https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/issue/feed วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2026-06-27T11:53:39+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิริเดช กุลหิรัญบวร itepsru_journal@psru.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวารสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทรรศน์ ที่มีคุณภาพโดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำเสนอแนวคิด นวัตกรรม และผลงานวิจัยใหม่ทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวข้องกับงานวิจัยในสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โลจิสติกส์ ไฟฟ้ากำลัง เครื่องกล โยธา อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหการ การผลิต การจัดการและโลจิสติกส์ เป็นต้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรมเซรามิกส์ ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และครุศาสตร์อุตสาหกรรม อีกทั้งยังรวมถึงงานวิจัยที่มีการบูรณาการศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในสาขาอื่น ๆ</p> https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/264735 การจัดทำข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยโปรแกรม SAP2000 2026-04-12T13:04:07+07:00 ชเนษฎา จรัสรัศมี chanesda2001@gmail.com ณวพล ทองมาก meancty789@gmail.com ณัฎฐพล สุจริต nattaapon_ce@hotmail.com <p> งานวิจัยนี้ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการจัดทำข้อมูลเบื้องต้น (Input data) ที่มีความสำคัญต่อความถูกต้องในการวิเคราะห์โครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยโปรแกรม SAP2000 โดยทำการเปรียบเทียบผลลัพธ์จากการจำลองโครงสร้างอาคารกรณีศึกษาภายใต้เงื่อนไขการกำหนดค่าที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่าการกำหนดคุณสมบัติวัสดุและเงื่อนไขจุดรองรับ (Boundary conditions) ตามมาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) อย่างเคร่งครัด ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของค่าการเสียรูป (Displacement) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาจุดรองรับแบบยึดแน่น (Fixed support) แทนจุดรองรับแบบจุดหมุน (Pinned support) ในโครงสร้างฐานราก นอกจากนี้ งานวิจัยได้ระบุข้อค้นพบสำคัญในการตั้งค่า Load combinations ตามมาตรฐาน ASCE/วสท. ซึ่งหากผู้ใช้งานขาดความเข้าใจในหลักการถ่ายน้ำหนัก (Load path) อาจทำให้ผลการวิเคราะห์แรงภายใน (Internal forces) ผิดพลาดได้ โดยองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อผิดพลาดเชิงเทคนิคในการใช้ซอฟต์แวร์ แต่ยังเป็นแนวทางมาตรฐานในการเตรียมข้อมูลนำเข้าเพื่อความปลอดภัยและความประหยัดในการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมโยธา</p> 2026-05-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266009 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเวลาเข้าปฏิบัติงาน ของบุคลากรในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก 2026-06-20T12:33:36+07:00 พรธิรา ไชยสวัสดิ์ prissana@plu.ac.th ปริศนา สุขศิริ prissana@plu.ac.th วิชิระ วีระพลิน prissana@plu.ac.th สุรางค์ คงหมื่นรักษ์ prissana@plu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเวลาเข้าปฏิบัติงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก และ (2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบในด้านความถูกต้อง ความรวดเร็ว ความปลอดภัยของข้อมูล การรายงานผล และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน โดยจุดเด่นของระบบคือการพัฒนาระบบบันทึกเวลาเข้าปฏิบัติงานบนเทคโนโลยีเว็บร่วมกับการยืนยันตัวตนด้วยรหัสบุคลากร การบันทึกภาพประกอบการลงเวลา และการจัดเก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลที่สามารถแสดงผลแบบเรียลไทม์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 65 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบสามารถทำงานได้ครบถ้วนตามข้อกำหนดที่ออกแบบไว้และมีการตอบสนองอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.42, S.D. = 0.57) โดยด้านความรวดเร็วของระบบมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความถูกต้อง ด้านการรายงานผล และด้านความปลอดภัยของข้อมูล ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.37, S.D. = 0.60) สรุปได้ว่าระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับการบันทึกเวลา การจัดเก็บและค้นหาข้อมูล การรายงานผลแบบเรียลไทม์ และสนับสนุนการบริหารจัดการเวลาเข้าปฏิบัติงานของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266010 การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก 2026-06-20T12:12:28+07:00 กิตติพงศ์ อุ่นแก้ว marisak@plu.ac.th มาริสา กัณฑาทรัพย์ marisak@plu.ac.th ธมนวรรณ บุญไทย marisak@plu.ac.th ฤทธิรงค์ แสงสร้อย marisak@plu.ac.th ปรกฤษฎิ์ สายหัสดี marisak@plu.ac.th <p> การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษา และ (2) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อประสิทธิภาพของระบบ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and development: R&amp;D) โดยดำเนินการตามกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ จุดเด่นของงานวิจัยคือการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลกิจกรรมนักศึกษาแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และสนับสนุนการติดตามข้อมูลของผู้ใช้งาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 104 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความถูกต้อง และอำนวยความสะดวกในการบันทึก ตรวจสอบ และติดตามข้อมูลกิจกรรมของนักศึกษาและผู้ดูแลระบบ ระบบสามารถทำงานได้ถูกต้องตามฟังก์ชันหลัก และสนับสนุนการแสดงผลข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20, S.D. = 0.58) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความถูกต้องของข้อมูล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25) รองลงมาคือ ด้านความพึงพอใจโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.22) และด้านความง่ายในการใช้งาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20) ตามลำดับ ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าระบบมีความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาได้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-08-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266188 การประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอน ในการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง 2026-06-27T11:53:39+07:00 นิติกร หลีชัย nitikornleechai@gmail.com สายสัมพันธ์ ซุ้นเจริญ saisumpans@nu.ac.th กล้า วารีพิทักษ์ kla.wa@rmutl.ac.th <p>การเพิ่มประสิทธิภาพของวิธีเมต้าฮิวริสติกส์สามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญที่นิยมใช้คือการกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอน เป็นวิธีเมต้าฮิวริสติกส์ที่มีพารามิเตอร์หลักเพียงสองตัว ดังนั้น การกำหนดค่าพารามิเตอร์ดังกล่าวให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพของคำตอบและประสิทธิภาพของกระบวนการค้นหา<br>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันโดยประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนสำหรับการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง และ 2) สืบหารูปแบบการตั้งค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของวิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนสำหรับการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง กระบวนการวิจัยเริ่มจากการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนสำหรับการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง และดำเนินการออกแบบการทดลองเพื่อวิเคราะห์ผลการทำงานของวิธีการ โดยใช้ชุดปัญหาเทียบเคียงจำนวน 5 ขนาด เพื่อกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม<br>ผลการวิจัยพบว่าแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนในการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยรูปแบบการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุดที่ได้จากการวิเคราะห์ผลการทดลองทางสถิติ นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังสามารถรองรับโจทย์ปัญหาที่มีขนาดแตกต่างกันได้ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าวิธีการแก้ไขปัญาดังกล่าวสามารถประยุกต์สร้างเครื่องมือแก้ไขปัญหาการจัดเส้นทางขนส่งได้</p> 2026-08-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม