วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus
<p>วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ISSN 3027-6322 </span><span style="font-size: 0.875rem;">(Online)</span></p> <p>ISSN 3027-6314 <span style="font-size: 0.875rem;">(Print)</span></p> <p>กำหนดออก : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p>มีวัตถุประสงค์ : เพื่อรวบรวม และเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ โดยตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความทางวิชาการ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม</p> <p>เจ้าของ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p>
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
th-TH
วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
3027-6314
-
การจำลองสถานการณ์การเก็บรวมรวมและขนส่งใบหม่อนเชิงพานิชย์ : กรณีศึกษา กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหม ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/262170
<p>การขนส่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตรเนื่องจากเป็นกิจกรรมหลักที่เชื่อมโยงระหว่างแหล่งผลิตกับผู้บริโภค และมีผลโดยตรงต่อคุณภาพสินค้า ต้นทุนการดำเนินงาน และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม การจัดการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยลดความสูญเสียระหว่างการเคลื่อนย้าย ลดระยะเวลาในการจัดส่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในด้านความสดใหม่และความปลอดภัยของสินค้า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำลองสถานการณ์การเก็บรวมรวมและขนส่งใบหม่อนเชิงพานิชย์ของกลุ่มกรณีศึกษา โดยมีแนวคิดการจำลองสถานการณ์เป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 เป็นการจัดกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกใบหม่อนด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลแบบเคมีน (K-Means Clustering) ซึ่งจัดได้ทั้งสิ้น 7 กลุ่ม พิจารณาตำแหน่งของจุดรวบรวมด้วยวิธีการวิเคราะห์จุดศูนย์กลางแรงโน้มถ่วง (Center of Gravity) และจัดเส้นทางการเก็บรวบรวมใบหม่อนจากเกษตรกรไปยังจุดรวบรวมด้วยวิธีเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด (Nearest Neighbour Heuristic) จากนั้นปรับปรุงคำตอบด้วยวิธีปัญหาการเดินทางของพนักงานขาย (Traveling Salesman Problem) พบว่าระยะทางโดยรวมที่สั้นที่สุดคือ 155.66 กิโลเมตร ระยะที่ 2 คือ การพิจารณาการจัดเส้นทางการรวบรวมใบหม่อนจากทุกจุดรวบรวมไปยังผู้รับซื้อซึ่งใช้วิธีการเดียวกันกับระยะที่ 1 พบว่ามีระยะทางที่สั้นที่สุด 308 กิโลเมตร และเมื่อรวมระยะทางที่สั้นที่สุดจากทั้ง 2 ระยะ พบว่ามีระยะทางโดยรวมทั้งสิ้น 463.66 กิโลเมตร<strong> </strong>ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนการปลูกใบหม่อนพันธุ์ที่สามารถจำหน่ายได้และส่งเสริมการจำหน่ายใบหม่อนในเชิงพานิชย์มากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่</p>
ธาริณี มีเจริญ
ศิวพร แน่นหนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
1
15
-
การทดสอบสมรรถนะเทคโนโลยีลดขนาดใบหม่อนที่เหมาะสมตามช่วงวัยหนอนไหม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/260709
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของขนาดใบหม่อนตามช่วงวัยของหนอนไหม ต่อสมรรถนะในการลดขนาดใบหม่อน ภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมตัวแปรความเร็วรอบใบมีดและอัตราป้อนให้คงที่ โดยมุ่งศึกษาขนาดของใบหม่อนในแต่ละช่วงวัยหนอนไหมต่อปริมาณน้ำหนักที่ได้จากกระบวนการลดขนาด โดยทำการทดสอบโดยการทำซ้ำในแต่ละช่วงวัย จำนวน 3 ครั้ง พบว่า น้ำหนักใบหม่อนเฉลี่ยที่ได้ในช่วงวัยที่ 1 เท่ากับ 97.67 กิโลกรัม/ชั่วโมง ช่วงวัยที่ 2 เท่ากับ 102.33 กิโลกรัม/ชั่วโมง และช่วงวัยที่ 3 เท่ากับ 100.00 กิโลกรัม/ชั่วโมง ค่าเฉลี่ยรวมจากทั้งสามช่วงวัยอยู่ที่ 100.00 กิโลกรัม/ชั่วโมง แสดงถึงสมรรถนะโดยรวมที่สม่ำเสมอ และมีความเบี่ยงเบนเล็กน้อยตามลักษณะของใบหม่อนในแต่ละช่วงวัย จากผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดขนาดวัตถุดิบที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเตรียมใบหม่อนสำหรับการเลี้ยงหนอนไหมในระดับวิสาหกิจชุมชน หรือระดับอุตสาหกรรมได้</p>
ภานุเมศวร์ สุขศรีศิริวัชร
พงศ์ไกร วรรณตรง
ศุภชัย แก้วจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
16
23
-
การประเมินเสถียรภาพอุโมงค์เชิงปริมาณด้วยดัชนีเสถียรภาพช่องเปิด (SOI)
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/261228
