https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/issue/feed
วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
2026-06-25T16:32:18+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.ธรัช อารีราษฎร์
dr.tharach@rmu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ” (Journal of Applied Information Technology) เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการและโครงงานวิจัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทความทางวิชาการ บทความวิจัยและโครงงานวิจัยที่มีคุณภาพ แสดงถึงประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎี (Theoretical Contributions) ที่นักวิจัยหรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ และประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ (Managerial Contributions) นักวิจัยหรือผู้สนใจนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์หรือต่อยอดการวิจัยที่ครอบคลุมเนื้อหาทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร เทคโนโลยีมัลติมีเดียและคอมพิวเตอร์ศึกษา การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ตลอดจนสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์ และเพื่อให้บริการวิชาการแก่สังคมในการเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ การทำวิจัยและการพัฒนาผลงานวิชาการของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ ผู้บริหาร นักศึกษา นักธุรกิจ และประชาชนผู้สนใจ ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ</p> <p>ตั้งแต่ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 เป็นต้นไป ทางวารสารได้เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาบทความเป็น 3 ท่าน (จากเดิม 2 ท่าน)</p> <p> </p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/266447
ส่วนหน้า
2026-06-25T16:28:01+07:00
<p>ส่วนหน้า</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/263270
การสืบค้นเชิงความหมายด้วยเวกเตอร์สำหรับฐานข้อมูลโครงการมหาวิทยาลัย โดยใช้ Transformer Embeddings และการค้นหา Approximate Nearest Neighbor
2026-03-31T13:26:47+07:00
สุรพล ชุ่มกลิ่น
suraphon@uru.ac.th
ภานุวัฒน์ ขันจา
phanuwat.kha@uru.ac.th
มานิตย์ พ่วงบางโพ
manit.phu@uru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากรอบการสืบค้นเชิงความหมายบนพื้นฐานเวกเตอร์สำหรับคลังข้อมูลโครงการของมหาวิทยาลัย 2) ศึกษาผลการทดลองใช้ระบบสืบค้นเชิงความหมายที่ผสานโมเดล Sentence Transformer ร่วมกับอัลกอริทึม Approximate Nearest Neighbor และ 3) ศึกษาผลการประเมินประสิทธิภาพและคุณภาพการจับคู่เชิงความหมายของระบบในบริบทข้อมูลโครงการของมหาวิทยาลัย การดำเนินการวิจัยนี้ประกอบด้วยการรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง 937 โครงการ การออกแบบโครงสร้างข้อมูล การพัฒนาแบบจำลอง และการทดสอบประสิทธิภาพของระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล และกรอบการประเมินคุณภาพการสืบค้นเชิงความหมายเพื่อใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบการสืบค้นเชิงความหมายที่พัฒนาขึ้นสามารถค้นคืนโครงการที่มีความเกี่ยวข้องเชิงบริบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเวลาตอบสนองอยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับระบบสืบค้นเชิงโต้ตอบ และสามารถแยกแยะโครงการที่เกี่ยวข้องสูงออกจากโครงการที่เกี่ยวข้องต่ำได้อย่างชัดเจน 2) การศึกษาผลการทดลองใช้ระบบสืบค้นเชิงความหมาย พบว่าการใช้ Sentence Transformer ร่วมกับดัชนี ANN (Annoy) ช่วยเพิ่มความแม่นยำของผลลัพธ์เมื่อเทียบกับการสืบค้นแบบใช้คำสำคัญ โดยเฉพาะในข้อมูลภาษาไทยที่มีความหลากหลายของถ้อยคำและเมทาดาทาไม่สมบูรณ์ และ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพระบบ พบว่าค่าตัวชี้วัด Response Level อยู่ในระดับดี สะท้อนความสามารถของระบบในการตอบสนองต่อเจตนาของผู้ใช้ และแสดงให้เห็นศักยภาพของการประยุกต์ใช้การสืบค้นเชิงความหมายเพื่อสนับสนุนการจัดการองค์ความรู้และการตัดสินใจเชิงข้อมูลในสถาบันอุดมศึกษา</p> <p> </p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/259108
การพัฒนาแอปพลิเคชันเบาใจเพื่อบริหารจัดการ การตรวจสุขภาพของผู้สูงอายุ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
2026-01-15T10:55:57+07:00
สุทิพย์ เป้งทอง
Suthip.ptohe@ubru.ac.th
ภาณุพงศ์ แพงศรี
Suthip.ptohe@ubru.ac.th
วีรวัตร คำภู
