https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/issue/feed
วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2025-12-22T16:50:58+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิริเดช กุลหิรัญบวร
itepsru_journal@psru.ac.th
Open Journal Systems
<p> วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวารสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทรรศน์ ที่มีคุณภาพโดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำเสนอแนวคิด นวัตกรรม และผลงานวิจัยใหม่ทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวข้องกับงานวิจัยในสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โลจิสติกส์ ไฟฟ้ากำลัง เครื่องกล โยธา อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหการ การผลิต การจัดการและโลจิสติกส์ เป็นต้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรมเซรามิกส์ ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และครุศาสตร์อุตสาหกรรม อีกทั้งยังรวมถึงงานวิจัยที่มีการบูรณาการศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในสาขาอื่นๆ</p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/261034
การพัฒนาระบบผลิตถ่านอัดแท่งจากชีวมวลไม้ยางพาราและยูคาลิปตัส
2025-09-15T14:12:10+07:00
กรณ์ สิทธิประภาพร
korn.sit@rmutto.ac.th
กมลวรรณ จิตจักร
korn.sit@rmutto.ac.th
ศรีมา แจ้คำ
korn.sit@rmutto.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบผลิตถ่านอัดแท่งชีวมวล รวมถึงการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น จากการการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในกิจการประเภทการเผาถ่านและสะสมถ่านจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และใช้ข้อมูลศักยภาพชีวมวลจากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานทดแทนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการใช้เศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 2 ชนิดประกอบด้วยเศษไม้ยางพาราและเศษไม้ยูคาลิปตัส ถ่านอัดแท่งที่ได้นำมาประเมินคุณภาพทั้งทางกายภาพ ความชื้นและค่าความร้อนตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ถ่านอัดแท่ง ระบบผลิตถ่านอัดแท่งที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย เครื่องบดย่อย เครื่องผสม และเครื่องอัดแท่งถ่านแบบเกลียวเย็น พร้อมหน่วยตัดอัตโนมัติ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 แรงม้า ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าและอุปกรณ์ป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นที่เครื่องบดย่อยและเครื่องผสม ผลการการทดสอบคุณสมบัติของถ่านอัดแท่งด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบโดยประมาณ (Proximate Analysis) ตามมาตรฐาน ASTM D 7582, D 5373 และ D 5865 พบว่า ถ่านอัดแท่งจากไม้ยูคาลิปตัสมีความชื้นร้อยละ 5.82 และให้ค่าความร้อน (LHV) 6,750 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ส่วนถ่านจากไม้ยางพารามีความชื้นร้อยละ 5.71 และให้ค่าความร้อน 6,760 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ซึ่งค่าทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผลการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานของถ่านอัดแท่งเฉลี่ยร้อยละ 33.12 สำหรับถ่านจากไม้ยูคาลิปตัส และร้อยละ 33.73 สำหรับถ่านจากไม้ยางพารา ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นผงถ่านได้และมีศักยภาพในการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์</p>