<p>การประเมินเสถียรภาพของอุโมงค์โดยอาศัยเพียงค่าความแข็งแรงไม่สามารถสะท้อนถึงประสิทธิภาพการถ่ายเทแรงของโครงสร้างได้ งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการประเมินเชิงปริมาณ "ดัชนีเสถียรภาพช่องเปิด" (Stability of Opening Index - SOI) ซึ่งเป็นดัชนีไร้มิติที่คำนวณจากอัตราส่วนของพลังงานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเสียรูปบริเวณช่องเปิดต่อพลังงานทั้งหมดที่โครงสร้างได้รับ โดยอาศัยข้อมูลการเคลื่อนที่รวมสะสมจากการวิเคราะห์ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Method) และทำการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์กับพฤติกรรมการวิบัติที่ได้จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษาพบว่าค่า SOI มีความสัมพันธ์เชิงปริมาณที่สอดคล้องกับเสถียรภาพของโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น SOI จึงเป็นเครื่องมือเชิงปริมาณที่มีประสิทธิภาพสำหรับวิศวกรในการเปรียบเทียบการออกแบบอุโมงค์ทั้งในด้านรูปทรงและระบบเสริมกำลังได้อย่างเหมาะสม</p>
พงศกร พวงชมภู
นราวิชญ์ แคภูเขียว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
24
35
-
การพัฒนาเซรามิกส์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในการผลิตบรรจุภัณฑ์ สินค้าแปรรูปเกษตรอินทรีย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/260189
<p>ในการพัฒนาเซรามิกส์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในการผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าแปรรูปเกษตรอินทรีย์มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเซรามิกส์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในการผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าแปรรูปเกษตรอินทรีย์ 2) เพื่อทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของบรรจุภัณฑ์สินค้าแปรรูปเกษตรอินทรีย์ และ 3) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และการผลิตให้แก่ชุมชน องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างบรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ในชุมชน แผนการดำเนินการวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเนื้อดินปั้นบ้านช่างปี่ 2) การทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเคลือบ 3) การทดสอบเนื้อดินปั้นด้วยวิธีการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ และ 4) การถ่ายทอดองค์ความรู้และการผลิตให้แก่ชุมชน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า1. จากการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเนื้อดินปั้นบ้านช่างปี่ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ พบว่า พบว่า คุณสมบัติทางกายภาพหลังการเผา การหดตัวสูงสุดและต่ำสุด คือ อัตราส่วนผสมที่ 10 และ 16 โดยมีการหดตัวที่ 9.86 และ 9.44 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ความแข็งแรงของเนื้อดินสูงสุดและต่ำสุด คืออัตราส่วนผสมที่ 5 และ 16 โดยมีความแข็งแรง 125.37 และ 101.16 Kg/cm2 ตามลำดับ การดูดซึมน้ำสูงสุดและต่ำสุด คืออัตราส่วนผสมที่ 2 และ 12 โดยมีการดูดซึมน้ำที่ 0.159 และ 0.099 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และสีของเนื้อดินที่ปรากฏเป็นสีน้ำตาล 2. จากการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของเคลือบ พบว่า ในการคัดเลือกน้ำเคลือบเพื่อนำไปเคลือบผิวบรรจุภัณฑ์เซรามิกส์ โดยทำการคัดเลือกแบบเจาะจงมาจำนวน 1 อัตราส่วนผสม ได้แก่ ดินบ้านช่างปี่ หินฟันม้า และหินเขี้ยวหนุมาน ในอัตราส่วน 20 : 30 : 40 ตามลำดับ ทำการเพิ่ม CaCO3 and ZnO ในปริมาณ 6 และ 5% ตามลำดับ เพื่อนำไปใช้ในการเคลือบบรรจุภัณฑ์เซรามิกส์ 3. จากการคัดเลือกเนื้อดินเพื่อนำไปขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ มีจำนวน 1 อัตราส่วนผสม คือ ดินบ้านช่างปี่ ดินขาวลำปาง + ขี้เถ้าแกลบ หินฟันม้า และหินเขี้ยวหนุมาน ในอัตราส่วน 20 : 40 : 30 : 10 ตามลำดับ 4. การถ่ายทอดองค์ความรู้และการผลิตให้แก่ชุมชน พบว่า ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการออกแบบผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ในชุมชนและต่อยอดนำไปใช้ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภทอื่น ๆ ซึ่งเป็นตามเป้าหมายตามที่กำหนดไว้</p>
บัญชา ชื่นจิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
36
46
-
การพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิระบบเพวเทียร์สำหรับโรงเลี้ยงหนอนไหม และรังไหมชุมชนจังหวัดสุรินทร์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/260590