werawat.k@ubru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันเบาใจสำหรับบริหารจัดการการตรวจสุขภาพของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 2) ประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันเบาใจ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของเจ้าพนักงานสาธารณสุขที่มีต่อการใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว การพัฒนาแอปพลิเคชันดำเนินการโดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี ได้แก่ Visual Studio Code, Android Studio, XAMPP, Dart และ Flutter สำหรับการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน และเจ้าพนักงานสาธารณสุขจำนวน 17 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันเบาใจสำหรับบริหารจัดการการตรวจสุขภาพของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีได้สำเร็จ โดยแอปพลิเคชันสามารถสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูล การติดตาม และการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างเป็นระบบ 2) ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน พบว่า อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. = 0.46) แสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันมีความเหมาะสมทั้งในด้านโครงสร้างระบบ การทำงานของฟังก์ชัน และการนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของเจ้าพนักงานสาธารณสุขที่มีต่อการใช้งานแอปพลิเคชัน พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.19, S.D. = 0.54) สะท้อนให้เห็นว่าแอปพลิเคชันมีความสะดวกต่อการใช้งาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลการตรวจสุขภาพของผู้สูงอายุ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/259275
การพัฒนาสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ เรื่อง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จังหวัดนราธิวาส
2026-01-15T10:59:47+07:00
ยุพดี อินทสร
youppadee.in@skru.ac.th
ฮาฟีซ กะลูแป
Youppadee.in@skru.ac.th
สุเมธ ชาญแท้
Youppadee.in@skru.ac.th
คมกฤช เจริญ
Youppadee.in@skru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ เรื่อง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จังหวัดนราธิวาส เผยแพร่ผ่านทางแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กและยูทูปของผู้วิจัย 2) ประเมินคุณภาพของสื่อแอนิเมชัน และ <br />3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ชมที่มีต่อสื่อ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ สื่อแอนิเมชัน 2 มิติ แบบประเมินคุณภาพของสื่อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ชมที่มีต่อสื่อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>งานวิจัยมีโครงสร้าง 2 ส่วน ได้แก่ 1) ส่วนเนื้อเรื่องแอนิเมชัน นำเสนอโครงเรื่องแบบสากลและใช้โครงสร้างแบบสามองค์ในการดำเนินเรื่องผ่านตัวละครและฉาก ผสานกับการใช้มุมกล้องและการเคลื่อนที่ของกล้องในการนำเสนอ และใช้เทคนิคการสร้างแอนิเมชันตามหลักการสร้างภาพเคลื่อนไหว ทฤษฎีสีและเส้น ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปด้านกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เสียง และการตัดต่อ และ 2) ส่วนเกมประกอบสื่อ ด้วยโปรแกรมสร้างเกม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมสามารถรับชมสื่อแอนิเมชันความยาวประมาณ 12 นาที และมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อผ่านทางเกมจำนวน 2 เกมย่อย ผลประเมินคุณภาพของสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อแอนิเมชันและด้านข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 3 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผลประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่อจากการตอบแบบสอบถามของผู้ชม จำนวน 30 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/260857
แอปพลิเคชันสำหรับการหาเพื่อนออกกำลังกายบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
2026-01-29T11:12:34+07:00
วริทธิ์นันท์ ประสมทรัพย์
chonlada.pr@rmuti.ac.th
พีรวิชญ์ วรธรรมปรีชา
chonlada.pr@rmuti.ac.th
เอกลักษณ์ ฉิมจารย์
ekkalak.ch@rmuti.ac.th
ชลดา ฉิมจารย์
