วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite
<p> วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นวารสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทรรศน์ ที่มีคุณภาพโดยผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำเสนอแนวคิด นวัตกรรม และผลงานวิจัยใหม่ทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวข้องกับงานวิจัยในสาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โลจิสติกส์ ไฟฟ้ากำลัง เครื่องกล โยธา อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหการ การผลิต การจัดการและโลจิสติกส์ เป็นต้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรมเซรามิกส์ ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และครุศาสตร์อุตสาหกรรม อีกทั้งยังรวมถึงงานวิจัยที่มีการบูรณาการศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในสาขาอื่น ๆ</p>
Faculty of Industrial Technology Pibulsongkram Rajabhat University
th-TH
วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
3057-0093
-
การจัดทำข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยโปรแกรม SAP2000
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/264735
<p> งานวิจัยนี้ดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการจัดทำข้อมูลเบื้องต้น (Input data) ที่มีความสำคัญต่อความถูกต้องในการวิเคราะห์โครงสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยโปรแกรม SAP2000 โดยทำการเปรียบเทียบผลลัพธ์จากการจำลองโครงสร้างอาคารกรณีศึกษาภายใต้เงื่อนไขการกำหนดค่าที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่าการกำหนดคุณสมบัติวัสดุและเงื่อนไขจุดรองรับ (Boundary conditions) ตามมาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) อย่างเคร่งครัด ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของค่าการเสียรูป (Displacement) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาจุดรองรับแบบยึดแน่น (Fixed support) แทนจุดรองรับแบบจุดหมุน (Pinned support) ในโครงสร้างฐานราก นอกจากนี้ งานวิจัยได้ระบุข้อค้นพบสำคัญในการตั้งค่า Load combinations ตามมาตรฐาน ASCE/วสท. ซึ่งหากผู้ใช้งานขาดความเข้าใจในหลักการถ่ายน้ำหนัก (Load path) อาจทำให้ผลการวิเคราะห์แรงภายใน (Internal forces) ผิดพลาดได้ โดยองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อผิดพลาดเชิงเทคนิคในการใช้ซอฟต์แวร์ แต่ยังเป็นแนวทางมาตรฐานในการเตรียมข้อมูลนำเข้าเพื่อความปลอดภัยและความประหยัดในการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมโยธา</p>
ชเนษฎา จรัสรัศมี
ณวพล ทองมาก
ณัฎฐพล สุจริต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-05-19
2026-05-19
8 2
118
126
-
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเวลาเข้าปฏิบัติงาน ของบุคลากรในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266009
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการเวลาเข้าปฏิบัติงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก และ (2) ประเมินประสิทธิภาพของระบบในด้านความถูกต้อง ความรวดเร็ว ความปลอดภัยของข้อมูล การรายงานผล และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน โดยจุดเด่นของระบบคือการพัฒนาระบบบันทึกเวลาเข้าปฏิบัติงานบนเทคโนโลยีเว็บร่วมกับการยืนยันตัวตนด้วยรหัสบุคลากร การบันทึกภาพประกอบการลงเวลา และการจัดเก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลที่สามารถแสดงผลแบบเรียลไทม์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 65 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินประสิทธิภาพของระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบสามารถทำงานได้ครบถ้วนตามข้อกำหนดที่ออกแบบไว้และมีการตอบสนองอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการใช้งาน ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.42, S.D. = 0.57) โดยด้านความรวดเร็วของระบบมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความถูกต้อง ด้านการรายงานผล และด้านความปลอดภัยของข้อมูล ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.37, S.D. = 0.60) สรุปได้ว่าระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับการบันทึกเวลา การจัดเก็บและค้นหาข้อมูล การรายงานผลแบบเรียลไทม์ และสนับสนุนการบริหารจัดการเวลาเข้าปฏิบัติงานของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
พรธิรา ไชยสวัสดิ์
ปริศนา สุขศิริ
วิชิระ วีระพลิน
สุรางค์ คงหมื่นรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-14
2026-08-14
8 2
127
143
-
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266010
<p> การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยพิษณุโลก” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษา และ (2) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อประสิทธิภาพของระบบ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and development: R&D) โดยดำเนินการตามกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ จุดเด่นของงานวิจัยคือการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลกิจกรรมนักศึกษาแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และสนับสนุนการติดตามข้อมูลของผู้ใช้งาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยพิษณุโลก จำนวน 104 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความถูกต้อง และอำนวยความสะดวกในการบันทึก ตรวจสอบ และติดตามข้อมูลกิจกรรมของนักศึกษาและผู้ดูแลระบบ ระบบสามารถทำงานได้ถูกต้องตามฟังก์ชันหลัก และสนับสนุนการแสดงผลข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20, S.D. = 0.58) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความถูกต้องของข้อมูล (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.25) รองลงมาคือ ด้านความพึงพอใจโดยรวม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.22) และด้านความง่ายในการใช้งาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.20) ตามลำดับ ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าระบบมีความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาได้อย่างเป็นระบบ</p>
กิตติพงศ์ อุ่นแก้ว
มาริสา กัณฑาทรัพย์
ธมนวรรณ บุญไทย
ฤทธิรงค์ แสงสร้อย
ปรกฤษฎิ์ สายหัสดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-14
2026-08-14
8 2
144
161
-
การประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอน ในการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266188
<p>การเพิ่มประสิทธิภาพของวิธีเมต้าฮิวริสติกส์สามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญที่นิยมใช้คือการกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอน เป็นวิธีเมต้าฮิวริสติกส์ที่มีพารามิเตอร์หลักเพียงสองตัว ดังนั้น การกำหนดค่าพารามิเตอร์ดังกล่าวให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพของคำตอบและประสิทธิภาพของกระบวนการค้นหา<br>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันโดยประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนสำหรับการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง และ 2) สืบหารูปแบบการตั้งค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของวิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนสำหรับการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง กระบวนการวิจัยเริ่มจากการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนสำหรับการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่ง และดำเนินการออกแบบการทดลองเพื่อวิเคราะห์ผลการทำงานของวิธีการ โดยใช้ชุดปัญหาเทียบเคียงจำนวน 5 ขนาด