<p> </p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิระบบเพวเทียร์สำหรับโรงเลี้ยงหนอนไหมและรังไหมชุมชน และถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิระบบเพวเทียร์สำหรับโรงเลี้ยงหนอนไหมและรังไหมชุมชน ณ กลุ่มสตรีผ้าไหมบ้านโพธิ์กอง ตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ วิธีดำเนินการโดยเริ่มจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้เลี้ยงหนอนไหมและรังไหมสายพันธุ์พื้นเมือง รวมถึงจัดเวทีประชาคมเพื่อระบุปัญหาและความต้องการในการออกแบบโรงเลี้ยงหนอนไหมและรังไหมชุมชน ผลการศึกษาพบปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข ได้แก่ ระบบโรงเรือน ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบระบายความชื้น และระบบป้องกันศัตรูหนอนไหมและรังไหม ซึ่งนำไปสู่การออกแบบต้นแบบเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิระบบเพลเทียร์</p> <p>ต้นแบบที่ออกแบบมีลักษณะเป็นโรงเรือนแบบปิดโครงสร้างเหล็ก พร้อมประตูบานเลื่อน ช่องระบายอากาศใต้หลังคา ระบบควบคุมอุณหภูมิ ระบบระบายความชื้น อุปกรณ์ป้องกันศัตรูพืช ชั้นวางอุปกรณ์ และราวแขวนรังเลี้ยงไหมแบบภูมิปัญญา การประเมินประสิทธิภาพต้นแบบพบว่า โรงเรือนสามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่ 27-28 องศาเซลเซียส และควบคุมความชื้นภายในโรงเรือนได้ดี ส่งผลให้อัตราการเกิดโรคในหนอนไหม เช่น โรคกะทิ โรคหัวส่อง และโรคจากเชื้อราลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของหนอนไหมในฤดูร้อน เมื่อเทียบกับโรงเลี้ยงไหมแบบเดิม ทำให้ปริมาณการเลี้ยงหนอนไหมและการผลิตเส้นไหมเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ของชุมชน ผลการประเมินความเหมาะสมภายนอกต้นแบบโรงเลี้ยงหนอนไหมโดยรวมอยู่ในระดับ <strong>ดีมาก</strong>ผลการประเมินการยอมรับและการดูแลรักษาเทคโนโลยี พบว่า ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมส่วนใหญ่ยอมรับเทคโนโลยีในระดับ <strong>มากที่สุด</strong> (ร้อยละ 91.8)</p>
ศุภชัย แก้วจันทร์
สุมณฑา จีระมะกร
ขนิษฐา สีมา
ภานุวัฒน์ ธรรมเจริญ
วัชระ แหวนเงิน
นลินี พฤฒิพันธ์พิศุทธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
47
58
-
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/260947
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลใช้หลักการวิเคราะห์และออกแบบระบบตามวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มผู้ผลิตผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 7 กลุ่ม โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี 2) แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบฐานข้อมูลลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี พบว่าในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสามารถนำเสนอลวดลายผ้าทอมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี สามารถช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตได้จัดเก็บข้อมูลลวดลายผ้าที่ได้ผลิตขึ้นอย่างเป็นระบบผ่านการนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ 2) การประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยการประเมินผลตามแบบลิเคิร์ท (Likert scale) พบว่า การประเมินประสิทธิภาพของระบบอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 (S.D. = 0.83) และ 3) การประเมินผลด้านความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ จำนวน 30 คน พบว่าผู้ใช้ระบบมีความพึงพอใจต่อระบบอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.01 (S.D.=0.71)</p>
กอรวี ศิริโภคาภิรมย์
สจีวรรณ ปราชญ์ศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
59
68
-
การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกโดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อการประชาสัมพันธ์สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/261779
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนการคิดเชิงออกเพื่อการพัฒนาเนื้อหาของสื่อโมชันกราฟิก 2) พัฒนาสื่อโมชันกราฟิกเพื่อประชาสัมพันธ์สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก 3) ประเมินผลสื่อโมชันกราฟิก เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลที่ต้องการทราบเกี่ยวกับสาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก 2) สื่อโมชันกราฟิกต้นแบบสำหรับประชาสัมพันธ์สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก 3) แบบประเมินผลสื่อโมชันกราฟิกจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคณะกรรมการตัดสิน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) นักเรียนสาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ จำนวน 97 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ระดับชาติ จำนวน 3 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการคิดเชิงออกที่ใช้ในการพัฒนาเนื้อหาประกอบด้วย การการเข้าใจ การนิยาม การสร้างสรรค์ การจำลอง และการทดสอบ และความต้องการของกลุ่มตัวอย่างที่อยากทราบเกี่ยวกับสาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกได้แก่ หลักสูตรการเรียน, โปรแกรมที่ใช้ในการเรียน, หลังเรียนจบประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง 2) การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนก่อนการผลิต, ขั้นตอนการผลิต, ขั้นตอนหลังการผลิต 3) ผลจากการประเมินผลสื่อโมชันกราฟิกมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 90 คะแนน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 มาตรฐานระดับเหรียญทอง ดังนั้นจึงสามารถนำสื่อโมชันกราฟิกประชาสัมพันธ์สาขาวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกไปเผยแพร่ในการแนะแนวศึกษาต่อได้</p>
วัชรกิติ แสงสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
69
79
-
การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแผนกขนส่งคลังสินค้าโดยโปรแกรมแอปชีต บริษัทตัวอย่างอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/261371
<p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อบันทึกข้อมูลกระบวนการขนส่งคลังสินค้าโดยโปรแกรมแอปชีต 2) เพื่อลดข้อร้องเรียนของลูกค้า และ 3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแผนกขนส่งคลังสินค้า จากการเก็บข้อมูลแผนกขนส่งคลังสินค้า พบว่า ระบบการทำงานแผนกขนส่งคลังสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยผังก้างปลา หลักการทำไม – ทำไม และแผนภูมิการไหล ผู้วิจัยจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างโปรแกรมแอปชีตมาสนับสนุนการบันทึกข้อมูล ผลการวิจัย 1) ก่อนการปรับปรุง ปัญหาเอกสารสูญหายและชำรุด มิ.ย – ก.ย 2567 การขนส่งสินค้า จำนวน 1,003 ครั้ง เอกสารสูญหายและชำรุด 66 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 6.5 และหลังการปรับปรุง โดยใช้โปรแกรมแอปชีตบันทึกข้อมูล ต.ค 2567 – ม.ค 2568 การขนส่งสินค้า จำนวน 1,003 ครั้ง เอกสารสูญหายและชำรุด - ครั้ง 2) ข้อร้องเรียนของลูกค้า ก่อนปรับปรุง มิ.ย ถึง ก.ย 2567 การจัดส่งสินค้า จำนวน 1,003 ครั้ง (1) ปัญหาการร้องเรียนสินค้าชำรุด ได้แก่ ร้องเรียนด้วยลายลักษณ์อักษร รวม 18 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 1.79 และร้องเรียนด้วยวาจา รวม 137 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 13.66 และ (2) การบริการของพนักงานจัดส่งสินค้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ได้แก่ ร้องเรียนด้วยลายลักษณ์อักษร รวม 8 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 0.79 และร้องเรียนด้วยวาจา รวม 129 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 12.86 และหลังปรับปรุง ต.ค 2567 ถึง ม.ค 2568 การจัดส่งสินค้า จำนวน 1,003 ครั้ง (1) ปัญหาการร้องเรียนสินค้าชำรุด ได้แก่ ร้องเรียนด้วยลายลักษณ์อักษร รวม 12 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 1.20 และ (2) การบริการของพนักงานจัดส่งสินค้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม (ไม่มีข้อร้องเรียน) และ 3) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแผนกขนส่งคลังสินค้า การทำงาน 8 ขั้นตอน ก่อนการปรับปรุง เวลา 682 นาที ระยะทาง 191 กิโลเมตร และหลังการปรับปรุง ลูกค้าเซ็นเอกสารผ่านโปรแกรมแอปชีต เวลา 537 นาที ระยะทาง 191 กิโลเมตร ซึ่งเวลาที่ลดลงเป็นขั้นตอนรอรับเอกสารเพื่อดำเนินงานจากลูกค้า ลดลง 148 นาที คิดเป็นร้อยละ 29.96</p>
เถลิง พลเจริญ
วรเทพ ตรีวิจิตร
สมจินต์ อักษรธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
80
91
-
การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแบบจำลองถดถอยในการพยากรณ์กำลังอัดของคอนกรีตกำลังอัดของคอนกรีตที่บ่มด้วยน้ำแม่เหล็กและน้ำประปาโดยใช้เทคนิคการแปลงข้อมูลเพื่อให้ใกล้เคียงการแจกแจงแบบปกติ
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/261008
