโน้มการสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชน: การศึกษาจากพฤติกรรมผู้เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษา https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/261428 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์แนวโน้มการสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชน มีวัตุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงพฤติกรรม ภายในงาน Open house ที่สัมพันธ์กับการตัดสินใจสมัครเข้าศึกษา 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกับการตัดสินใจสมัครเข้าศึกษา และ 3) เพื่อพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์แนวโน้มการสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชน โดยวิเคราะห์จากข้อมูลผู้เข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษา Open House โดยใช้ข้อมูลจากผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 1,321 คน มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจริง 564 คน จำนวนที่ไม่มาร่วมงาน 625 คน และมีนักเรียนที่ลงทะเบียนและสมัครเข้าศึกษาภายในงาน 132 คน การศึกษาใช้แบบจำลอง Naive Bayes Logistic Regression Deep Learning Decision Tree และ Random Forest</p> <p>ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า 1) ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรม คือ ระยะเวลาการเข้าร่วมกิจกรรมและจำนวนกิจกรรมย่อยที่เข้าชม 2) พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมจริง มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการตัดสินใจสมัครเข้าศึกษา ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสมัครเรียนมากที่สุด ได้แก่ ระยะเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม (Importance Score = 0.38) และจำนวนกิจกรรมย่อยที่เข้าชม (Importance Score = 0.25) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความมีส่วนร่วมและความตั้งใจสมัครเรียน และ 3) การพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์แนวโน้มการสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชน พบว่า แบบจำลอง Deep Learning มีประสิทธิภาพสูงสุด (Accuracy 0.94 และ AUC 0.98) รองลงมาคือ Random Forest</p> <p>ผลการทดลองพบว่า แบบจำลอง Random Forest (Accuracy 0.93 และ AUC 0.96) มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากและใกล้เคียงกับ Deep Learning แบบจำลอง Deep Learning ในการศึกษานี้ สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถของโครงข่ายประสาทเทียมในการเรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear Patterns) ของตัวแปรเชิงพฤติกรรม เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาที่ใช้ในงานและจำนวนกิจกรรมย่อยที่เข้าชม ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจสมัครเรียนได้ดีกว่าแบบจำลองทางสถิติทั่วไป ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า Deep Learning เป็นแบบจำลองที่เหมาะสมและดีที่สุด สำหรับการนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการพยากรณ์การรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนในการศึกษานี้</p> <p>การใช้ข้อมูลพฤติกรรมแบบการประมวลผลเพื่อแสดงข้อมูลทันทีร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้ของ Machine Learning สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์และสนับสนุนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านการรับสมัครนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับสถาบันอุดมศึกษาเอกชน</p> <p> </p> กันต์ปาณัสม์ อำไพวรรณ วรภัทร ไพรีเกรง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 116 125 การพัฒนาระบบทดสอบออนไลน์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/261556 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบทดสอบออนไลน์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษา ผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาต่อระบบทดสอบออนไลน์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยและการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแพลตฟอร์มระบบทดสอบออนไลน์ โดยสัมภาษณ์ ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องการกับสอบวัดผลมาตรฐานวิชาชีพครู วัดแววความเป็นครู ของนักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาระบบทดสอบออนไลน์สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการจัดการสอบ ลดข้อจำกัดด้านงบประมาณและการใช้ทรัพยากร ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการข้อสอบและรายงานผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้เข้าสอบสามารถทำข้อสอบได้สะดวกโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ ระบบรองรับข้อสอบปรนัยได้เป็นอย่างดี และยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมสำหรับข้อสอบอัตนัย และ 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มระบบทดสอบออนไลน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.20, SD. =0.81) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> จารุกิตติ์ สายสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 126 138 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/261554 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ อาจารย์ เจ้าหน้าที่ สถานศึกษา ครูพี่เลี้ยง และนักศึกษาระดับปริญญาตรี และนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นสามารถ นำไปใช้ได้จริง และเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการฝึก ประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาได้ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.80, SD. = 0.46) 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการเพื่อการจัดการศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10, SD. = 0.70) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการแสดงผลของระบบ รองลงมา คือ ด้านกระบวนการ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านประสิทธิภาพของระบบ</p> อลงกรณ์ สุขวัน จารุกิตติ์ สายสิงห์ ศรีสมพร โคตะคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-09 2025-12-09 12 2 139 150 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์: กรณีศึกษาสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262012 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ และ 4) เปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ จำแนกตาม เพศ อายุ และหน่วยงานที่สังกัด ไม่แตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้ระบบทั้งหมดจำนวน 32 คน ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการจัดเก็บและส่งข้อมูลการศึกษาให้กับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดฉะเชิงเทรา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ 2) แบบประเมินประสิทธิภาพของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ โดยมีค่า IOC=0.67-1.00 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ พบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยในการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลลดลงจากเดิมเฉลี่ย 5 วัน เหลือเพียง 2 วันต่อรอบการรายงาน คิดเป็นการลดเวลาทำงานร้อยละ 60 นอกจากนี้ จำนวนบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูลลดลงจาก 4 คน เหลือเพียง 2 คนต่อครั้ง และจำนวนขั้นตอนการทำงานจากเดิม 5 ขั้นตอน เหลือเพียง 3 ขั้นตอน 2) การประเมินประสิทธิของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.41, SD. = 0.53) 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.51, SD.= 0.58) และ 4) การเปรียบเทียบความพึงพอใจต่อการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบูรณาการข้อมูลการศึกษาแบบเรียลไทม์จำแนกตาม เพศ อายุ และหน่วยงานที่สังกัด ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> สุพัฒน์ สุขเกษม ธรรมรัตน์ สิมะโรจนา พิภัทรา สิมะโรจนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 12 2 151 166 ส่วนท้าย https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/view/262853 <p>ส่วนท้าย</p> วรปภา อารีราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ การจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-17 2025-12-17 12 2 167 170