chonlada.pr@rmuti.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในการจัดการระบบการสร้างกลุ่มและหาเพื่อนในการออกกำลังกาย 2) ศึกษาความพึงพอใจของการใช้แอปพลิเคชันสำหรับการหาเพื่อนออกกำลังกาย การพัฒนาระบบอาศัยวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDLC) ใช้ Flutter Framework ในการพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้งาน และใช้ Firebase เป็นระบบบริหารจัดการหลังบ้าน (Backend as a Service: BaaS) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน จำนวน 200 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แอปพลิเคชันสำหรับการหาเพื่อนออกกำลังกาย และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.39, S.D. = 0.43) ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกเพื่อค้นหาเพื่อนและกลุ่มออกกำลังกายได้และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยค้นหาเพื่อนในการออกกำลังกาย</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/261156
การพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี
2026-01-15T11:02:17+07:00
ลัดดาวัลย์ จำปา
ladchampa@gmail.com
ปรวิศา โกวรรธนะกุล
pktiya@kru.ac.th
รัชดาภรณ์ บุญทรง
ratchadaporn.b@kru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามกระบวนการพัฒนาระบบ 2) ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้น และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพัฒนา (R&D) กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบและเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 5 ท่าน และกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิกกลุ่มผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 120 ราย ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบบประเมินประสิทธิภาพ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าทอกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรีที่พัฒนาขึ้นตามวงจรการพัฒนาระบบ มีฟังก์ชันการทำงานครอบคลุมทั้งการจัดการข้อมูลสินค้าการสั่งซื้อ และการชำระเงินออนไลน์ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพโดยผู้เชี่ยวชาญในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65, S.D. = 0.54) โดยเฉพาะด้านประโยชน์และการนำไปใช้ และด้านการจัดการข้อมูล และ <br />3) ผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68, S.D. = 0.51) โดยผู้ใช้งานมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านประโยชน์และการนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.78) และด้านรูปแบบและการออกแบบเว็บไซต์อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.71) ผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นว่าระบบสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง และช่วยเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดออนไลน์ให้แก่ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/262081
การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับวัดภาวะสมดุลน้ำที่มีต่อสมรรถนะการเดินป่า อุทยานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย
2026-01-15T11:03:19+07:00
คชา อุดมตะคุ
kacha_u@hotmail.com
วิเชียร วงค์วัน
wichienwongwan198@gmail.com
ปทิตตาท์ วงศ์แสงเทียน
patitta_wongsang@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอพลิเคชันสำหรับวัดภาวะสมดุลน้ำที่มีต่อสมรรถนะการเดินป่าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย 2) วิเคราะห์ตัวแปรและการตอบสนองทางร่างกายในการเดินป่าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง จังหวัดสุโขทัย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวที่เดินป่าอุทยานแห่งชาติรามคำแหง (ยอดเขาหลวง) ที่สมัครใจ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน คือ 1) กลุ่มที่ไม่สะพายกระเป๋าสัมภาระ 2) กลุ่มที่สะพายกระเป๋าสัมภาระ เครื่องมือวิจัยได้แก่ แอปพลิเคชันสำหรับวัดภาวะสมดุลน้ำ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้งานแอปพลิเคชันสำหรับวัดภาวะสมดุลน้ำ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ตัวแปรและการตอบสนองทางร่างกายระหว่างกลุ่มของเงื่อนไขการเดินป่าทั้ง 2 รูปแบบ โดยวิธีการ Independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การประเมินด้านผลิตภัณฑ์ พบว่า ความสะดวกการดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชั่น ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.36±0.52 การใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน การวางตำแหน่งข้อมูลบนหน้าจอได้เหมาะสม และแอปพลิเคชัน มีความทันสมัย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับมาก การประเมินด้านการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ฟังก์ชันการบันทึกระยะเวลาเดินป่า และการบันทึกปริมาณการดื่มน้ำ มีผลการประเมินการอยู่ในระดับมากที่สุด ขณะที่ฟังก์ชันการบันทึกข้อมูลพื้นฐานร่างกาย การบันทึกจำนวนการพัก และการแปรผลแม่นยำมีประโยชน์ต่อการรับรู้ความสมดุลของการดื่มน้ำ ผลการประเมินการอยู่ในระดับมาก ขณะที่น้ำหนักของอาสาสมัครกลุ่มสะพายกระเป๋าสัมภาระ การพัก อัตราการเต้นหัวใจ การดื่มน้ำ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับกลุ่มไม่สะพายกระเป๋าสัมภาระ (p<0.05) ในขณะที่เวลา การเดินป่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01)</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/262290
การพัฒนาระบบจัดการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์อัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งเพื่อการตรวจสอบสภาพแวดล้อมและสถานะการใช้งาน แบบเรียลไทม์
2026-01-15T11:04:56+07:00
เอกรินทร์ วาโย
ekkarin.wa@skru.ac.th
ศรายุทธ จันดุก
ransusurun1510@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบจัดการห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์อัจฉริยะโดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) สำหรับการตรวจสอบสภาพแวดล้อมและสถานะการใช้งานแบบเรียลไทม์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ระบบต้นแบบถูกพัฒนาตามกรอบแนวคิดวงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) โดยใช้เซนเซอร์ DHT22 และ BH1750 เชื่อมต่อกับบอร์ด Espressif Systems ESP32 เพื่อเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้น และความเข้มแสง ข้อมูลถูกบันทึกทุก 30 นาที และทดสอบต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน วันละ 24 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 240 ชุดข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์ความแม่นยำของเซนเซอร์และประเมินการทำงานของระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของเซนเซอร์อยู่ระหว่าง 1.18–2.28% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และระบบสามารถรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย Wi-Fi ไปยังฐานข้อมูลและแสดงผลผ่านเว็บแดชบอร์ดได้อย่างเสถียรโดยไม่พบการสูญหายของข้อมูล ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พบว่าประสิทธิภาพของระบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.73, S.D. = 0.45) ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานจำนวน 20 คน อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.68, S.D. = 0.47) สะท้อนให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห้องปฏิบัติการและประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทของสถาบันการศึกษา</p> <p> </p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/262399
ความตระหนักรู้ การยอมรับ และทัศนคติในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี: กรณีศึกษา สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
2026-01-26T10:59:39+07:00
สุขสถิต มีสถิตย์
sooksathit.m@nrru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความตระหนักรู้ในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษา และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับ และทัศนคติในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย<br />ราชภัฏนครราชสีมา จำนวน 83 คน คำนวณโดยใช้สูตรของ Cochran ร่วมกับค่าปรับแก้ประชากรอันตะ (Finite Population Correction) ณ ระดับความเชื่อมั่น 95% และใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบอาสาสมัคร (Voluntary Sampling) ผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ คือ แบบสอบถามความตระหนักรู้ การยอมรับ และทัศนคติในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ของนักศึกษา สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้งานปัญญาประดิษฐ์มากกว่า 1 ปี และใช้งานเป็นประจำทุกสัปดาห์ แหล่งข้อมูลที่ทำให้นักศึกษารู้จักปัญญาประดิษฐ์ มาจากสื่อสังคมออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้มากที่สุดคือ เครื่องมือสนทนาเชิงปัญญาประดิษฐ์ เช่น ChatGPT หรือ Gemini โดยการค้นคว้าข้อมูลเป็นกิจกรรมที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์มากที่สุด ทั้งนี้ยิ่งนักศึกษาใช้งานปัญญาประดิษฐ์นานก็มีแนวโน้มจะใช้งานบ่อยขึ้น ขณะที่ระยะเวลาการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ไม่มีความแตกต่างระหว่างนักศึกษาแต่ละชั้นปี 2) นักศึกษามีทัศนคติในเชิงบวกต่อการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.18) แสดงว่า ยอมรับในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ การรับรู้ถึงประโยชน์ของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.29) แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางลบของปัญญาประดิษฐ์ เช่น ความน่าเชื่อถือ และการลอกเลียนผลงาน และ 3) นักศึกษามีแนวโน้มเชิงบวกต่อการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.07) แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความคาดหวังในการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีความต้องการเรียนเกี่ยวกับเครื่องปัญญาประดิษฐ์ใหม่ ๆ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สูงสุดคือ อิทธิพลทางสังคม </p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/262783
การพัฒนาระบบจัดเก็บและแสดงผลข้อมูลนักศึกษา (Dashboard) เพื่อช่วยในการตัดสินใจในการบริหารหลักสูตร กรณีศึกษา : หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
2026-01-29T11:08:16+07:00
วิภาส วิกรมสกุลวงศ์
wipas@rmutt.ac.th
กิตติ จุ้ยกำจร
kitti_j@rmutt.ac.th
สิริพร อั้งโสภา
siriporn_a@rmutt.ac.th
อัครวุฒิ ปรมะปุญญา
Akkrawuthi@rmutt.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบแสดงผลข้อมูล (Dashboard) และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้ระบบ การดำเนินการวิจัยประยุกต์ใช้วงจรการพัฒนาระบบ (SDLC) โดยใช้โปรแกรม Looker Studio <br />เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาระบบ และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จำนวน 7 คน ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นจำแนกออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการออกแบบ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และด้านการแสดงผลข้อมูล ผลการประเมินด้านการออกแบบอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.43, S.D. = 0.53) โดยผู้ใช้ให้ความสำคัญกับความง่ายในการใช้งานสำหรับผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญและการใช้สีช่วยเน้นข้อมูลสำคัญ ขณะที่การแสดงผลบนอุปกรณ์หลากหลาย เช่น สมาร์ทโฟน ยังพบข้อจำกัด ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.42, S.D. = 0.63) โดยข้อมูลที่นำเสนอมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงลึกยังต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อความยืดหยุ่นมากขึ้น ด้านการแสดงผลข้อมูลได้รับการประเมินในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D. = 0.60) โดยผู้ใช้เห็นว่าการเลือกใช้กราฟและฟังก์ชันโต้ตอบช่วยให้สำรวจข้อมูลได้ง่าย แต่ประสิทธิภาพในการดึงข้อมูลยังต้องพัฒนา โดยสรุป ระบบแสดงผลข้อมูลนี้สามารถสนับสนุนการวิเคราะห์และตัดสินใจของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งสะท้อนจุดที่ควรพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต </p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/263858
การพัฒนาชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอทีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน
2026-03-31T13:29:28+07:00
จีรศักดิ์ พุ่มเจริญ
jeerasak.ph@rmutsb.ac.th
อัชฌชญา พุ่มเจริญ
artchachaya.ph@rmutsb.ac.th
ธนวัฒน์ พงษ์สุวรรณ
tanawat.p@rmutsb.ac.th
สิทธิกร มังคลา
sitthikorn.m@rmutsb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอที 2) หาประสิทธิภาพของชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอที และ 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและเศรษฐกิจดิจิทัล จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดฝึกปฏิบัติที่ใช้บอร์ด ESP8266 เซนเซอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ทำงานร่วมกันในการพัฒนาชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอที ซึ่งสอดคล้องเนื้อหารายวิชา Internet of Things กับใบงานปฏิบัติ 13 ใบงาน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่พัฒนาขึ้น ผลการทดสอบประสิทธิภาพชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอทีตามใบงานได้ผลลัพธ์ชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอที ที่มีประสิทธิภาพร้อยละ 98.46 แสดงให้เห็นว่ามีความถูกต้องของผลลัพธ์การทำงานที่ดี การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอที พบว่า ผลการวิเคราะห์คะแนนหลังเรียนของกลุ่มใช้ชุดฝึกทดลอง คิดเป็นค่าเฉลี่ยคะแนนสอบหลังเรียนกลุ่มการเรียนแบบปกติและคะแนนสอบหลังเรียนกลุ่มการเรียนแบบใช้ชุดฝึกปฏิบัติระบบไอโอทีเป็นร้อยละ (E1/E2) = 88.50/81.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และผู้เรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.61 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 โดยมีความพึงพอใจระดับ มากที่สุด ในด้านการพัฒนาทักษะการต่อวงจรและเขียนโค้ด</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/263892
การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก เรื่อง “บึงพลาญชัย”
2026-04-30T10:25:35+07:00
ธวัชชัย สหพงษ์
thawatchai.s@rmu.ac.th
ปิยศักดิ์ ถีอาสนา
piyasak.t@rmu.ac.th
ธารีชล ดงสงคราม
Thareechon@rmu.ac.th
นฤมล สธนเสาวภาคย์
Narumol.in@rmu.ac.th
บัณฑิต สุวรรณโท
bundit.su@rmu.ac.th
ศศิธา อุดรลาย
udonsasithon7@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาสื่อโมชันกราฟิก เรื่อง “บึงพลาญชัย” 2) เพื่อศึกษาคุณภาพของสื่อที่พัฒนาขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อสื่อดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 3 คน เพื่อประเมินคุณภาพของสื่อ และนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชัน จำนวน 30 คน เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อสื่อ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สื่อโมชันกราฟิก เรื่อง “บึงพลาญชัย” 2) แบบประเมินคุณภาพ และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการสังเคราะห์องค์ประกอบของสื่อโมชันกราฟิกสามารถจำแนกได้ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านแนวคิดและเนื้อหา ด้านการออกแบบภาพและกราฟิก ด้านการเคลื่อนไหว และด้านเสียงและดนตรีประกอบ โดยสื่อที่พัฒนาขึ้นมีความยาว 4.45 นาที มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด ผ่านการประยุกต์ใช้โมเดลสามมิติในการนำเสนอเนื้อหา 2) ผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.53, S.D. = 0.51) และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.21, S.D. = 0.77) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าสื่อโมชันกราฟิกสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารและส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นในบริบทสังคมดิจิทัล</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/263241
การพัฒนาและประเมินแอปพลิเคชันมือถือวางแผนท่องเที่ยวอัจฉริยะด้วย Route Optimization และบริการตามตำแหน่งเรียลไทม์
2026-05-26T10:48:29+07:00
วาฤทธิ์ กันแก้ว
varit.k@rmutsb.ac.th
ประเทือง วงษ์ทอง
pratuang.w@rmutsb.ac.th
ยุวดี โฉมแดง
yuwadee.c@rmutsb.ac.th
<p>จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก มักเกิดปัญหาการเดินทางวกวนและไม่เป็นลำดับ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวสูญเสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การพัฒนาระบบวางแผนเส้นทางอัจฉริยะบนอุปกรณ์เคลื่อนที่จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันมือถือสำหรับการวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวอัจฉริยะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยใช้อัลกอริทึมเพื่อนบ้านที่ใกล้สุดร่วมกับบริการตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ 2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติในการลดระยะทาง เวลาเดินทาง และจำนวนการข้ามเส้นทาง และ 3) ศึกษาความพึงพอใจและการยอมรับเทคโนโลยีของผู้ใช้ตามแบบจำลอง TAM แอปพลิเคชันที่พัฒนาด้วยเฟรมเวิร์กฟลัตเตอร์ประกอบด้วยฟีเจอร์หลักด้านการวางแผนการเดินทาง การสำรวจสถานที่ และการแสดงผลบนแผนที่ โดยการทำงานร่วมกับ Google Places API และ Distance Matrix API เพื่อสนับสนุนการจัดลำดับเส้นทางอัตโนมัติบนอุปกรณ์เคลื่อนที่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การทดลองกับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้สมาร์ตโฟนจำนวน 100 คนซึ่งคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ที่วางแผนการเดินทางจำนวน 5 สถานที่โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired t-test พบว่า ระบบวางแผนเส้นทางอัตโนมัติสามารถลดระยะทางการเดินทางได้ร้อยละ 28.5 (t = 14.82, p < .001) ลดเวลาเดินทางได้ร้อยละ 31.2 (t = 16.37, p < .001) และลดจำนวนการข้ามเส้นทางได้ร้อยละ 82.9 (t = 21.54, p < .001) เมื่อเทียบกับการวางแผนด้วยตนเอง โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวชี้วัด นอกจากนี้ ผลการประเมินความพึงพอใจและการยอมรับเทคโนโลยีพบว่าผู้ใช้มีความพึงพอใจโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.51) และระดับการยอมรับเทคโนโลยีโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.51) อยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความเป็นประโยชน์ที่รับรู้ (PU: <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.63) และความตั้งใจในการใช้งาน (BI: <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.57) ซึ่งแสดงว่าแอปพลิเคชันสามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพและประสบการณ์การวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/262087