2025-10-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/261753
การหาสมรรถนะของเหล็กเกรดอุตสาหกรรมสำหรับงานบำรุงรักษาโดยใช้การออกแบบการทดลองเชิงแฟกทอเรียล
2025-11-19T15:49:35+07:00
อดุลย์ พุกอินทร์
Adun999@gmail.com
ธนาพล กันยา
Adun999@gmail.com
ประจิม มูลแสน
Adun999@gmail.com
ดนัย สุกกล่ำ
Adun999@gmail.com
นิมิต อยู่เป็นสุข
Adun999@gmail.com
ปรีชา ภู่สมบัติขจร
Adun999@gmail.com
ชัชพล เกษวิริยะกิจ
Adun999@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเหล็กเกรดอุตสาหกรรมทั่วไปสำหรับงานบำรุงรักษา ที่มีการใช้เหล็กกลุ่มนี้ในการขึ้นรูปและเพิ่มคุณสมบัติ โดยออกแบบการทดลองเชิงแฟกทอเรียลและวิเคราะห์ความแข็งของเหล็กเกรด S45C, SS400 และ SCM440 ก่อนและหลังการอบชุบ และวิเคราะห์ความแปรปรวนด้วยวิธี ANOVA แบบทางเดียวและสองทาง ผลการวิเคราะห์ก่อนการอบชุบ พบว่า ค่าเฉลี่ยความแข็งของเหล็กทั้ง 3 เกรด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ค่า F = 784.06 > F ตาราง = 3.28) หลังการอบชุบตามแผนการทดลองเชิงแฟกทอเรียลแบบ 2<sup>2</sup> การวิเคราะห์ ANOVA แบบสองทางชี้ว่า ค่าความแข็งของเหล็กแต่ละเกรดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และชนิดของสารจุ่มชุบ (น้ำหรือน้ำมัน) ส่งผลต่อความแข็งอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 โดยพบว่า การชุบแข็งด้วยน้ำที่อุณหภูมิ 750–850 องศาเซลเซียสให้ค่าความแข็งสูงสุด ได้แก่ S45C 72 HB, SS400 81 HB และ SCM440 88 HB ขณะที่การใช้น้ำมันให้ค่าความแข็งต่ำกว่า ได้แก่ S45C 61 HB, SS400 75 HB, SCM440 69 HB ผลการวิจัยจึงชี้ให้เห็นว่า การเลือกชนิดสารจุ่มชุบมีผลโดยตรงต่อคุณสมบัติทางกลของเหล็ก และการใช้น้ำสามารถเพิ่มความแข็งได้มากกว่าน้ำมัน ข้อมูลนี้ถูกนำเสนอแก่ 3 บริษัทที่ใช้เหล็กอุตสาหกรรมในการซ่อมบำรุง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับงานและสภาพการใช้งานของเหล็กอุตสาหกรรมนี้</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/261748
การหาปริมาณคำสั่งซื้อวัตถุดิบที่เหมาะสมสำหรับร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มกรณีศึกษา ABC จังหวัดพิษณุโลก
2025-12-02T14:45:04+07:00
กล้า วารีพิทักษ์
nattaporn.t@psru.ac.th
ทวีศักดิ์ ศรีชัยภูมิ
nattaporn.t@psru.ac.th
ภูริพัฒน์ อ่ำขำ
nattaporn.t@psru.ac.th
ณัฐพร ตั้งเจริญชัย
nattaporn.t@psru.ac.th
<p> ร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มกรณีศึกษา ABC เผชิญกับปัญหาในการสั่งซื้อและจัดเก็บวัตถุดิบ เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ใช้ในการประกอบอาหารและเครื่องดื่มมีระยะเวลาในการเก็บรักษาไม่เท่ากัน ด้วยกระบวนการสั่งซื้อเดิมอาศัยเพียงการคาดการณ์จากประสบการณ์ของผู้สั่งซื้อ ส่งผลให้มีการสั่งซื้อถี่เกินไป และเกิดการกักตุนวัตถุดิบมากเกินความจำเป็น หรือในบางช่วงมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ก่อให้เกิดความสูญเสีย ดังนั้น การพัฒนาแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของวัตถุดิบ เพื่อกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ (Reorder point: ROP) และคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด (Economic order quantity: EOQ) สำหรับร้านค้าขายอาหารและเครื่องดื่มกรณีศึกษา เพื่อวางแผนการสั่งซื้อที่เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง โดยเปรียบเทียบต้นทุนการจัดการวัตถุดิบรวมที่เกิดขึ้นจริงของกิจการเปรียบเทียบกับแผนการจัดการวัตถุดิบด้วยการคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด จากผลการวิเคราะห์พบว่าสามารถกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ที่เหมาะสมให้กับร้านค้ากรณีศึกษาได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่ร้านเดิมไม่มีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจสั่งซื้อวัตถุดิบ ผลการวิเคราะห์ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด พบว่า วัตถุดิบทั้งประเภทอาหารและเครื่องดื่มควรลดความถี่ในการสั่งซื้อและสั่งครั้งละปริมาณมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนรวมในการจัดการวัตถุดิบ ผลการศึกษาพบว่าการใช้ทฤษฎีการหาจุดสั่งซื้อใหม่และปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด ในการวางแผนกำหนดปริมาณวัตถุดิบและจำนวนการสั่งซื้อต่อปีส่งผลให้ต้นทุนรวมในการจัดการวัตถุดิบการดำเนินธุรกิจลดลงได้</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/261733
รูปแบบแนวทางการพัฒนาชุมชนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบรวมศูนย์ กรณีศึกษา: ชุมชนบ้านร่มเกล้า จังหวัดพิษณุโลก
2025-11-01T08:57:13+07:00
จิราภรณ์ น้อยพันธ์
kantaphon_engineer@hotmail.com
ภาสกร นันทเตชสีสกุล
kantaphon_engineer@hotmail.com
สุชาติ หิรัญงาม
kantaphon_engineer@hotmail.com
สุรเชษฐ์ มิตสานนท์
teachneering@gmail.com
กันตภณ โล่นพันธ์
kantaphon.l@psru.ac.th
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างรูปแบบแนวทางการพัฒนาชุมชนไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์แบบรวมศูนย์ กรณีศึกษา : ชุมชนบ้านร่มเกล้า ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยพิจารณาจากบริบทชุมชน ลักษณะทางกายภาพของที่ตั้งชุมชน จำนวนครัวเรือน ความต้องการการใช้พลังงานในครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ จากแหล่งข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อสอบถามในชุมชนบ้านร่มเกล้าที่มีประชากรจำนวน 183 คน จำนวนครัวเรือน 60 ครัวเรือน ด้วยความต้องการใช้พลังงานประมาณ 4 – 4.5 หน่วยต่อวันต่อครัวเรือน จากนั้นใช้โปรแกรม PVsyst ในการจำลองระบบเซลล์แสงอาทิตย์แบบออฟกริดจึงใช้กำลังการติดตั้งที่ขนาด 74.8 กิโลวัตต์ มีระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าขนาด 299 กิโลวัตต์ชั่วโมง อินเวอร์เตอร์ขนาด 50 กิโลวัตต์ โดยผลการจำลองระบบการผลิตมีประสิทธิภาพ 74.81%</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/261727
การออกแบบและพัฒนาเครื่องอบแห้งข้าวเปลือกแบบท่อหมุนระบบอัจฉริยะที่ใช้พลังงานร่วมจากแก๊สซิไฟเออร์แกลบและชีวมวลอัดเม็ด
2025-11-06T10:22:22+07:00
ภิญโญ ชุมมณี
pinyo.c@nsru.ac.th
<p> การศึกษานี้มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาเครื่องอบแห้งข้าวเปลือกแบบท่อหมุนระบบอัจฉริยะที่ใช้พลังงานร่วมจากแก๊สซิไฟเออร์แกลบและชีวมวลอัดเม็ด สำหรับกระบวนการอบแห้งแบบต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและยกระดับคุณภาพผลผลิตข้าวเปลือก ทั้งนี้เลือกโรงสีชุมชนเป็นพื้นที่กรณีศึกษา เครื่องอบแห้งที่พัฒนาขึ้นมีกำลังการผลิต 500 kg/hour และสามารถควบคุมอุณหภูมิรวมถึงความชื้นของอากาศร้อนได้อย่างแม่นยำผ่านชุดเซนเซอร์และไมโครคอนโทรลเลอร์ ช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากการควบคุมด้วยแรงงานคน การทดสอบภาคสนามใช้ข้าวเปลือกที่มีความชื้นเริ่มต้นเฉลี่ยอยู่ในช่วง 25–28% มาตรฐานฐานเปียก (% w.b.) โดยกำหนดอุณหภูมิการอบที่ระดับ 70, 80, 90 และ 100 องศาเซลเซียส และปรับอัตราการไหลของลมร้อนให้อยู่ระหว่าง 50 m<sup>3</sup>/min ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าเครื่องอบแห้งสามารถลดความชื้นของข้าวเปลือกลงสู่ระดับมาตรฐาน 14–15% w.b. ภายในระยะเวลา 5–6 hour ให้ประสิทธิภาพการอบแห้งเฉลี่ยอยู่ที่ 85–88% และมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงแกลบและชีวมวลอัดเม็ด เฉลี่ย 0.138, 0.117, 0.0984 และ 0.0888 kg/kg ข้าวเปลือก เมื่อเปรียบเทียบกับการอบแห้งที่ใช้เชื้อเพลิง LPG และการควบคุมแบบใช้แรงงานคน พบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถลดต้นทุนพลังงานได้ประมาณร้อยละ 18–22 อีกทั้งยังลดความผันผวนของอุณหภูมิในกระบวนการอบ ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตดีกว่าอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์พบว่าอุณหภูมิการอบที่เหมาะสมที่สุดคือ 90 ºC ซึ่งให้สมดุลที่เหมาะสมระหว่างเวลาอบแห้ง การใช้พลังงาน และคุณภาพของข้าว โดยสามารถเพิ่มสัดส่วนข้าวต้นได้เฉลี่ย 3–4% และลดการแตกร้าวของเมล็ดข้าวเมื่อเทียบกับวิธีการอบแห้งแบบดั้งเดิม</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/261085
ผลของคอปเปอร์ออกไซด์และทินออกไซด์ต่อลักษณะที่ปรากฏของเคลือบเซรามิกส์ที่เผาที่อุณหภูมิ 1230 องศาเซลเซียส
2025-11-28T14:24:08+07:00
จุมพฏ พงศ์ศักดิ์ศรี
jumpot_ph@psru.ac.th
รังสิวุฒิ อ่อนดี
jumpot_ph@psru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของคอปเปอร์ออกไซด์และทินออกไซด์ที่ส่งผลต่อการปรากฏสี และลักษณะที่ปรากฏของเคลือบเซรามิกส์ โดยกำหนดเคลือบพื้นฐานที่มีส่วนผสมของ เฟลด์สปาร์ โดโลไมท์ แคลเซียมคาร์บอเนต ดินขาว ควอตซ์ และใช้คอปเปอร์ออกไซด์ ทินออกไซด์เป็นสารเพิ่มเติมแบบเจาะจง ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 6 จำนวน 11 ส่วนผสม เผาที่อุณหภูมิ 1230 องศาเซลเซียส บรรยากาศแบบออกซิเดชั่น ผลการวิจัยพบว่า เคลือบเซรามิกส์ที่มีความเหมาะสม มีค่า Gloss Unit เฉลี่ยอยู่ที่ 79.22 สูตรส่วนผสมประกอบด้วย หินฟันม้า ร้อยละ 45 โดโลไมท์ ร้อยละ 7.5 แคลเซียมคาร์บอเนต ร้อยละ 10 ดินขาว ร้อยละ 7.5 และหินเขี้ยวหนุมาน ร้อยละ 30 