https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/issue/feed วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ 2026-06-30T16:58:41+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก บุญธรรม utk_research_journal@mail.rmutk.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัย มทร.กรุงเทพ <strong>Print</strong> <strong>ISSN</strong> 1906-0874 <strong>Online</strong> ISSN 2651-2130 สาขาวิชาของวารสารสหวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้มีการจัดทำวารสารอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานมากกว่า 9 ปี จนถึงปัจจุบันเผยแพร่เป็นราย 6 เดือน ซึ่งเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ และมีการดำเนินงานจัดพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัยและบทความวิชาการ</p> https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/262561 Influence of Geometric Shapes of Parts on 3D Scanning Accuracy for Reverse Engineering 2026-02-04T16:51:26+07:00 Piyawan Sunasuan piyawan.sun@rmutr.ac.th Niwat Mookam piyawan.sun@rmutr.ac.th Tavee Madsa piyawan.sun@rmutr.ac.th Wichai Pumchan piyawan.sun@rmutr.ac.th <p>This paper investigates the geometric shapes of parts on 3D scanning for reverse engineering. The aim was to develop guidelines for scanner settings with various shapes. Five different geometric shapes were scanned and compared for surface detail reproduction across More details, Standard details, and Less details settings. GOM Inspect software compared standard triangle language files, point clouds, and polygon meshes. The results showed that different geometries lead to different point clouds and surface details after scanning. Point clouds generated with the More details setting are a substantially larger amount compared to those generated using the Standard detail and Less details settings. The mesh size exhibits an inverse relationship with point cloud data. A reduction number of point clouds corresponds to an increase in mesh size. Geometric shapes of triangle, cone, cubic, and sphere can be created with the standard detail, while geometric shape of cylinder requires less details for optimal scanner settings.</p> <p>The reverse deep-drawing of cups was an example demonstrating the benefits of the developed guidelines to show the curved part that is often a problem for the industry and causes thickness variation and tearing during forming. A comparative analysis of the reverse deep-drawing of cups utilized standard details compared with the computer-aided design file. Errors were minimal on the smooth surface, largely within ±0.10 mm. The nose radius of the cups presented an error range of approximately ±0.200 mm. When tested with a die created using high drawing speed, the improved nose radius was found to be in the range of 0.470 to 0.480±0.014 mm.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/262708 การวิเคราะห์ความแตกต่างของแนวทางลีนในวิสาหกิจภาคการผลิตขนาดเล็กและขนาดกลางของประเทศไทย 2026-05-21T10:49:07+07:00 นภัสวรรณ คำเกิด napassawan.kamk@gmail.com เสมอจิตร หอมรสสุคนธ์ tsamerji@engr.tu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของแนวทางการดำเนินระบบการผลิตแบบลีนในวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยประเมินใน 5 ด้าน ได้แก่ องค์ประกอบด้านการจัดการ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์กระบวนการผลิต ความสูญเปล่า