วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus
<p>วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ISSN 3027-6322 </span><span style="font-size: 0.875rem;">(Online)</span></p> <p>ISSN 3027-6314 <span style="font-size: 0.875rem;">(Print)</span></p> <p>กำหนดออก : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p>มีวัตถุประสงค์ : เพื่อรวบรวม และเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ โดยตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความทางวิชาการ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการอุตสาหกรรม นวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน</p> <p>เจ้าของ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p>
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
th-TH
วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
3027-6314
-
การใช้ประโยชน์จากมวลรวมหยาบแอสฟัลท์คอนกรีตรีไซเคิ้ล เพื่อใช้ในงานคอนกรีตที่รับกำลังอัดได้รวดเร็ว ที่มีส่วนผสมของ เถ้าลอยละเอียด และ ไมโครซิลิกา
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/265058
<p>งานวิจัยนี้ ศึกษาการใช้ประโยชน์จากมวลรวมหยาบแอสฟัลท์คอนกรีตรีไซเคิ้ล เพื่อใช้ในงานคอนกรีตที่รับกำลังอัดได้รวดเร็ว ที่มีส่วนผสมของ เถ้าลอยละเอียด และ ไมโครซิลิกา โดยมีส่วนผสม คือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ สารลดน้ำพิเศษ ทรายแม่น้ำ มวลรวมธรรมชาติ มวลรวมหยาบแอสฟัลท์คอนกรีตรีไซเคิ้ล คัดขนาด 4.75 ถึง 19.0 มม. เพื่อใช้เป็นมวลรวมหยาบรีไซเคิล โดยนำไปแทนที่มวลรวมหยาบธรรมชาติ ในปริมาณ 0, 20 และ 40 % โดยน้ำหนักมวลรวมหยาบธรรมชาติ และได้ทำการพัฒนาสมบัติของคอนกรีตให้ดีขึ้นโดยใช้วัสดุเติมแต่งได้แก่ ไมโครซิลิกา เปรียบเทียบกับเถ้าลอยละเอียด โดยแทนที่ปูนซีเมนต์ที่ 15 % โดยน้ำหนัก บ่มตัวอย่างในน้ำที่อุณหภูมิห้อง ทำการทดสอบกำลังอัด เมื่ออายุครบ 24 ชั่วโมง, 7 วัน และ 28 วัน และทำการทดสอบการดูดซึมน้ำ ปริมาณโพรงอากาศ กำลังรับแรงดัด และโมดูลัสยืดหยุ่น ที่อายุ 28 วัน ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนผสมที่ใช้ไมโครซิลิกา 15 % มวลรวมหยาบแอสฟัลต์คอนกรีตรีไซเคิล 40 % ให้กำลังรับแรงอัดที่อายุ 1 วัน เท่ากับ 365 ksc และ 28 วัน เท่ากับ 728 ksc ค่าการดูดซึมน้ำ 0.48 % ปริมาณโพรงอากาศ 1.19 % กำลังรับแรงดัด 87.1 ksc และโมดูลัสยืดหยุ่น 29.1 GPa เหมาะสมสำหรับทำคอนกรีตที่รับกำลังอัดรวดเร็ว ประเภทคอนกรีตกำลังสูง ตามมาตรฐาน ACI 363.2R-11 และอัตราส่วนผสมที่ใช้เถ้าลอยละเอียด 15 % มวลรวมหยาบแอสฟัลต์คอนกรีตรีไซเคิล 40 % ให้กำลังรับแรงอัดที่อายุ 1 วัน เท่ากับ 305 ksc และ 28 วัน เท่ากับ 504 ksc ค่าการดูดซึมน้ำ 1.02 % ปริมาณโพรงอากาศ 2.50 % กำลังรับแรงดัด 55.4 ksc และโมดูลัสยืดหยุ่น 28.5 GPa เหมาะสมสำหรับทำคอนกรีตที่รับกำลังอัดรวดเร็ว ประเภท ผนัง พื้นสำเร็จ ตามมาตรฐาน มอก.848-2546 นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้มวลรวมหยาบแอสฟัลต์คอนกรีตรีไซเคิล ร่วมกับเถ้าลอยช่วยเพิ่มการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้ง ลดการใช้ปูนซีเมนต์ และส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้างอีกด้วย</p>
พัชรพล โพธิ์ศรี
ทวีชัย ภูอบอุ่น
ธิรางค์ นาสิม
อนรรฆวี เจริญภัณฑารักษ์
ปริญญา จินดาประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
1
15
-
การพัฒนาเครื่องกัดซีเอ็นซีขนาดเล็กสำหรับการแกะสลักไม้ ด้วยระบบออฟไลน์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263728
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องกัดซีเอ็นซีขนาดเล็กสำหรับการแกะสลักไม้ด้วยระบบออฟไลน์ และเพื่อหาประสิทธิภาพและประเมินคุณภาพของเครื่องกัดซีเอ็นซีที่พัฒนาขึ้น โดยใช้กระบวนการ<br>ทางเทคโนโลยี 7 ขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า เครื่องกัดซีเอ็นซีที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติเด่นคือสามารถทำงานแบบออฟไลน์โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ มีขนาดพื้นที่งานกัด 350x350x120 มิลลิเมตร โครงสร้างทำจากแผ่นอลูมิเนียม ใช้สปินเดิลมอเตอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 800 วัตต์ 24,000 รอบต่อนาที พร้อมปั๊มน้ำระบายความร้อน ขับเคลื่อนด้วยสเต็ปปิ้งมอเตอร์และบอลสกรูทั้ง 3 แกน ใช้ระบบจับยึดชิ้นงาน สายไฟ และดอกกัดอย่างมั่นคง มีระบบควบคุมผ่านบอร์ด Mach3 และหน้าจอทัชสกรีน 7 นิ้ว โดยใช้โปรแกรม ArtCAM ในการออกแบบและสร้างชิ้นงาน <br>ผลการทดสอบประสิทธิภาพการเคลื่อนที่กัดชิ้นงานตามแนวแกน X Y Z และการทดสอบกัดชิ้นงานจริงในรูปทรงต่างๆ พบว่ามีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยอยู่ในระดับดีมาก ผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน พบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.44 เครื่องกัดซีเอ็นซีขนาดเล็กสำหรับแกะสลักไม้ด้วยระบบออฟไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และมีความแม่นยำ สามารถนำไปใช้งานได้จริงในการผลิตชิ้นงานแกะสลักไม้ ช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการเตรียมระบบคอมพิวเตอร์ ลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์แกะสลักไม้ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการสร้าง<br>องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตและควบคุมอัตโนมัติให้กับวงการวิชาการอุตสาหกรรมของไทยอีกด้วย</p>
ชัยวัฒน์ นึกชนะ
อัษฎา วรรณกายนต์
สุชาติ ดุมนิล
วิรัช อนุชานุรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
16
30
-
การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/262945
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีและแนวคิด BCG Model 2.เพื่อพัฒนาโครงสร้างบรรจุภัณฑ์และออกแบบกราฟิกสำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 3.เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่พัฒนาแล้ว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่กลุ่มวิสาหกิจฯต้องการคือ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับประเภทของผลิตภัณฑ์ สามารถปกป้องผลิตภัณฑ์จากความเสียหาย สะดวกต่อการใช้งาน ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน มีความสวยงาม ส่งเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์</p> <p> จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร พบว่า บรรจุภัณฑ์รูปแบบที่ 1 ด้านโครงสร้างบรรจุภัณฑ์มีระดับความเหมาะสมมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.20), (S.D.= 0.14) ด้านกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์มีระดับความเหมาะสมมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.12), (S.D.= 0.23)</p> <p> จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของกลุ่มวิสาหกิจฯที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่พัฒนาแล้ว พบว่า บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่พัฒนาแล้ว ด้านการใช้งานระดับความเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.80), (S.D.= 0.45) ด้านความสวยงามและสร้างสรรค์มีระดับความเหมาะสมมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.50), (S.D.= 0.58)</p>
เกตุวดี หิรัญพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
31
46
-
การพัฒนารถจักรยานยนต์สามล้อไฟฟ้า โดยระบบส่งกำลังสายพานไทม์มิ่ง
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263726
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารถจักรยานยนต์สามล้อไฟฟ้าโดยใช้ระบบส่งกำลังสายพานไทม์มิ่ง <br>เพื่อเป็นทางเลือกในการขนส่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน การศึกษาเริ่มจากการกำหนดปัญหาหรือความต้องการ จากนั้นดำเนินการออกแบบและพัฒนาระบบส่งกำลังด้วยสายพานไทม์มิ่ง ซึ่งมีข้อดีคือ การถ่ายทอดกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการสึกหลอ และลดเสียงรบกวน กระบวนการพัฒนาประกอบด้วยการออกแบบโครงสร้างรถ การเลือกมอเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม การคำนวณอัตราทดเกียร์และขนาดสายพาน รวมถึงการติดตั้งระบบควบคุมและแบตเตอรี่</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) รถจักรยานยนต์สามล้อไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 300 กิโลกรัม ระยะทางการใช้งานต่อการชาร์จเต็มประมาณ 60-80 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้ต้นกำลังจากมอเตอร์บัสเลสชนิดไร้แปลงถ่านขนาดเท่ากับ 3,000 วัตต์, กล่องคอนโทลเลอร์ 100 แอมป์, กล่อง DC to DC คอนเวอร์เตอร์, แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขนาดเท่ากับ 72 โวลต์ 30 แอมป์, ชุดส่งกำลังผ่านสายพานไทมิ่ง และเฟืองสายพานมีค่าเท่ากับ 3.714 : 1, ความเร็วรอบเพลาเท่ากับ 58.786 rpm 2) ผลการทดสอบสมรรถนะในการวิ่งทดสอบบถนนลาดยางระยะ 200 เมตร พบว่า เมื่อน้ำหนักบรรทุกเพิ่มจาก 0-100 กิโลกรัม เวลาที่ใช้เพิ่มจาก 18.37 เป็น 25.37 วินาทีความเร็วสูงสุดลดจาก 45.33 เป็น 38.50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาเร่ง 0-20 เมตร เพิ่มจาก 3.17 เป็น 5.50 วินาที ระยะเบรกเพิ่มจาก 2.5 เป็น 4.40 เมตร กระแสไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มจาก 45.33 เป็น 69 แอมป์ และการใช้พลังงานเพิ่มจาก 32.17 เป็น 55.83 วัตต์ต่อชั่วโมง และการวิ่งทดสอบบนถนนดินอัดแห้ง สมรรถนะลดลง เมื่อเทียบกับถนนลาดยาง โดยเวลาที่ใช้เพิ่มเป็น 22.27-35.70 วินาที ความเร็วสูงสุดลดเหลือ 38.73-27.43 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระแสไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มเป็น 66.33-112.33 แอมป์ และการใช้พลังงานเพิ่มเป็น 51.90-99.17 วัตต์ต่อชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าสภาพพื้นผิวถนนและน้ำหนักบรรทุกส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของรถ</p>