<p>ค</p> <p>คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ด้วยคุณสมบัติด้านความทนทานและความยืดหยุ่นในการใช้งาน อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องกำลังรับแรงอัดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิจัยมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของกำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่บ่มด้วยน้ำแม่เหล็กกับคอนกรีตที่บ่มด้วยน้ำประปา ทำการบ่มคอนกรีตเป็นระยะเวลา 3, 5, 7, 10, 14, 21 และ 28 วัน จากนั้นตรวจสอบผลการเปลี่ยนแปลงของกำลังรับแรงอัดในแต่ละช่วงเวลา ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า คอนกรีตที่บ่มด้วยน้ำแม่เหล็กมีค่ากำลังรับแรงอัดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงอายุ 21 และ 28 วัน ซึ่งมีกำลังอัดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23% และ 19% ตามลำดับ ผลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ Ramachandran และ Sruthi (2021) ที่ระบุว่าการใช้น้ำแม่เหล็กทั้งในขั้นตอนการผสมและการบ่มช่วยเพิ่มค่ากำลังอัดของคอนกรีตได้มากกว่าน้ำธรรมดา และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hussain และ Abbas (2024) ที่เสนอว่า พลังงานจากสนามแม่เหล็กอาจทำให้โมเลกุลของน้ำมีขนาดเล็กลงและกระจายตัวได้ดีขึ้น ส่งผลให้กระบวนการไฮเดรชันเกิดขึ้นได้สมบูรณ์และรวดเร็วมากขึ้น ข้อมูลเชิงปริมาณได้รับการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองถดถอยเชิงเส้นและการแปลงข้อมูลเพื่อให้เหมาะสมกับการวิเคราะห์เชิงสถิติ ผลการวิเคราะห์แสดงค่าความแปรปรวนอธิบายในระดับสูง สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของแบบจำลอง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นแนวทางใหม่ในการปรับปรุงคุณสมบัติของคอนกรีตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เพิ่มภาระด้านต้นทุนหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้างที่มุ่งเน้นความยั่งยืน</p>
ธนภัทร มะณีแสง
ณัฐพล ภู่ระหงษ์
สุธิรา เบญจานุกรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
92
104
-
การศึกษาพฤติกรรมการรับน้ำหนักของอุโมงค์ที่เสริมกำลังด้วย Shotcrete และ Rock Bolt โดยใช้การทดสอบด้วยโมเดลขนาดเล็กและวิธีไฟไนท์อิลิเมนต์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/259375
<p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมการรับน้ำหนักของอุโมงค์โดยการทดสอบด้วยโมเดลขนาดเล็กควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงตัวเลขด้วยวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ (Finite Element Method) โดยพิจารณารูปทรงของอุโมงค์หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะรูปทรงเกือกม้า (Horseshoe) ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนค่าความชะลูดของช่องเปิด (Slenderness Ratio) และประยุกต์ใช้เทคนิคการเสริมกำลังด้วย Shotcrete และ Rock Bolt ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่า อุโมงค์รูปทรงเกือกม้าที่มีความสูงช่องเปิดอยู่ในช่วงที่เหมาะสมสามารถรับแรงอัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังให้ความปลอดภัยแก่ช่องเปิดและพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์เชิงตัวเลขด้วยวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ยังแสดงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับการทดลอง ทั้งในด้านรูปแบบการกระจายความเค้น (Shading Stress) และค่าการเคลื่อนตัวสูงสุดของโครงสร้าง (Maximum Total Displacement) งานวิจัยนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การผสานการทดสอบด้วยโมเดลขนาดเล็กเข้ากับการวิเคราะห์ด้วยวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการประเมินเสถียรภาพของอุโมงค์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบโครงสร้างอุโมงค์ที่มีการเสริมกำลังได้อย่างเหมาะสม</p>
นราวิชญ์ แคภูเขียว
พงศกร พวงชมภู
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
105
116
-
การออกแบบชุดสตรีแนวสตรีทโดยได้รับแรงบันดาลใจจากปลากัดสังกะสี ด้วยการอัพไซเคิล
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/262097
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบชุดสตรีแนวสตรีทโดยได้รับแรงบันดาลใจจากปลากัดสังกะสี ด้วยการอัพไซเคิล 2) สร้างต้นแบบชุดสตรีแนวสตรีทตามแบบที่ออกแบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อชุดต้นแบบ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มสตรีที่อาศัยในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์ จำนวน 15 คน การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ (1) ศึกษาอัตลักษณ์ปลากัดสังกะสีจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า สีที่โดดเด่น คือ สีน้ำเงิน-ฟ้า และสีดำ-น้ำเงิน ส่วนรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์คือครีบหางและพฤติกรรมการต่อสู้ (2) ออกแบบและสร้างต้นแบบชุด 5 แบบ ได้แก่ เสื้อครอปกางเกงขาสั้น เสื้อแขนยาวกระโปรงสั้น เดรสสั้น เสื้อฮู้ดกางเกงขายาวและเสื้อปาดไหล่กระโปรงยาว และ (3) ประเมินความพึงพอใจโดยกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ชุดต้นแบบทั้ง 5 แบบ ได้รับการประเมินความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (= 4.54) โดยแยกเป็นด้านแรงบันดาลใจ และด้านการสวมใส่ เสื้อครอปกางเกงขาสั้น (= 4.6) เสื้อแขนยาวกระโปรงสั้น (= 4.5) เดรสสั้น (= 4.5) เสื้อฮู้ดกางเกงขายาว (= 4.6) และเสื้อปาดไหล่กระโปรงยาว (= 4.13)</p>