การวัดผลหลังปรับปรุง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยเริ่มจากการพัฒนาแบบตรวจสอบขึ้นจากกรอบแนวคิดลีนและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยความตรงเชิงเนื้อหาของแบบตรวจสอบ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 และความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน 100% และ Gwet’s AC1 เท่ากับ 1.00 เบื้องต้นนำไปใช้เก็บข้อมูลจาก SMEs ขนาดเล็ก 4 แห่ง และขนาดกลาง 5 แห่ง ผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติ พบว่าขนาดขององค์กรไม่ได้เป็นปัจจัยกำหนดระดับหรือรูปแบบการประยุกต์ใช้ลีนในบริบทของกลุ่มตัวอย่าง นั่นคือในเบื้องต้น SMEs ขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถดำเนินลีนได้ในระดับใกล้เคียงกัน และข้อมูลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการประยุกต์ใช้ลีนใน SMEs ไทย รวมทั้งวางรากฐานสำหรับการศึกษาที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่หลากหลายขึ้นในอนาคต</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/264453 การปรับปรุงประสิทธิภาพสายการผลิตเครื่องตีก๊อปปี้ด้วยหลัก ECRS และการลดกำลังคน 2026-06-11T08:39:22+07:00 กิตติพงษ์ เพียรพิทักษ์ benzfighttor@gmail.com คณิศร ภูนิคม kittipong.p@ubu.ac.th อารี บุตรสอน kittipong.p@ubu.ac.th อรุณ บุญสร้าง kittipong.p@ubu.ac.th ฉัตรชัย พรหมนา kittipong.p@ubu.ac.th อรจิรา ไชยระ kittipong.p@ubu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในสายการผลิตเครื่องตีก๊อปปี้ของบริษัท พี.เจ.ชลบุรี พาราวู้ด จำกัด โดยใช้แนวคิดการปรับปรุงกระบวนการทำงานตามหลัก ECRS (Eliminate, Combine, Rearrange, Simplify) ควบคู่กับการวิเคราะห์ปัญหาด้วยเครื่องมือ 5W1H และการจับเวลาเชิงกระบวนการ เพื่อปรับลำดับการทำงานของแรงงานให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักร การออกแบบการทดลองใช้วิธีเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุง ภายใต้สภาวะการผลิตจริง โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 และดำเนินการเก็บข้อมูลซ้ำ 5 รอบในแต่ละสภาวะการผลิต จากนั้นจึงปรับลดจำนวนพนักงานจาก 5 คน เหลือ 3 คน พร้อมปรับผังการทำงานและลำดับการปฏิบัติงานให้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น ผลการทดลองพบว่า ค่าแรงรวมต่อชั่วโมงลดลงจาก 250 บาท เหลือ 150 บาท (ลดลงร้อยละ 40) และค่าแรงต่อชิ้นลดลงจาก 0.1515 บาท เหลือ 0.1047 บาท (ลดลงร้อยละ 30.89) ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อชั่วโมงลดลงจาก 1,650.07 ชิ้น เหลือ 1,432.39 ชิ้น (ลดลงร้อยละ 13.19) ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายของโรงงานที่ 1,300-1,350 ชิ้นต่อชั่วโมง การปรับปรุงดังกล่าวช่วยลดเวลารอคอยและการเคลื่อนไหวซ้ำซ้อนของพนักงาน ส่งผลให้การใช้แรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยลดลง โดยยังคงรักษาระดับผลผลิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ สะท้อนให้เห็นว่าการจัดสรรทรัพยากรบุคคลและการออกแบบกระบวนการทำงานอย่างเหมาะสมสามารถยกระดับประสิทธิภาพองค์กรและความยั่งยืนของการผลิต</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/263273 การวิเคราะห์ผลตอบแทนคาร์บอนเครดิตจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบทบาทในการเพิ่มความคุ้มค่าการลงทุนของโครงการ 2026-02-25T11:06:59+07:00 สุรเชษฐ เดชฟุ้ง surachet.d@rmutp.ac.th ณัชพล เรืองทรัพย์ natchapol@ieee.org นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ nattachote.r@rmutp.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์ผลตอบแทนคาร์บอนเครดิตจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและบทบาทในการเพิ่มความคุ้มค่าการลงทุนของโครงการ วิเคราะห์การผลิตพลังงานไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคาด้วยโปรแกรม PVsyst version 7.3.1 และนำผลลัพธ์พลังงานไฟฟ้าจากโปรแกรมมาคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก จากนั้นนำราคาที่คำนวณได้ลดต้นทุน การคืนทุนของโครงการจะมีระยะเวลาลดลง โดยกรณีศึกษาแบ่งออกเป็น 4 กรณีศึกษา ได้แก่ กรณีที่ 1 ไม่พิจารณาคาร์บอนเครดิต กรณีที่ 2 3 และ 4 พิจารณาคาร์บอนเครดิตระยะเวลา 14 ปีที่ราคาต่ำสุด ราคาเฉลี่ย และราคาสูงสุด ตามลำดับ ผลลัพธ์พบว่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนภายใน และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุนของกรณีที่ 1 2 3 และ 4 เหมาะสมแก่การลงทุน ส่วนระยะเวลาการคืนทุนของโครงการ เงื่อนไขที่ 4 พิจารณาที่ราคาสูงสุด สามารถคืนทุนได้เร็วที่สุดระยะเวลาคืนทุนลดลงจาก 8.493 ปี เหลือ 7.939 ปี</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/263394 การตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมันเพื่อชุดโอกาสพิเศษ 2026-06-12T17:08:08+07:00 ภัทรา คุ้มเขต pattra.k@mail.rmutk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบและวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและสมบัติการสะท้อนน้ำมันของผ้าไหมและผ้าซาตินก่อนและหลังการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมัน เพื่อประเมินสมบัติของผ้าซาตินในการนำมาใช้ทดแทนผ้าไหมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานออกแบบและตัดเย็บชุดโอกาสพิเศษ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มสมบัติการใช้งานและความสะดวกในการดูแลรักษา วิธีการวิจัยประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสมบัติของผ้าไหมและผ้าซาติน รวมถึงการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมัน จากนั้นทำการทดสอบสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ น้ำหนักผ้า ความแข็งแรงต่อแรงดึง และความแข็งแรงต่อแรงฉีกขาด รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพการสะท้อนน้ำมันของผ้าทั้งสองชนิดก่อนและหลังการตกแต่งสำเร็จ และนำผ้าที่ผ่านการตกแต่งสำเร็จมาใช้ในการออกแบบและตัดเย็บชุดตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า หลังการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมัน ผ้าซาตินมีน้ำหนักผ้าเพิ่มขึ้นจาก 194.44 เป็น 206.23 กรัมต่อตารางเมตร ผลการทดสอบความแข็งแรงต่อแรงดึงพบว่า ผ้าซาตินมีค่าความแข็งแรงต่อแรงดึงในแนวเส้นด้ายยืนและแนวเส้นด้ายพุ่งเพิ่มขึ้นจาก 1,418.04 และ 1,537.05 นิวตัน เป็น 1,555.67 และ 1,817.99 นิวตัน ตามลำดับ ขณะที่ผลการทดสอบความแข็งแรงต่อแรงฉีกขาดพบว่า ผ้าซาตินมีค่าความแข็งแรงต่อแรงฉีกขาดในแนวเส้นด้ายยืนและแนวเส้นด้ายพุ่งเพิ่มขึ้นจาก 36.95 และ 49.57 นิวตัน เป็น 102.95 และ 110.91 นิวตัน ตามลำดับ ในด้านสมบัติการสะท้อนน้ำมัน พบว่า ผ้าไหมและผ้าซาตินก่อนการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมันไม่สามารถสะท้อนน้ำมันได้ โดยมีค่าเกรดการสะท้อนน้ำมันเท่ากับ 0 แต่หลังการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมัน ผ้าซาตินมีค่าเกรดการสะท้อนน้ำมันเท่ากับ 5.5 ซึ่งสูงกว่าผ้าไหมที่มีค่าเกรดการสะท้อนน้ำมันเท่ากับ 5 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการตกแต่งสำเร็จสะท้อนน้ำมันสามารถเพิ่มสมบัติการใช้งานของผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผ้าซาตินมีสมบัติที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้ทดแทนผ้าไหมสำหรับการออกแบบและตัดเย็บชุดโอกาสพิเศษ เนื่องจากมีลักษณะปรากฏใกล้เคียงกันและดูแลรักษาได้สะดวกยิ่งขึ้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/265338 การพัฒนาดีซีออปติไมเซอร์ด้วยวงจรฟลายแบคสองสวิตช์โดยใช้หลักการแปลงผันกำลังบางส่วน 2026-06-11T13:35:09+07:00 โชคชัย ชื่นวัฒนาประณิธิ chokchai@eng.buu.ac.th มัณฑนา รังสิโยภาส montana@eng.buu.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอการพัฒนาดีซีออปติไมเซอร์ (DC Optimizer) ที่ใช้ติดตั้งกับโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อแก้ปัญหาการลดลงของกำลังไฟฟ้าอันเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะการทำงานของโมดูลที่ต่ออนุกรมกันในสตริง การประยุกต์ใช้โครงสร้างวงจรฟลายแบคชนิดสองสวิตช์ (Two-Switch Flyback) ร่วมกับเทคนิคการแปลงผันกำลังบางส่วน (Partial Power Conversion) ที่จัดการเฉพาะส่วนต่างของกำลังไฟฟ้าแทนที่จะเป็นกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ส่งผลให้ได้ออปติไมเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงและลดขนาดของวงจรภาคกำลังลงได้ แนวทางในการออกแบบที่เหมาะสมสำหรับวงจรภาคกำลัง แบบจำลองของระบบ และการออกแบบระบบควบคุมถูกนำเสนอ ต้นแบบออปติไมเซอร์ถูกทดสอบในสภาวะการทำงานที่แตกต่างกัน พบว่าที่อัตราส่วนแรงดันอินพุตต่อแรงดันเอาต์พุตระหว่าง 0.55 ถึง 0.75 กำลังไฟฟ้าที่ไหลผ่านวงจรฟลายแบคมีค่าเพียง 30-50 เปอร์เซ็นต์ของกำลังไฟฟ้าที่โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตได้ และส่วนที่เหลือถูกป้อนตรงไปยังด้านเอาต์พุต ส่งผลให้ประสิทธิภาพรวมของระบบสูงขึ้น 12-15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพของวงจร ฟลายแบค และยังคงความสามารถในติดตามจุดกำลังสูงสุดของโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ได้อย่างถูกต้อง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/266060 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพอัลกอริทึมการจัดเส้นทางขนส่งอะไหล่รถยนต์ภายใต้จำนวนลูกค้าที่แตกต่างกัน 2026-06-15T16:48:47+07:00 ประภาพรรณ เกษราพงศ์ prapapan@eng.src.ku.ac.th ธฤษวรรณ ประสิทธิเวช titsawan.p@live.ku.th พิชชาพร พ้นภัยพาล phitchaphon.p@live.ku.th กวินธร สัยเจริญ Saicharoen_k@su.ac.th จักรินทร์ กลั่นเงิน jakkarin.k@ku.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบขั้นตอนวิธี 4 วิธี คือ วิธีการค้นหาเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงที่สุด (Nearest Neighbor Algorithm: NNA) วิธีการแบบประหยัด (Clarke-Wright Savings Algorithm: CW) วิธีเชิงพันธุกรรม (Genetic Algorithm: GA) และวิธีเชิงวิวัฒนาการ (Evolutionary Algorithm: EA) ในการหาเส้นทางการขนส่งที่มีระยะทางรวมและเวลาในการหาคำตอบน้อยสุด เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการบริษัทกรณีศึกษาต่อไป ผลที่ได้จากการทดลองกับกลุ่มลูกค้าจำนวน 10 20 30 50 80 และ 100 ราย พบว่า เมื่อขนาดปัญหาที่มีจำนวนลูกค้าไม่เกิน 100 ราย วิธี EA ให้ระยะทางรวมที่น้อยที่สุด ในขณะที่วิธี NNA ใช้เวลาในการคำนวณแต่ละกลุ่มน้อยที่สุด</p> <p> </p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/265034 การศึกษาปริมาณเส้นใยก้านบัวหลวงที่เหมาะสมในการขึ้นรูปเส้นด้ายสำหรับงานปักผ้าด้วยมือ 2026-06-16T13:32:12+07:00 วารี กาลศิริศิลป์ waree_k@rmutt.ac.th คณภรณ์ ยิ้มชื่น 1166106090036@mail.rmutt.ac.th เยาวมาลย์ นามใหม่ n_yaowamal3@hotmail.com โสภิดา วิศาลศักดิ์กุล sopida_w@rmutt.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจำนวนก้านบัวหลวงที่เหมาะสมในการขึ้นรูปเป็นเส้นด้ายสำหรับงานปักผ้าด้วยมือ และทดลองประยุกต์ใช้เส้นด้ายจากก้านบัวหลวงในงานปักผ้าด้วยมือ โดยกำหนดปัจจัยที่ศึกษาเป็นจำนวนก้านบัวหลวง 3 ระดับ ได้แก่ 3 ก้าน 6 ก้าน และ 9 ก้าน วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ และนำเส้นด้ายที่ได้ไปทดสอบสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ความต้านทานแรงดึง ความหนา และความชื้น ผลการวิจัยพบว่า เส้นด้ายจากก้านบัวหลวงจำนวน 6 ก้านมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในงานปักผ้าด้วยมือมากที่สุด โดยมีค่าความต้านทานแรงดึง 1.20 ± 0.02 นิวตัน ค่าความหนา 0.16 ± 0.02 มิลลิเมตร และค่าความชื้นร้อยละ 16.07 ± 1.09 เส้นด้ายที่ได้มีความยืดหยุ่น ไม่เปราะขาดง่าย และสามารถคงรูปได้ดีเมื่อนำไปทดลองปักผ้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าก้านบัวหลวงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเส้นด้ายธรรมชาติสำหรับงานหัตถกรรม และสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