เพื่อกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม<br>ผลการวิจัยพบว่าแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นสามารถประยุกต์ใช้วิธีการหาค่าเหมาะที่สุดแบบอาศัยการเรียนรู้จากการสอนในการแก้ปัญหาการจัดเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยรูปแบบการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุดที่ได้จากการวิเคราะห์ผลการทดลองทางสถิติ นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังสามารถรองรับโจทย์ปัญหาที่มีขนาดแตกต่างกันได้ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าวิธีการแก้ไขปัญาดังกล่าวสามารถประยุกต์สร้างเครื่องมือแก้ไขปัญหาการจัดเส้นทางขนส่งได้</p>
นิติกร หลีชัย
สายสัมพันธ์ ซุ้นเจริญ
กล้า วารีพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-15
2026-08-15
8 2
162
182
-
การออกแบบและประเมินสมรรถนะเครื่องสลัดน้ำอุณหภูมิต่ำเพื่อลดการเกิดสีน้ำตาลของผักสลัดกรีนคอสอินทรีย์ตัดแต่งพร้อมบริโภค
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266765
<p> การรักษาคุณภาพของผักตัดแต่งพร้อมบริโภค โดยเฉพาะผักสลัดกรีนคอสอินทรีย์ (<em>Lactuca sativa</em> L. var. <em>longifolia</em>) เป็นความท้าทายสำคัญในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากการเกิดสีน้ำตาลส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพด้านรูปลักษณ์และการยอมรับของผู้บริโภค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและประเมินสมรรถนะเครื่องสลัดน้ำอุณหภูมิต่ำสำหรับกระบวนการสลัดน้ำของผักสลัดกรีนคอสอินทรีย์ตัดแต่งพร้อมบริโภค และศึกษาผลของการควบคุมอุณหภูมิระหว่างกระบวนการสลัดน้ำต่อการเกิดสีน้ำตาลของผลิตผล เครื่องต้นแบบได้รับการออกแบบโดยบูรณาการระบบทำความเย็นเข้ากับกระบวนการสลัดน้ำ โดยนำตัวอย่างผักที่ผ่านการตัดแต่งและล้างทำความสะอาดมาสุ่มแบ่งเป็นชุดละ 1 kg ก่อนเดินระบบทำความเย็นล่วงหน้าเป็นเวลา 5 min และสลัดน้ำที่ความเร็วรอบคงที่ 180 rpm เป็นเวลา 15 min ภายใต้สภาวะควบคุมอุณหภูมิต่ำ ซึ่งมีอุณหภูมิลมจ่ายและลมกลับเท่ากับ 18.0 และ 22.3 °C ตามลำดับ ส่วนชุดควบคุมผ่านกระบวนการสลัดน้ำภายใต้สภาวะอุณหภูมิห้องโดยไม่เปิดระบบทำความเย็น หลังการสลัดน้ำ ตัวอย่างของแต่ละสภาวะถูกแบ่งเป็น 20 หน่วยทดลอง หน่วยละ 20 g บรรจุในถุงพอลิเอทิลีน และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 °C เป็นเวลา 10 วัน โดยติดตามการเกิดสีน้ำตาลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ภาพถ่ายในระบบสี HSI และกำหนดช่วงมุมสี 35°–50° สำหรับระบุพื้นที่สีน้ำตาล ผลการประเมินสมรรถนะทางวิศวกรรมพบว่า เครื่องมีความสามารถในการทำความเย็น 0.066 TR อัตราการไหลของอากาศ 2.97 m³/min และอัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงาน (EER) 0.73 BTU/h/W ผลการวิเคราะห์พื้นที่การเกิดสีน้ำตาลพบว่า ตัวอย่างที่ผ่านการสลัดน้ำภายใต้สภาวะอุณหภูมิต่ำมีพื้นที่การเกิดสีน้ำตาลต่ำกว่า 2.5% ขณะที่ชุดควบคุมมีพื้นที่การเกิดสีน้ำตาลมากกว่า 3.6% และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.05) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การสลัดน้ำร่วมกับการควบคุมอุณหภูมิต่ำมีศักยภาพในการลดการเกิดสีน้ำตาลและช่วยรักษาคุณภาพด้านรูปลักษณ์ของผักสลัดกรีนคอสอินทรีย์ตัดแต่งพร้อมบริโภคระหว่างการเก็บรักษา</p>
ณัฐพงษ์ แกมทับทิม
ภควัต หุ่นฉัตร์
เอกรัฐ ชะอุ่มเอียด
เดือนแรม แพ่งเกี่ยว
สุวรรณ เอกรัมย์
นิติกร หลีชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-28
2026-08-28
8 2
183
201
-
การวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ของแรงงานก่อสร้างโดยวิธี PATH กรณีศึกษา บริษัท ง้วนเซ้ง มิลเลี่ยนแนร์ กรุ๊ป จำกัด
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/266775