ประภวิษณุ์ แก้วหล้า
นิคม ลนขุนทด
อัษฎา วรรณกายนต์
วิรัช อนุชานุรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
47
62
-
การพัฒนาระบบค้นคว้าวิทยานิพนธ์อัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ สำหรับสถาบันการศึกษา
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/262774
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบค้นคว้าวิทยานิพนธ์อัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับสถาบันการศึกษาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพระบบค้นคว้าวิทยานิพนธ์อัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ สำหรับ</p> <p>สถาบันการศึกษา และเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบ ระบบนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลวิทยานิพนธ์ด้วยฐานข้อมูล MySQL การอัปโหลดไฟล์ PDF ข้อมูลวิทยานิพนธ์พร้อมประมวลผล Embedding เพื่อแปลงข้อมูลเป็นเวกเตอร์สำหรับค้นหาเชิงความหมาย และระบบ AI Chatbot สำหรับตอบคำถามด้วยเทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) กระบวนการพัฒนาระบบใช้รูปแบบ Web Application ทำงานร่วมกับ PHP และ phpMyAdmin โดยมีเครื่องมือค้นหาหลากหลาย เช่น การค้นหาตามชื่อเรื่อง ปีที่พิมพ์ ผู้แต่ง และการค้นหาแบบ Semantic Search ซึ่งช่วยให้ระบบมีเข้าใจความหมายของคำถามผู้ใช้ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการค้นหาโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ให้ความแม่นยำสูงกว่าระบบแบบดั้งเดิมและลดเวลาในการค้นคว้าได้อย่างชัดเจน การประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่าง 30 คน โดยใช้แบบสอบถามระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ พบว่าความพึงพอใจอยู่ในระดับ “มาก” ค่าเฉลี่ยรวม 4.52 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่มีเห็นว่าระบบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นคว้าและสนับสนุนการเรียนรู้ ระบบนี้มีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในสถาบันการศึกษา และช่วยยกระดับการจัดการองค์ความรู้ทางวิชาการได้เป็นอย่างดี</p>
เผด็จ สวิพันธุ์
ทิภาพร ศุภมิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
63
77
-
การพัฒนาระบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ของสรรพสิ่งเพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดนางฟ้า
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263884
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบควบคุมโรงเรือนอัจฉริยะที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี IoT ต่อผลผลิตเห็ดนางฟ้าในระดับกึ่งพาณิชย์ โดยดำเนินการทดลองในโรงเรือนขนาด 60 ตารางเมตร รองรับความจุ 2,000 ก้อน เปรียบเทียบระหว่างโรงเรือนแบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ และโรงเรือนสภาวะปกติ ใน 3 ช่วงเวลา การเก็บข้อมูลทำโดยสุ่มตัวอย่างก้อนเห็ดเพื่อนำมาชั่งน้ำหนักผลผลิต และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Independent Samples t-test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการทดลองพบว่า โรงเรือนแบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรือนสภาวะปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในทุกช่วงเวลาการทดลอง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบควบคุมอัตโนมัติในการเพิ่มผลผลิตและลดความผันผวนของการผลิต อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาด้วย One-way ANOVA พบว่าช่วงเวลาที่แตกต่างกันมีผลต่อปริมาณผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) โดยช่วงฤดูร้อนให้ผลผลิตต่ำกว่าสองช่วงเวลาแรกอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าปัจจัยภูมิอากาศภายนอกยังคงมีอิทธิพลต่อระบบ แม้จะมีการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในแล้วก็ตาม ผลการศึกษาในครั้งนี้จึงยืนยันเชิงประจักษ์ว่าการประยุกต์ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงเรือนขนาดกึ่งพาณิชย์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเห็ดนางฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
ณัฐพล ภู่ระหงษ์
ธนภัทร มะณีแสง
สุธิรา เบญจานุกรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
78
92
-
การพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/264381
<p>งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชังด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการนำเอาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งมาประยุกต์ใช้งานร่วมกับระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบตรวจวัดค่าคุณภาพน้ำสำหรับการเลี้ยงปลาในกระชัง ในการศึกษานี้ได้เลือกใช้เซนเซอร์ที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงปลา 3 ชนิด ได้แก่ เซนเซอร์วัดออกซิเจน เซนเซอร์วัดความเป็นกรด-ด่าง และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิในน้ำ ร่วมกับไมโครคอนโทลเลอร์โดยการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนคุณภาพน้ำในกระชังผ่านไลน์แอปพลิเคชันและผ่านเสียงไซเรนได้เมื่อค่าปริมาณค่าออกซิเจนในน้ำเมื่อมีค่าต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยระบบตรวจวัดค่าคุณภาพน้ำ สามารถวัดปริมาณออกซิเจนในน้ำ ค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าอุณหภูมิในน้ำได้แบบเวลาจริง ผลทดสอบพบว่ากำลังไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ได้ค่าเฉลี่ยร้อยละ 67.57 ผลตรวจวัดค่าคุณภาพน้ำพบว่าสามารถดูข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือและแจ้งเตือนผ่านไลน์แอปพลิเคชันได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง สามารถป้องกันความเสียหายจากความผิดปกติของคุณภาพน้ำในกระชัง ที่ทำให้ช่วยป้องกันการน๊อคน้ำตายของปลาที่เลี้ยงในกระชังได้</p>
พงษ์พันธ์ ราชภักดี
ไหลหมาน หมาดโหยด
เสน่ห์ รักษ์เกื้อ
อภิรัญธ์ จันทร์ทอง
รุ่งโรจน์ จีนด้วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
93
104
-
การออกแบบและพัฒนาต้นแบบหูฟังอัจฉริยะสำหรับการแจ้งเตือนภาวะฮีทสโตรกและการล้มจากการวิเคราะห์สัญญาณชีพ
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/265342
<p>การวิจัยเรื่อง “การออกแบบและพัฒนาต้นแบบหูฟังอัจฉริยะสำหรับการแจ้งเตือนภาวะฮีทสโตรกและการล้มจากการวิเคราะห์สัญญาณชีพ” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบหูฟังอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพที่เกี่ยวข้องกับภาวะฮีทสโตรก ได้แก่ อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด โดยใช้เทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ 2) ออกแบบและพัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ สำหรับวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงของภาวะฮีทสโตรกตามเกณฑ์มาตรฐานทางสรีรวิทยา ผ่านเว็บแอปพลิเคชัน 3) พัฒนาระบบตรวจจับการล้มร่วมกับระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ ผ่านเสียงพูดจากอุปกรณ์สวมใส่ และการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน LINE ไปยังผู้ดูแลหรือบุคคลใกล้ชิด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยหูฟังอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้น โดยการบูรณาการ การทำงานของเซนเซอร์ MAX30100 สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือด เซนเซอร์อินฟราเรด GY-906 สำหรับวัดอุณหภูมิร่างกาย และเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว MPU6050 ร่วมกับระบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับแสดงผลและแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และร้อยละของค่าความคลาดเคลื่อน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบหูฟังอัจฉริยะสามารถตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือดได้ใกล้เคียงกับเครื่องมือมาตรฐาน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยเท่ากับ 1.44% และ 0.82% ตามลำดับ สำหรับการวัดอุณหภูมิร่างกายบริเวณใบหู พบว่ามีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยต่ำที่สุดเท่ากับ 0.02°C เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดมาตรฐาน และมีความเหมาะสมมากกว่าตำแหน่งอื่นของร่างกาย นอกจากนี้ ระบบสามารถตรวจจับการล้มได้อย่างถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 95 และสามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันภายในเวลาเฉลี่ยไม่เกิน 5 วินาที แสดงให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในการเฝ้าระวังสุขภาพและป้องกันภาวะฮีทสโตรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
รัตนสุดา สุภดนัยสร
มีนา อยู่เย็น
สุนิศา จิตสุนทรชัยกุล
ธีรถวัลย์ ปานกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
179
192
-
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดลพบุรี โดยใช้รูปแบบเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/264779
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สืบค้นและรวบรวมข้อมูลอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีชุมชน และ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดลพบุรี 2) พัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) เพื่อนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ 3) ประเมินประสิทธิภาพของระบบและศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 20 คน 2) นักท่องเที่ยวผู้ใช้งานระบบ จำนวน 100 คน โดยแต่ละกลุ่มมีบทบาทในการให้ข้อมูล พัฒนาระบบ ประเมินประสิทธิภาพ และประเมินความพึงพอใจต่อระบบที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินประสิทธิภาพระบบสารสนเทศ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบสารสนเทศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (𝑥̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การพัฒนาระบบสารสนเทศใช้หลักการวิเคราะห์และออกแบบระบบตามวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดลพบุรีทั้ง 4 กลุ่ม มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและได้รับการจัดทำเป็นฐานข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้องและทันสมัย 2) ระบบสารสนเทศมีประสิทธิภาพโดยรวมจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน อยู่ในระดับ “มาก” (𝑥̄ =4.22, S.D.=0.67) โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดในด้านความสามารถในการช่วยเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องการได้ และ 3) นักท่องเที่ยวมีความ พึงพอใจต่อการใช้งานระบบในภาพรวมอยู่ในระดับ “มาก” (𝑥̄ =4.21, S.D.=0.84) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดใน ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ความถูกต้องทันสมัยของข้อมูล และความสามารถของระบบในการช่วยตัดสินใจในการเดินทาง</p> <p> สรุปผลการวิจัยพบว่า ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้งานจริงเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมช่วยสร้างประสบการณ์การรับรู้เชิงลึกและทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดลพบุรีอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ระบบสารสนเทศ, แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม</p>
ไชยพล กลิ่นจันทร์
ปัญญ์ชลี เต่าทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
105
118
-
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเชิงภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเข้าถึง ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263588
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเชิงภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ โดยประยุกต์แนวคิดด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และการออกแบบระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่ งานวิจัยใช้แนวทางการวิจัยเชิงพัฒนา โดยดำเนินการตั้งแต่การกำหนดกรอบแนวคิดเชิงระบบ การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Client–Server การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน และการทดสอบการทำงานของระบบในเชิงวิศวกรรม ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถแสดงผลข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวบนแผนที่เชิงโต้ตอบ รองรับการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม และสามารถจัดการข้อมูลผ่านระบบหลังบ้านได้อย่างต่อเนื่อง</p> <p> ผลการทดสอบการทำงานของระบบพบว่าฟังก์ชันหลักทั้งหมดสามารถทำงานได้ถูกต้องตามที่ออกแบบไว้ และมีเวลาในการโหลดและแสดงผลข้อมูลอยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนดไม่เกิน 5 วินาที นอกจากนี้ ระบบสามารถรองรับการแสดงข้อมูลเชิงพื้นที่ประมาณ 50 จุดได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดความล่าช้า การประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้งานจริงจำนวน 65 คน โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ พบว่าความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.71, S.D. = 0.49) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบเว็บแอปพลิเคชันเชิงภูมิสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพและความเหมาะสมต่อการนำไปใช้งานจริงในพื้นที่ศึกษา</p>
ดวงทิพย์ รับพรดี
ญาณพัฒน์ ลาภพาณิชยกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
119
133
-
การพัฒนาอ่างล้างมือเคลื่อนที่สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/264983
<p>งานวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาอ่างล้างมือเคลื่อนที่สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว จากการสะท้อนปัญหาของกลุ่มผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและไม่มีผู้ดูแลตลอดเวลา พบว่ามีความต้องการเกี่ยวกับเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลในส่วนของการทำความสะอาดมือและใบหน้า ที่ทำได้ด้วยตนเอง มีความสะดวก และการลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น อ่างล้างมือเคลื่อนที่ต้นแบบจึงถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดการออกแบบที่ยึดการออกแบบเพื่อทุกคน หลักการยศาสตร์ ความสะดวก และประสิทธิภาพในการใช้งาน อ่างล้างมือที่พัฒนาขึ้นมีระบบจ่ายน้ำและระบายน้ำในตัว ไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบประปาถาวร ส่งผลให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ความสูงของอ่างได้รับการออกแบบให้เหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานที่ใช้รถเข็นหรืออยู่ในท่านั่งที่ระดับความสูง 45–50 เซนติเมตร รวมถึงการใช้งานข้างเตียงที่ระดับความสูง 65–70 เซนติเมตร จากการทดสอบการใช้งานจริงพบว่าอ่างล้างมือเคลื่อนที่ที่พัฒนาขึ้นสามารถลดการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน และลดการพึ่งพาผู้ดูแล ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติกิจกรรมด้านสุขอนามัยประจำวันดีขึ้น ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่ออ่างล้างมือเคลื่อนที่ในระดับสูง อ่างล้างมือเคลื่อนที่ดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ได้ในครัวเรือน สถานพยาบาล และสถานดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งเป็นแนวทางในการพัฒนาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวต่อไป</p>
ปธานิน อินทร์ทอง
พงศกร ผ่องแผ้ว
พีระพงษ์ ดำคุ้ม
สายนที จากถิ่น
ภัทราวรรณ คหะวงศ์
ทัศนีย์ ทองก้านเหลือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
134
143
-
การวิเคราะห์โซ่อุปทานและต้นทุนโลจิสติกส์ในการปลูกผักสลัดกรีนคอสแบบอินทรีย์ กรณีศึกษา สวนปันบุญ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263508
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโซ่อุปทานในการปลูกผักสลัดกรีนคอสแบบอินทรีย์ และเพื่อศึกษาต้นทุนและวิเคราะห์โลจิสติกส์ในการปลูกผักสลัดกรีนคอสแบบอินทรีย์ กรณีศึกษาสวนปันบุญ จังหวัดกาฬสินธุ์ คณะผู้วิจัยได้จัดทำโซ่อุปทานในการปลูกผักสลัดกรีนคอสแบบอินทรีย์ โดยแบ่งเป็นสามส่วน ได้แก่ ต้นน้ำ ประกอบไปด้วย การจัดหาเมล็ดพันธุ์ และอุปกรณ์การเกษตรจากผู้จำหน่าย กลางน้ำ ประกอบไปด้วย กระบวนการเพาะปลูก การดูแลและบรรจุภัณฑ์ และปลายน้ำ ประกอบไปด้วย การจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า คือ ท็อป เซนทรัล พลาซ่า ขอนแก่น และ แม็คโคร กาฬสินธุ์ การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์รวมทั้งหมดในโซ่อุปทานของการปลูกผักสลัดกรีนคอสแบบอินทรีย์ ผลการวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์รวมเท่ากับ 50,116 บาทต่อเดือน และพบว่าต้นทุนโลจิสติกส์กลางน้ำมีต้นทุนสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 74.54 ของต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด ซึ่งมีต้นทุนหลัก คือ ต้นทุนค่าจ้างแรงงานในการบรรจุภัณฑ์ เฉลี่ย 10,800 บาทต่อเดือน รองลงมา ต้นทุนโลจิสติกส์ปลายน้ำมีต้นทุนคิดเป็นร้อยละ 23.05 และต้นทุนโลจิสติกส์ต้นน้ำ คิดเป็นร้อยละ 2.41 ของต้นทุนโลจิสติกส์รวม</p>
ณัฐนิชา วิชาชัย
ธัญยกาญจน์ สุพร สุพร
สวลี อุตรา
สมฤดี กลิ่นหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
144
157
-
การออกแบบตราสัญลักษณ์ทุ่งมนเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้า สำหรับผลิตภัณฑ์จักสานชมรมผู้สูงอายุตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263421
<div> <p class="1"><span lang="TH">งานวิจัยเรื่อง การออกแบบตราสัญลักษณ์ทุ่งมนเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับผลิตภัณฑ์จักสานชมรมผู้สูงอายุตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ </span><span lang="EN-US">1</span><span lang="TH">) เพื่อออกแบบตราสัญลักษณ์ทุ่งมนเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับผลิตภัณฑ์จักสาชมรมผู้สูงอายุตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ </span><span lang="EN-US">2) </span><span lang="TH">เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อตราสัญลักษณ์ทุ่งมนเครื่องหมายการค้าผลิตภัณฑ์จักสานชมรมผู้สูงอายุตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยประชากร และกลุ่มเป้าหมายงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวนทั้งสิ้น </span><span lang="EN-US">50 </span><span lang="TH">คน ใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาและวิเคราะห์เอกลักษณ์ของตำบลทุ่งมนแล้วนำมาสร้างเป็นสัญลักษณ์ โดยออกแบบให้มีความเป็นสากล สามารถสื่อความหมายง่ายต่อการจดจำ</span></p> </div> <div> <p class="1"><span lang="TH">ผลการออกแบบ และพัฒนาตราสัญลักษณ์ทุ่งมน เป็นภาพปราสาทเพชร เครื่องจักสาน ต้นตาล และข้อความ ทุ่งมน ที่มีภาษาอังกฤษ </span><span lang="EN-US">Tungmon </span><span lang="TH">เสริมไว้ให้มีความเป็นสากล โดยออกแบบให้อยู่ในรูปร่างวงรีแนวนอน เพื่อใช้เป็นป้ายสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานของชมรมผู้สูงอายุตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการออกแบบตราสัญลักษณ์ทุ่งมน พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจในประเด็น ความสวยงามของภาพองค์ประกอบสัญลักษณ์ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าประเด็นอื่น ๆ โดยมีค่าเฉลี่ยที่ </span><span lang="EN-US">4.64 </span><span lang="TH">ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ </span><span lang="EN-US">0.78</span><span lang="TH"> การแปลผลความพึงพอใจของค่าเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ระดับ ดีมาก</span></p> </div>
อนุวัฒน์ เปพาทย์
ยุพดี สินมาก
อภินันทิชัย โจมสติ
แสงเดือน ธรรมวัตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
158
166
-
การออกแบบลวดลายอัตลักษณ์ผ้าไหมมัดหมี่ : โคกปันรัว
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/262199
<p>การศึกษาโครงการพิเศษเรื่อง การออกแบบลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลตะคร้อ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) การศึกษาแนวทางการออกแบบลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลตะคร้อ 2) เพื่อสร้างต้นแบบลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลตะคร้อ3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลตะคร้อ ด้านลวดลายที่ทันสมัยแปลกใหม่ด้านความประณีตและความกลมกลืน ด้านความเหมาะสมในรูปแบบของสีสันสวยงาม ด้านความเหมาะสมในการวางตำแหน่ง องค์ประกอบของลายผ้า ด้านความเหมาะสมในการนำไประยุกต์ใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือแบบร่างลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ 48 ลำ จำนวน 20 แบบ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามความพึงพอใจ ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็น อายุในช่วง 41 - 50 ปี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,000 – 20,000 บาท ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพรับราชการ เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรวมทุกรายการข้อของการประเมิน พบว่า6 พบว่า ระดับความพึงพอใจการออกแบบลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลตะคร้อ อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือด้านลวดลายที่ทันสมัยและแปลกใหม่ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม ด้านความประณีตและความกลมกลืน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม ด้านความเหมาะสมในรูปแบบของสีสันสวยงาม มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม ด้านความเหมาะสมในการวางตำแหน่ง องค์ประกอบของลายผ้ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามด้านความเหมาะสมในการนำไประยุกต์ใช้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม มีค่าเฉลี่ยรวม 4.70 ซึ่งพบว่า ได้รับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ทัศนียา นิลฤทธิ์
เกียรติภูมิ ดวงศรี
พงศกร อุดมพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
167
178
-
ผลของการใช้กิจกรรมกายบริหารเพื่อลดความเมื่อยล้าในการทำงานของพนักงานประกอบชิ้นส่วนแว่นตา กรณีศึกษาแห่งหนึ่ง
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263219
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเมื่อยล้าของพนักงานประกอบแว่นตา และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับความเมื่อยล้าของพนักงานประกอบแว่นตาตามผลการใช้กิจกรรมบริหารร่างกายก่อนและหลังใช้กิจกรรม โดยประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานฝ่ายผลิตในบริษัทผลิตแว่นตา กรณีแห่งหนึ่งในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 40 คน ใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความเมื่อยล้าทางการยศาสตร์จากการทำงาน 3 ส่วน คือ แขนส่วนบน แขนส่วนล่าง และข้อมือ กิจกรรมท่าบริหารลดอาการปวดข้อมือ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปร 2 ตัว (Paired Samples : t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างให้คะแนนระดับความเมื่อยล้าส่วนข้อมือมากที่สุด คือ ความเมื่อยล้าจากการพลิกข้อมือในการจับชิ้นงานเป่าลม ก่อนทดลองได้ 197 คะแนนและหลังทดลองได้ 56 คะแนน ลดลงไป 71.57 เปอร์เซ็นต์ และความเมื่อยล้าจากการขยับข้อมือในการจับชิ้นงานเป่าลมก่อนทดลองได้ 196 คะแนน และหลังทดลอง 62 คะแนน ลดลงไป 68.36 เปอร์เซ็นต์ และพบว่า แขนส่วนล่าง มีระดับความเมื่อยล้าจากการยกแขนเป่าชิ้นงานขึ้น-ลง ก่อนทดลอง 186 คะแนน และหลังทดลอง 88 คะแนนลดลงไป 53.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแขนส่วนบนมีระดับความเมื่อยล้าจากการใช้แขนหยิบชิ้นงานก่อนทดลองได้ 175 คะแนน หลังทดลอง 113 คะแนน ลดลงไป 35.42 เปอร์เซ็นต์ด้านการทดสอบสมมติฐาน สรุปว่า ระดับความเมื่อยล้าของพนักงานทั้ง 3 ส่วน คือ แขนส่วนบน (.000) แขนส่วนล่าง (.000) และข้อมือ (.000) ก่อนและหลังใช้กิจกรรมการบริหารข้อมือ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> <strong>(</strong><strong>Keywords) </strong>: ความเมื่อยล้า , การยศาสตร์ , งานประกอบ , กิจกรรมกายบริหาร</p> <p> </p>
ณัฐชฎา พิมพาภรณ์
เดโชชัย สาพิมพ์
รัชเมธี รชตวัฒนกุล
พีรเดช จันทโสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
193
202
-
สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป “กล้วยตาก” ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามหลัก BCG Model อย่างยั่งยืน
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/journalindus/article/view/263201
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ Pain Point ของผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป “กล้วยตาก” ของวิสาหกิจชุมชนตำบลช่อระกา 2) เพื่อออกแบบตราสัญลักษณ์ (โลโก้) วิสาหกิจชุมชนตำบลช่อระกา และ 3) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรแปรรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลช่อระกา ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามหลัก BCG Model</p> <p>ผลการวิเคราะห์ (Pain Point) ของวิสาหกิจชุมชนตำบลช่อระกา ผู้ผลิตกล้วยตากบ้านม่วง ผลการวิจัยเชิงสังเคราะห์ข้อมูล พบว่า วิสาหกิจชุมชนกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญที่เชื่อมโยงกันใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านการผลิตและคุณภาพ การพึ่งพาวิธีการตากแบบดั้งเดิมทำให้ขาดความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์และการยกระดับสู่มาตรฐานสากล 2) ด้านบรรจุภัณฑ์และการนำเสนอ บรรจุภัณฑ์เดิมมีอายุการเก็บรักษาสั้น ขาดความสวยงามและเอกลักษณ์ 3) ด้านการตลาด ช่องทางจำกัดในตลาดท้องถิ่น การขาดความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ และแบรนด์ที่ไม่แข็งแกร่ง นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและพลาดโอกาสในตลาดสมัยใหม่ 4) ด้านการบริหารจัดการ การขาดระบบบัญชีและการจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งทุน 5) ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐาน การขาดการรับรองมาตรฐานที่จำเป็น (เช่น อย., GMP, HACCP) เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ช่องทางตลาดสมัยใหม่</p> <p>ผลการออกแบบตราสัญลักษณ์ (โลโก้) ผู้วิจัยได้ออกแบบตราสัญลักษณ์ที่ดึงอัตลักษณ์ของตำบลช่อระกามาเป็นองค์ประกอบหลัก ผลการประเมินคุณภาพโดยรวมอยู่ใน ระดับดีมาก (x=4.87, S.D.=0.22) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างการจดจำและสื่อถึงความเป็นชุมชนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านความโดดเด่นน่าจดจำและการสื่อสารคุณค่าของแบรนด์</p> <p>การออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามหลัก BCG Model ได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยประยุกต์ใช้หลักการ BCG Model (Bio-economy และ Green Economy) ผ่านการเลือกใช้วัสดุที่เป็น มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลการประเมินคุณภาพของบรรจุภัณฑ์โดยรวมอยู่ใน ระดับดีมาก (x=4.67) และประเด็นด้านการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับการประเมินสูงสุด (x=5.00) ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : การออกแบบบรรจุภัณฑ์, กล้วยตาก, BCG Model, สร้างมูลค่าเพิ่ม</p> <div class="host-bincmiainjofjnhchmcalkanjebghoen" style="position: relative; z-index: 2147483647;"> </div> <div class="host-lopnbnfpjmgpbppclhclehhgafnifija" style="position: relative; z-index: 2147483647;"> </div> <p> </p>
ฐิติวัสส์ กาญจนพิมาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2026-06-26
2026-06-26
11 1
203
218