วันเฉลิม จันทร์โชติช่วง
อริชัย รัตรสาร
ถิรมน สีดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-25
2025-12-25
10 2
117
131
-
การออกแบบและพัฒนาเครื่องผ่าไม้ไผ่ขนาดยาวเพื่อการพัฒนาอาชีพอีสานดั้งเดิมสำหรับผู้สูงอายุ
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/261435
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ออกแบบและพัฒนาเครื่องผ่าไม้ไผ่สำหรับงานจักสานในท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2) ทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องผ่าไม้ไผ่โดยผู้เชี่ยวชาญ และ (3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานเครื่องผ่าไม้ไผ่ โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 20 ราย ทั้งนี้ได้ดำเนินการออกแบบโดยคำนึงถึงความเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เครื่องผ่าไม้ไผ่ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับไม้ไผ่ที่มีความยาวและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้ดี การทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือแสดงให้เห็นว่าแนวทางที่ใช้สามารถนำไปปรับใช้ในการวิจัยอื่น ๆ ได้ ทั้งในรูปแบบของการวิจัยใหม่และการวิจัยเพื่อต่อยอดการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานและผู้บริโภคพบว่าอยู่ในระดับดีมาก โดยได้ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.68 สะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการวิจัยดังกล่าว ผลการวิเคราะห์ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของนักวิจัยท่านอื่น ๆ โดยผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีความเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น และมีศักยภาพในการนำไปเป็นกรณีศึกษาเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
ชัยรัตน์ พิมพบุตร
วีรวัตร คำภู
ชาญชัย นามพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
132
144
-
การออกแบบและสร้างเครื่องผสมอินทรียวัตถุบำรุงดินขนาดเล็กเพื่อใช้ในกลุ่มสตรี ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอนุรักษ์พันธุ์ไทยพื้นบ้าน
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/259426
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องผสมอินทรียวัตถุบำรุงดินขนาดเล็ก เพื่อใช้ในกลุ่มสตรีปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอนุรักษ์พันธุ์ไทยพื้นบ้าน ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และหาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องผสมอินทรียวัตถุบำรุงดินขนาดเล็ก ในการออกแบบผสมอินทรียวัตถุบำรุงดินขนาดเล็ก แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นถังผสม ส่วนที่สองเป็นชุดใบกวน และส่วนที่สามเป็นชุดมอเตอร์ที่ทำงานผ่านชุดเฟืองทด ในอัตราทด 70:1 โดยใช้สัดส่วนในการทดลองผสมวัตถุดิบ จำนวน 10 กิโลกรัม แบ่งเป็นถ่านชีวภาพจากต้นหม่อน 4 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 3 กิโลกรัม และปุ๋ยคอก 3 กิโลกรัม มีรอบหมุนที่เพลาขาออกของตัวทดเป็น 20 รอบต่อนาที ได้ปริมาณอินทรียวัตถุบำรุงดินหลังการผสมเฉลี่ยที่ 9.89 กิโลกรัม คิดเป็นร้อย 98.90 จากวัตถุดิบทั้งหมดก่อนผสม ใช้เวลา 25 นาที จากนั้นนำวัตถุดิบหลังการผสมไปวิเคราะห์ค่าแร่ธาตุของอินทรีย์บำรุงดิน เพื่อนำไปเปรียบเทียบถึงค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของการผสมเข้ากันอย่างสม่ำเสมอตามเกณฑ์ค่า (Coefficient of Variation : CV) พบว่า ค่า CV (Nitrogen) =3.04% มีค่าน้อยกว่า 10% ประสิทธิภาพการผสมเข้ากันของเครื่องผลิตอินทรีย์บำรุงดินอยู่ในเกณฑ์ดี ค่า CV (Phosphorus) =9.29% มีค่าน้อยกว่า 10% ประสิทธิภาพของเครื่องผลิตอินทรีย์บำรุงดินอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องแก้ไข หากต้องการให้วัตถุดิบมีการผสมเข้ากันมากกว่านี้ต้องเพิ่มเวลาผสมอีก 20-30% และค่า CV (Potassium) =5.30% มีค่าน้อยกว่า 10% ประสิทธิภาพของเครื่องผลิตอินทรีย์บำรุงดินอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องแก้ไข สรุปได้ว่าวัตถุดิบที่ผ่านเครื่องผสมอินทรียวัตถุบำรุงดินขนาดเล็กมีประสิทธิภาพการผสมเข้ากันอย่างสม่ำเสมอตามเกณฑ์</p>