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบาดเจ็บของแรงงานก่อสร้างและเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ของแรงงานก่อสร้าง บริษัท ง้วนเซ้ง มิลเลี่ยนแนร์ กรุ๊ป จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการบาดเจ็บจำนวน 30 คน ใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากแรงงานก่อสร้างทั้งหมดที่ทำงานในโครงการก่อสร้างบ้านพักอาศัย ในเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ เป็นแรงงานก่อสร้าง 4 กลุ่มงาน ได้แก่ งานกระเบื้อง งานไฟฟ้า งานฝ้าและสี และงานติดตั้งบัวภายนอก ที่ใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ รวมจำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาการบาดเจ็บของแรงงานก่อสร้าง เป็นแบบสอบถามที่ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามมาตรฐานชนิดตอบเอง ที่มีค่าความเชื่อมั่น ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.843 การวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ของแรงงานก่อสร้าง โดยการบันทึกเวลาที่ใช้ในการทำงาน ที่พิจารณาจากท่าทาง กิจกรรม เครื่องมือ และการขนย้าย ตามวิธี PATH ผลการวิจัยพบว่า แรงงานก่อสร้างมีการบาดเจ็บในช่วง 7 วันและ 12 เดือนที่ผ่านมา มากที่สุดบริเวณมือ/ข้อมือ หลังส่วนล่าง หลังส่วนบน ไหล่ และคอ แรงงานทั้งหมดมีพฤติกรรมการทำงานที่ต้องเพ่งสายตาจดจ่อเป็นเวลานานและใช้มือหรือแขนเคลื่อนไหวซ้ำๆ ขณะที่แรงงานส่วนมากมีพฤติกรรมเอื้อมจับ บิดตัว ยกของหนัก และทำงานในท่าทางเกร็งคงที่เป็นเวลานาน ผลการประเมินด้วยวิธี PATH พบว่า ทุกกลุ่มงานมีการใช้ท่าทางผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะท่าทางของลำตัว/หลัง ท่าทางของขา แขนส่วนบน (ไหล่) และท่าทางของคอ ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงทางการยศาสตร์ การอบรมให้ความรู้ด้านการยศาสตร์และความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งการปรับปรุงวิธีการทำงานและขั้นตอนการทำงาน</p>
ฤดี นิยมรัตน์
ปริญวัฒน์ ธนศิรเธียรชัย
ไสว ศิริทองถาวร
วรัทยา ขุมนาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-29
2026-08-29
8 2
202
220
-
การปรับปรุงสมบัติของแอสฟัลต์คอนกรีตด้วยขยะพลาสติกชนิด HDPE, PP และ PET โดยวิธีการของมาร์แชลล์บนพื้นฐานการออกแบบงานทางประเทศไทย
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/265709
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้เป็นส่วนผสมในแอสฟัลต์คอนกรีต โดยพิจารณาพลาสติก 3 ประเภท ได้แก่ HDPE จากขวดบรรจุภัณฑ์และถุงขยะ PP จากภาชนะพลาสติกและสายน้ำหยดทางการเกษตร และ PET จากขวดน้ำดื่ม งานวิจัยนี้มีความใหม่ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของพลาสติกทั้งสามประเภทภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งต่างจากงานวิจัยส่วนใหญ่ที่มักศึกษาพลาสติกเพียงชนิดเดียว การออกแบบส่วนผสมดำเนินการตามวิธีมาร์แชลล์ตามมาตรฐาน ทล.-ม. 408/2532 โดยใช้มวลรวมหินปูนจากจังหวัดสุโขทัยและแอสฟัลต์ซีเมนต์เกรด AC 60/70 อัตราส่วนมวลรวม 50:25:13:12 ปริมาณยางแอสฟัลต์ที่เหมาะสมเท่ากับร้อยละ 4.8 โดยน้ำหนักมวลรวม จากนั้นเติมขยะพลาสติกขนาด 2-4 มิลลิเมตร ในสัดส่วนร้อยละ 1 และ 3 โดยน้ำหนักของยางแอสฟัลต์ ทดสอบค่าเสถียรภาพ ค่าการไหล และค่าช่องว่างอากาศ ผลการทดลองพบว่าการเติมพลาสติกร้อยละ 3 ให้ค่าเสถียรภาพสูงกว่าตัวอย่างควบคุมและร้อยละ 1 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม HDPE และ PP ขณะที่ค่าการไหลของกลุ่มดังกล่าวลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณพลาสติก และค่าช่องว่างอากาศทุกส่วนผสมยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 3.7-4.4) ส่วนผสมที่เติมพลาสติกจึงมีแนวโน้มให้ความแข็งแรงและความทนทานสูงกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตทั่วไป อีกทั้งลดปริมาณการใช้แอสฟัลต์ซีเมนต์ได้บางส่วน แสดงถึงศักยภาพของการนำขยะพลาสติกมาใช้ในงานทางเพื่อการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน</p>
พิชเยศ มารศรี
ปริวัฒน์ มั่นทอง
ภานุวัตร ตุ่นแก้ว
ศศิประภา วัยวุฒิ