โดยสามารถใช้สารเพิ่มเติมในส่วนผสมของสูตรเคลือบเซรามิกส์ โดยใช้ออกไซด์ 2 ชนิด ได้แก่ 1) คอปเปอร์ออกไซด์ ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 6 และ 2) ทินออกไซด์ ร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 6 การเกิดสีของเคลือบเซรามิกส์ สามารถแบ่งเป็นช่วงได้ 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 สูตรที่ 1–3 ได้สีโทนอ่อน เขียวอมเทา–ฟ้า ช่วงที่ 2 สูตรที่ 4–6 สีเริ่มเข้มขึ้นเป็นเขียวอมเทาเข้ม และช่วงที่ 3 สูตรที่ 7–16 ได้สีเขียวเข้มถึงเขียวอมดำ โดยผลการวิจัยนี้ให้ข้อค้นพบที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเคลือบเซรามิกส์ และเป็นทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมเซรามิกส์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางในการใช้ออกไซด์ให้สีแทนสีสำเร็จรูป</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/262567
การพัฒนาตัวควบคุมพีไอและพีไอดีบนอีเอสพี 32 สำหรับการควบคุมความเร็วมอเตอร์เหนี่ยวนำสามเฟสด้วยอินเวอร์เตอร์ร่วมกับตัวกรองคาลมาน
2025-12-03T08:48:38+07:00
ภูมิพัฒน์ ก๋าคำ
phumiphat@techno.rru.ac.th
ชัชวาล มงคล
mchatchawarn@gmail.com
จักรพันธ์ ปิ่นทอง
jakaphan@techno.rru.ac.th
เสกสรรค์ สุชัยพร
seksan.suc@rru.ac.th
<p> ระบบปรับความเร็วรอบมอเตอร์เหนี่ยวนำสามเฟสด้วยอินเวอร์เตอร์ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรม ระบบควบคุมความเร็วนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสายพานลำเลียง ช่วยให้สามารถควบคุมและจัดการวัสดุได้อย่างแม่นยำ ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน และสามารถปรับสายการผลิตที่แตกต่างกันให้ทำงานร่วมกันได้ สำหรับงานบางประเภทต้องการความแม่นยำในการควบคุมและรักษาระดับความเร็วรอบ เช่น ระบบสายพานลำเลียง ระบบสูบน้ำ เครื่องมือกลสำหรับการผลิต พัดลมและเครื่องเป่าลม บทความวิจัยนี้นำเสนอระบบควบคุมแบบป้อนกลับที่พัฒนาบนไมโครคอนโทรลเลอร์ อีเอสพี 32 ให้ทำงานร่วมกับอินเวอร์เตอร์สำหรับควบคุมความเร็วมอเตอร์เหนี่ยวนำสามเฟส พารามิเตอร์ของตัวควบคุมพีไอและพีไอดีถูกออกแบบด้วยวิธีซีเกลอร์-นิโคลส์ ตัวกรองแบบผ่านความถี่ต่ำและอนุกรมตัวกรองแบบผ่านความถี่ต่ำกับตัวกรองแบบคาลมานถูกนำมาใช้กรองสัญญาณรบกวนการวัดความเร็วรอบ ความเร็วรอบที่เพลามอเตอร์จะถูกวัดโดยตรงด้วยเอ็นโคดเดอร์และแปลงให้เป็นรอบต่อนาทีก่อนส่งไปยังตัวกรองสัญญาณรบกวนและตัวควบคุม ตามลำดับ สัญญาณควบคุมความเร็วมอเตอร์เป็นสัญญาณแอนะล็อก 4-20 มิลลิแอมป์ ผลการทดสอบพบว่าอนุกรมตัวกรองแบบผ่านความถี่ต่ำกับตัวกรองแบบคาลมานสามารถทำงานร่วมกับตัวควบคุมพีไอและพีไอดีให้สมรรถนะของระบบควบคุมอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับ โดยที่ตัวกรองแบบผ่านความถี่ต่ำกับตัวควบคุมพีไอดีใช้เวลาตอบสนองต่ำสัญญาณนำเข้าแบบขั้นบันไดน้อยที่สุด</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/262393
การจัดเส้นทางยานพาหนะที่เหมาะสมสำหรับการเข้ารับและจัดส่งพัสดุด้วย VRP SPREADSHEET SOLVER กรณีศึกษาบริษัท BTF
2025-11-24T18:50:11+07:00
นริสรา นาคะเมฆ
nattaporn.t@psru.ac.th
เนตรนภา จุ้ยคลัง
nattaporn.t@psru.ac.th
วิลาวัลย์ สวนสิงห์
nattaporn.t@psru.ac.th