พงศ์ไกร วรรณตรง
ภานุเมศวร์ สุขศรีศิริวัชร
ศุภชัย แก้วจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
145
155
-
การออกแบบและสร้างชุดฝึกควบคุมอุณหภูมิในตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ แบบอัตโนมัติ สําหรับการเรียนวิชา PLC สำหรับวิศวกรรมเครื่องกล
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/261001
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างชุดฝึกควบคุมอุณหภูมิในตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบอัตโนมัติ สำหรับการเรียนวิชา PLC (Programmable Logic Controller) สำหรับนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล นอกจากนี้ยังมุ่งหาคุณภาพของชุดฝึกและประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ชุดฝึกนี้ประกอบด้วยโครงสร้างตู้อบแห้งที่ทำจากแผ่นอะคริลิคและอลูมิเนียม และระบบควบคุมหลักที่ใช้ PLC (FX3U) ในการประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น </p> <p> ผลการทดลองอบแห้งพริกแสดงให้เห็นว่า ชุดฝึกสามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการอบ 6 ชั่วโมงเลียนแบบการอบตามธรรมชาติและได้พริกคุณภาพสูง การลดระยะเวลาอบเหลือ 4 ชั่วโมงโดยใช้การควบคุมอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็ให้ผลผลิตที่มีความแห้งใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม การอบที่อุณหภูมิสูงเกินไปในระยะเวลาสั้น (2 ชั่วโมง) ส่งผลให้คุณภาพของพริกลดลง ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนจากนักศึกษาวิศวกรรมเครื่องกล 9 คน พบว่าชุดฝึกมีคุณภาพในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ยรวม 4.74 จาก 5 ผู้เรียนเห็นว่าชุดฝึกนี้ช่วยให้เข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ได้ง่าย และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้าน PLC ได้จริง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชุดฝึกนี้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนการสอนวิชา PLC </p>
ศรัณยู เหลาพา
วิราวรรณ พุทธมาตย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
156
165
-
เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังในจังหวัดเลย
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/262627
<p>มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย แต่เกษตรกรยังคงประสบปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมตามหลักการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ในการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญ คือ ธาตุอาหารพืชและน้ำ ประกอบด้วยเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและระบบน้ำหยดอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังในแปลงต้นแบบทั้ง 10 แปลง ตั้งอยู่ในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดเลย วิธีการศึกษาประกอบด้วย การออกแบบปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก (N, P, K) และอินทรียวัตถุ (OM) ของแต่ละแปลง การออกแบบและติดตั้งระบบน้ำหยดตามคุณลักษณะของแปลง การปลูกมันสำปะหลังตามเทคโนโลยีที่ออกแบบไว้ในฤดูกาลผลิตปี 2567/2568 และการประเมินประสิทธิภาพการผลิตโดยวัดผลผลิตหัวมันสด เปอร์เซ็นต์แป้ง และปริมาณแป้งต่อไร่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทำให้ผลผลิตหัวมันสดเฉลี่ยเท่ากับ 7,275 กก./ไร่ สูงกว่าวิธีการปลูกของเกษตรกรโดยเพิ่มขึ้น 3,905 กก./ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 53.68 นอกจากนี้ เปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 26.13% เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.77 และปริมาณแป้งต่อไร่เฉลี่ย 1,903.26 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.30 โดยทุกแปลงต้นแบบมีผลผลิตเพิ่มขึ้น แปลงที่ 3 ให้ผลผลิตหัวมันสดสูงสุด 7,866 กก./ไร่ ในขณะที่แปลงที่ 9 มีความแตกต่างจากวิธีของเกษตรกรมากที่สุด 4,645 กก./ไร่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแสดงว่าผลผลิตหัวมันสด เปอร์เซ็นต์แป้ง และปริมาณแป้งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เทคโนโลยีที่เหมาะสมนี้สามารถนำไปขยายผลเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน</p> <p> </p> <p> </p>
จุไรรัตน์ อาจแก้ว
ศักดิ์ชาย พวงจันทร์
ศถิรวรรณ สมบัติ
สุจิตรานันท์ มังคละไชยา
ภัสราภา ชากำนัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
166
177
-
นวัตกรรมอินโฟกราฟิกและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้งานเว็บแอปพลิเคชันที่ปรึกษากฎหมายวิสาหกิจชุมชน
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/260633
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา ในการออกแบบและสร้างอินโฟกราฟิกที่สามารถนำมาใช้ในการนำเสนอข้อมูลหรือเรื่องราวที่สรุปเอาไว้ในรูปแบบที่น่าสนใจ เข้าใจง่ายและรวดเร็ว ผ่านการใช้ภาพกราฟิกและข้อความสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและสร้างอินโฟกราฟิก และ 2) ประเมินคุณภาพอินโฟกราฟิก 3) ถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 4) ประเมินความพึงพอใจในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการใช้งานเว็บแอปพลิเคชันที่ปรึกษากฎหมายวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเป้าหมาย ในการวิจัย ได้แก่ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และที่ปรึกษากฎหมายในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ อินโฟกราฟิก แบบประเมินคุณภาพอินโฟกราฟิก และแบบประเมินความพึงพอใจในการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยผู้วิจัยได้ออกแบบและสร้าง อินโฟกราฟิก ประเมินคุณภาพอินโฟกราฟิก ถ่ายทอดเทคโนโลยี และประเมินความพึงพอใจในการถ่ายทอดเทคโนโลยี จากนั้น ใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ได้อินโฟกราฟิกเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลที่เป็นภาพกราฟิกและข้อความสั้น ๆ ที่สามารถดึงดูดความสนใจ นำเสนอ และอธิบายข้อมูลที่ส่งเสริมการใช้งานเว็บแอปพลิเคชันที่ปรึกษากฎหมาย ด้านวิสาหกิจชุมชน ให้เข้าใจได้ง่าย และรับรู้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว 2) ผลการประเมินคุณภาพอินโฟกราฟิก ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.58, S.D. = 0.45) 3) ผลการถ่ายทอดเทคโนโลยี พบว่า กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยมีความรู้ความเข้าใจที่ดี โดยเฉพาะในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจชุมชน และบทบาทของที่ปรึกษากฎหมาย อีกทั้งยังสามารถใช้งานเว็บแอปพลิเคชันที่ปรึกษากฎหมายด้านวิสาหกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลการประเมินความพึงพอใจในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.75, S.D. = 0.41)</p>
เฉลิมเจษฎ์ สมานุหัตถ์
นิคม ลนขุนทด
เที่ยงธรรม สิทธิจันทเสน
อัษฎา วรรณกายนต์
วิชัย แหวนเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
178
192
-
Analysis of the Worthiness from Investing in the Program Reporting Results of and Investigating Traffic Light Violations Based on the Principle of Economic Engineering
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/260322
<p>This article was aimed at analyzing the worthiness from investing in the program to report the results of and investigate traffic light violations by comparing monetary and non-monetary data. The data was collected by interviewing a start-up company and the Office of Khon Kaen Provincial Police. An analysis was done on the initial cost and payback using the engineering economics tools, i.e., Equivalent Uniform Annual Worth (EUAW) and Benefit Cost Ratio (BCR) values; and the means in evaluating losses from road accidents. The study sites included 3 intersections in Khon Kaen urban area. The study results showed EUAW of 219,583.80 Baht – the value higher than 0 – indicating the worthiness of the Project. BCR is 2.2, which is higher than 1, showing also the Project worthiness. The loss value from road accidents was analyzed, and it was shown that the Project could reduce 12 cases of and 8 injured people from accidents per year. The yearly loss value from road accidents was 3,597,352 Baht (for major injury cases) or 458,648 Baht per year (for minor injury cases). The break-even of the Project was achieved within the first year after installation. In order to evaluate social benefit, a comparative study was carried out, and it indicated that the Project could reduce losses and create higher payback than the invested money. This research is thus proposed as a means underling policy decision related to traffic safety and development of start-ups of sustainable social technologies.</p>
Jetsada Kumphong
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-22
2025-12-22
10 2
193
207