วรรณิกา ขันคำนันต๊ะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-31
2026-08-31
8 2
221
235
-
IDENTIFICATION OF FACTORS INFLUENCING VEGETABLE GROWING-AREA SITE SELECTION: A SYSTEMATIC LITERATURE REVIEW AND FRAMEWORK FOR TONGHAI COUNTY, CHINA
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/267317
<p> Vegetable growing-area site selection in Tonghai County should account for both natural production conditions and supply-chain accessibility. This systematic review followed the PRISMA 2020 guidelines and employed two complementary Scopus searches covering agricultural land suitability, GIS-based multi-criteria decision-making, cold-chain facilities, logistics hubs, and market accessibility. A total of 139 records were identified, of which 45 full-text studies were included in the final synthesis. Among the factors examined, slope received the strongest direct support in the literature, followed by travel time to major export markets, access to county-level wholesale markets or logistics hubs, and proximity to cold-storage, pre-cooling, or processing facilities. Based on the literature and the specific production and distribution conditions of Tonghai County, the proposed framework comprises three natural factors, four economic factors related to supply-chain accessibility, two social factors, and three categories of ecological and policy constraints. This framework provides a systematic basis for subsequent AHP-based weight determination and GIS-based land-suitability assessment.</p>
Xinyu Zhou
Jessada Pochan
Boonsub Panchikarn
Sareeyapon Prasertsri
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-31
2026-08-31
8 2
236
256
-
การลดของเสียในกระบวนการปั๊มขึ้นรูปฝาคอบรรจุภัณฑ์ทินเนอร์โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือควบคุมคุณภาพ 7 ประการ
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/psru-jite/article/view/267007
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา สาเหตุ และแนวทางในการลดของเสียในกระบวนการปั๊มขึ้นรูปฝาคอบรรจุภัณฑ์ทินเนอร์ของโรงงานกรณีศึกษา จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2568 พบว่ากระบวนการผลิตฝาคอบรรจุภัณฑ์ทินเนอร์สร้างความสูญเสียทางต้นทุนสูงที่สุดเป็นเงิน 68,112.45 บาท ผู้วิจัยจึงได้นำเครื่องมือควบคุมคุณภาพ (7 QC Tools) มาใช้ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา ผลการวิเคราะห์พบว่า ขั้นตอนการตัดขอบและขั้นตอนการเจาะเป็นจุดวิกฤตที่ทำให้เกิดของเสียรวมกันถึงร้อยละ 88.47 ของของเสียทั้งหมด โดยมีลักษณะของเสียหลักคือ ชิ้นงานบุบ ชิ้นงานปั๊มซ้อน และชิ้นงานปั๊มขาด แนวทางการแก้ไขดังนี้ ปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานโดยลดจำนวนการเรียงชิ้นงานในเสาบรรจุจากเดิม 80 ชิ้น เหลือไม่เกิน 32 ชิ้น เพื่อลดแรงกดทับ และ กำหนดอายุการใช้งานและระยะเวลาการเปลี่ยนวาล์วลมควบคุมการเป่าชิ้นงานทุก ๆ 7 วัน หรือทุก 160,000 ชิ้น ผลการดำเนินงานพบว่า สามารถลดของเสียจากปัญหาชิ้นงานบุบจากเดิม 11,468 ชิ้น (ร้อยละ 1.05) เหลือเพียง 2,401 ชิ้น (ร้อยละ 0.2) และลดของเสียจากปัญหาชิ้นงานปั๊มซ้อนและชิ้นงานปั๊มขาดจากเดิม 6,520 ชิ้น (ร้อยละ 2.37) เหลือเพียง 1,354 ชิ้น (ร้อยละ 0.77) ส่งผลให้สภาวการณ์ผลิตกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมทางสถิติอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อิทธิพล เนคมานุรักษ์
ณัฐวุฒิ ศรีดี
ธีรศักดิ์ แย้มอ่วม
ดาราวรรณ วีรานันต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวิศวกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
2026-08-31
2026-08-31
8 2
257
267