รัตนศิริ ท้วมยัง
nattaporn.t@psru.ac.th
ธัชชัย เทพกรณ์
nattaporn.t@psru.ac.th
ณัฐพร ตั้งเจริญชัย
nattaporn.t@psru.ac.th
<p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเส้นทางการเข้ารับและการจัดส่งพัสดุที่เหมาะสมสำหรับบริษัทกรณีศึกษา BTF โดยประยุกต์ใช้โปรแกรม VRP Spreadsheet Solver (VRP-SS) ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดปัญหาความล่าช้าในการเข้ารับพัสดุ การขนถ่ายและการจัดส่งพัสดุ อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนและไม่ได้คำนึงถึงการเลือกเส้นทางที่เหมาะสมในแต่ละวัน โดยพนักงานขับรถตามความเคยชิน ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลการเข้ารับและจัดส่งพัสดุเป็นเวลา 1 วันซึ่งเป็นวันที่มีปริมาณลูกค้าค่อนข้างมาก ประกอบด้วยข้อมูลจำนวนลูกค้าทั้งหมด 136 ราย แบ่งเป็นลูกค้าซึ่งต้องเข้าไปรับพัสดุ 41 ราย และลูกค้าที่ต้องจัดส่งพัสดุ 95 ราย โดยมีรถกระบะตู้ทึบจำนวน 6 คันในการเข้ารับและจัดส่งพัสดุ และใช้ระยะเวลาในการทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ผลหาพิกัดละติจูดและลองจิจูดและข้อจำกัดของการเข้ารับพัสดุเพื่อนำไปทำการวิเคราะห์ผล โดยได้แบ่งออกเป็น 3 กรณีได้แก่ กรณีเข้ารับพัสดุลูกค้าจำนวน 10 รายและจัดส่งพัสดุลูกค้าจำนวน 10 ราย กรณีเข้ารับพัสดุลูกค้าจำนวน 30 รายและจัดส่งพัสดุลูกค้าจำนวน 80 ราย และกรณีเข้ารับพัสดุลูกค้าจำนวน 41 รายและจัดส่งพัสดุลูกค้าจำนวน 95 ราย โดยผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม VRP-SS ทั้ง 3 กรณีพบว่า จะได้เส้นทางที่เหมาะสมและเป็นไปตามเงื่อนไข นอกจากนี้ในกรณีที่ 3 เมื่อทำการเปรียบเทียบระยะเวลาการเข้ารับและจัดส่งพัสดุของคำตอบที่ได้จากโปรแกรม VRP-SS กับ กรอบเวลา (Time window) เดิมพบว่า รถคันที่ 1 ปรับปรุงได้ร้อยละ 18.67 รถคันที่ 2 ปรับปรุงได้ร้อยละ 19.67 รถคันที่ 3 ปรับปรุงได้ร้อยละ 12.5 และรถคันที่ 4 ปรับปรุงได้ร้อยละ 19.5 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม VRP-SS ยังระบุให้ทราบว่า ควรใช้รถเพียง 4 คันจากเดิม 6 คัน คิดเป็นร้อยละการลดลงของยานพาหนะ 33.33</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/260891
การพัฒนาอิฐบล็อกด้วยส่วนผสมร่วมกับแกนต้นกัญชงเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
2025-12-22T16:50:58+07:00
สุรเชษฐ์ ตุ้มมี
thep_k@kpru.ac.th
เอกสิทธิ์ เทียนมาศ
thep_k@kpru.ac.th
ศิรประภา พลธนะ
thep_k@kpru.ac.th
ภาคิณ มณีโชติ
thep_k@kpru.ac.th
เทพ เกื้อทวีกุล
thep_k@kpru.ac.th
<p> ในงานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาอิฐบล็อกด้วยส่วนผสมร่วมกับแกนต้นกัญชงเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอิฐบล็อกด้วยส่วนผสมร่วมกับแกนต้นกัญชงเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ด้วยการศึกษาอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมในการทำอิฐบล็อก สร้างและทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของอิฐบล็อก จากการทดสอบหาสมบัติของวัสดุโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับ คอนกรีตบล็อกไม่รับน้ำหนัก มอก. 58-2533 พบว่า