การพัฒนาเว็บไซต์วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยาเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานเว็บไซต์หน่วยงานของมหาวิทยาลัยพะเยา
2026-03-31T09:24:37+07:00
ภานุพงศ์ มูลจันทร์ต๊ะ
phanuphong.mo@up.ac.th
กฤษณะ สมควร
kritsana@crru.ac.th
ธิดาวัลย์ อุ่นกอง
thidawan.un@up.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาเว็บไซต์วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยาให้เป็นไปตามมาตรฐานเว็บไซต์ของหน่วยงานของมหาวิทยาลัยพะเยา และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานเว็บไซต์ของวิทยาเขตเชียงรายมหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ บุคลากร นิสิต และบุคคลภายนอก รวม 90 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินความสอดคล้อง และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาเว็บไซต์วิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานเว็บไซต์หน่วยงานของมหาวิทยาลัยพะเยาทั้ง 4 ด้าน การประเมินความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 2.93 จากเกณฑ์ 3.00, S.D. = 0.12) และ 2) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานเว็บไซต์ของวิทยาเขตเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.58) โดยด้านข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลบริการของหน่วยงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/266448
ส่วนท้าย
2026-06-25T16:32:18+07:00
<p>ส่วนท้าย</p>
2026-06-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/project-journal/article/view/258695
ปัญญาประดิษฐ์กับการดูแลสุขภาพช่องปาก
2026-01-15T10:55:13+07:00
อานันท์ จักรอิศราพงศ์
chopinconcerto@gmail.com
<p>ปัญญาประดิษฐ์ได้รับการพัฒนาและนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์และทันตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ภาพรังสี การวินิจฉัยโรค การวางแผนการรักษา และระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก เทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพในการเพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยโรคช่องปาก เช่น ฟันผุโรคปริทันต์ และรอยโรคบริเวณปลายรากฟัน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางทันตกรรมและลดความแปรปรวนในการแปลผลภาพรังสีระหว่างผู้ตรวจ</p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานทันตกรรม รวมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพ ข้อจำกัด และความท้าทายของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการดูแลสุขภาพช่องปาก โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมแบบบรรยาย (Narrative Literature Review) จากฐานข้อมูล PubMed, Scopus และ Google Scholar บทความที่นำมาวิเคราะห์จำกัดเฉพาะงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2562–2568 ขณะที่งานวิจัยสำคัญก่อนปี พ.ศ. 2562 ถูกนำมาใช้อธิบายเป็นข้อมูลพื้นฐานในบทนำ</p> <p>ผลการทบทวนพบว่า เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะโครงข่ายประสาทเทียมแบบ Convolutional Neural Network (CNN) ถูกนำมาใช้มากที่สุดในการวิเคราะห์ภาพรังสีทางทันตกรรม และสามารถช่วยตรวจจับความผิดปกติทางทันตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ AI ยังมีข้อจำกัด เช่น ความหลากหลายของชุดข้อมูล ความโปร่งใสของอัลกอริทึม และประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ป่วย ดังนั้น การพัฒนาในอนาคตควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ การทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมทางคลินิกจริง และการกำหนดแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ AI ในทางคลินิกจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านจริยธรรมและกฎหมาย โดยเฉพาะการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย และความรับผิดทางวิชาชีพ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"