ปริมาณเศษกัญชงที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้การดูดซึมน้ำเพิ่มมากตามไปด้วย รวมทั้งน้ำหนักจะลดลง และมีค่ากำลังต้านทานแรงอัดประมาณ 24.18 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งมีค่ามากกว่าอัดของอิฐบล็อกที่ไม่ผสมกัญชงและยังผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 378-2531 โดยอัตราส่วนผสมของอิฐบล็อกผสมเศษกัญชงในอัตราส่วน 2.5 % มีค่าความต้านทานทานแรงอัดสูงกว่าอิฐบล็อกที่มีขายตามท้องตลาด ดังนั้น การพัฒนาอิฐบล็อกด้วยส่วนผสมร่วมกับแกนต้นกัญชงเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/262658
การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์การลงทุนกองรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน: กรณีศึกษาบริษัท นพรัตน์ ปิโตรเลี่ยม เชียงใหม่ จำกัด
2025-12-05T18:42:10+07:00
ญาดา เณรเมือง
yada.ne@psru.ac.th
อลงกรณ์ เมืองไหว
alongkorn@psru.ac.th
อริสา ทิมทอง
arisa.ti@psru.ac.th
เนตรนภา ผิวหลง
Netnapa.pi@psru.ac.th
วรจักร์ สุขขะนิวาสน์
yada.ne@psru.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และเปรียบเทียบทางเลือกการลงทุนระหว่างการจ้างผู้ให้บริการโลจิสติกส์กับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพื่อดำเนินการขนส่งด้วยองค์กรเอง กรณีศึกษาบริษัท นพรัตน์ ปิโตรเลียม จำกัด และบริษัท นพรัตน์ ทรานส์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากคลังจังหวัดพิจิตรไปยังสถานีบริการในจังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณแบบกรณีศึกษา โดยประยุกต์ใช้โปรแกรม Microsoft excel พัฒนาแบบจำลองทางการเงินเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนและประเมินความคุ้มค่าใน 3 สถานการณ์ ได้แก่ (1) การจ้างขนส่งภายนอกทั้งหมด (2) การดำเนินงานแบบผสมผสาน และ (3) การใช้กองรถของบริษัทดำเนินการขนส่งทั้งหมด วิเคราะห์ผ่านตัวชี้วัดทางการเงิน 3 ตัวหลัก ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) และระยะเวลาคืนทุน ควบคู่กับการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน การวิเคราะห์ความไว และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษาพบว่า การใช้กองรถของบริษัทดำเนินการขนส่งทั้งหมดให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด โดยมีต้นทุนรวม 5,123,014.66 บาทต่อปี ต่ำกว่าการจ้างขนส่งภายนอกที่มีต้นทุน 7,525,627.21 บาทต่อปี สามารถประหยัดต้นทุนได้ 2,402,612.55 บาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 31.92 ตัวชี้วัดประสิทธิภาพทางการเงินสะท้อนความคุ้มค่าของการลงทุนอย่างชัดเจน โดย ROI มีค่าร้อยละ 32.88 และระยะเวลาคืนทุน 2.13 ปี การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนระบุว่าปริมาณการขนส่งขั้นต่ำอยู่ที่ 22 เที่ยวต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าปริมาณปัจจุบันที่ 24 เที่ยวต่อเดือน การศึกษานี้เสนอแนะให้บริษัทลงทุนในกองรถบรรทุกและประยุกต์ใช้ระบบจัดการการขนส่งแบบหมุนเวียน พร้อมกรอบการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ เครื่องมือวิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นสามารถประยุกต์ใช้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม