วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk <p>วารสารวิจัย มทร.กรุงเทพ <strong>Print</strong> <strong>ISSN</strong> 1906-0874 <strong>Online</strong> ISSN 2651-2130 สาขาวิชาของวารสารสหวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้มีการจัดทำวารสารอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานมากกว่า 9 ปี จนถึงปัจจุบันเผยแพร่เป็นราย 6 เดือน ซึ่งเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ และมีการดำเนินงานจัดพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัยและบทความวิชาการ</p> th-TH <p>กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มีความยินดีที่จะรับบทความจากอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&nbsp; รวมถึงสาขาต่างๆ ที่มีการบูรณาการข้ามศาสตร์ที่เกี่ยวข้องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เขียนเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ซึ่งผลงานวิชาการที่ส่งมาขอตีพิมพ์ต้องไม่เคยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน และต้องไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p> <p>การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ</p> <p>ข้อความที่ปรากฏอยู่ในแต่ละบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพแต่อย่างใด ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละบทความเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะต้องรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> <p>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์มิให้นำเนื้อหา หรือข้อคิดเห็นใดๆ ของบทความในวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร</p> utk_research_journal@mail.rmutk.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก บุญธรรม) utk_research_journal@mail.rmutk.ac.th (เจ้าหน้าที่วารสาร) Mon, 29 Dec 2025 14:59:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาการใช้ตัวกรองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำหรับลดสัญญาณรบกวนของข้อมูลระยะทางจากเซนเซอร์คลื่นเสียงที่ใช้ในระบบหลบหลีกสิ่งกีดขวางของหุ่นยนต์อัตโนมัติภาคพื้นดิน https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/254978 <p>บทความวิจัยนี้ได้ศึกษาวิธีการลดปัญหาการรบกวนสัญญาณข้ามกัน (Cross-Talk) จากการใช้เซนเซอร์อัลตราโซนิกส์ชนิดเดียวกัน จำนวน 2 ตัว ด้วยการออกแบบโปรแกรมควบคุมสลับการทำงานด้านละ 50 ms ร่วมกับการใช้กระบวนการกรองสัญญาณแบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ใช้สมาชิกตัวกรอง 5 และ 10 ค่า ที่ใช้สำหรับตรวจวัดวัตถุกีดขวางด้านหน้าของหุ่นยนต์ AGV ลำดับการขั้นวิจัยแบ่งออกเป็น 1) การทดลองเซนเซอร์อัลตราโซนิกส์ทั้งสองอยู่กับที่ทำงานวัดระยะไปยังผนังพร้อมกันโดยไม่ใช้โปรแกรมสลับการทำงาน พบว่าข้อมูลระยะการตรวจวัดมีความผิดพลาดจากปัญหาการรบกวนสัญญาณข้ามกัน ทุกๆ 18-19 วินาที การใช้ตัวกรองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะสามารถช่วยลดความผันผวนของข้อมูลระยะลงได้แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำข้อมูลระยะไปใช้งาน 2) การทดลองกรณีที่เซนเซอร์อัลตราโซนิกส์ตรวจพบวัตถุทันทีทันใดโดยเซนเซอร์จะเคลื่อนไปพร้อมกับชุดรางเลื่อนเคลื่อนที่ตัดผ่านวัตถุฉากรับที่ระยะ 40,70 และ 100 เซนติเมตร ผลการทดลองพบว่าข้อมูลระยะจริงจะมีความผันผวนเฉลี่ยสูงสุดที่ระยะวัตถุ 100 เซนติเมตร ที่ 48.06 เซนติเมตร การกำหนดสมาชิกตัวกรองค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ 5 และ 10 ค่า จะสามารถช่วยลดความผันผวนลงได้ 80.25% และ 88.24% ตามลำดับ และ 3) การทดลองหุ่นยนต์ AGV เคลื่อนที่และหยุดแบบอัตโนมัติเมื่อเซนเซอร์อัลตราโซนิกส์พบสิ่งกีดขวางที่กำหนดระยะ 40 , 70 และ 100 เซนติเมตร พบว่าการกำหนดสมาชิกตัวกรอง 5 และ 10 ค่า จะใช้ระยะหยุดเฉลี่ย 22.7 และ 37.1 เซนติเมตร ตามลำดับ และในกรณีที่หยุดระยะ 40 เซนติเมตร ที่ใช้สมาชิกตัวกรอง 10 ค่า หุ่นยนต์จะประมวลผลหยุดไม่ทันและชนเข้ากับวัตถุ</p> นายคุณากร อนุวัตพาณิชย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มนูศักดิ์ จานทอง, ดร.สุรศักดิ์ ทิมพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/254978 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 The การพัฒนาทำ Glued Laminated Timber (Glulam) จากเศษไม้สักสวนป่า https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/256730 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการพัฒนาทำ Glued Laminated Timber (Glulam) จากเศษไม้สักสวนป่าที่เหลือจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ของกระบวนการผลิตไม้สักสวนป่าแปรรูป อายุประมาณ 25-30 ปี ที่ไม่สามารถนำมาแปรรูปได้ตามที่ต้องการ ทำให้เศษไม้ที่เหลือกลายเป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาทำ Glulam จากเศษไม้สักสวนป่าและคุณสมบัติเชิงกลของ Glulam รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าของเศษไม้สักสวนป่าแปรรูปในการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมไม้ เพื่อให้การพัฒนาทำ Glulam จากเศษไม้สักสวนป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการทดสอบ 4 วิธีการ คือ การทดสอบแรงเฉือน (Shear tests)การทดสอบความต้านแรงดัด (Modulus of Rupture หรือ MOR) มอดุลัสยืดหยุ่น (Modulus of Elasticity หรือ MOE) ตามมาตรฐาน ISO/TR 19623:2019 และการทดสอบการติดกาว (Adhesive tests) ตามมาตรฐาน EN 204:2001 ในกรรมวิธีการอัดประสานเศษไม้สักได้มีการเลือกใช้กาวโพลียูรีเทน (Polyurethane Adhesives; PU) มีคุณสมบัติความเหนียว ความหนาแน่นและยืดหยุ่นแต่ไม่หดตัว มีประสิทธิภาพในการยึดติดสูง แลกาวอิมัลชั่นโพลิเมอร์ไอโซไซยาเนต (Emulsion polymer isocyanate; EPI) มีคุณสมบัติการแข็งตัวที่รวดเร็วแม้อยู่ในสภาวะอุณหภูมิปกติ มีแรงยึดเกาะและทนทานสูง ซึ่งกาวทั้ง 2 ชนิด เป็นกาวที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคอุตสาหกรรมการแปรรูปไม้สำหรับงานที่ใช้ภายนอกได้ เนื่องจากทนความร้อนได้ดี มีความทนทานต่อน้ำและความชื้น รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลการทดสอบ พบว่า ค่าแรงเฉือน มีค่า 7.94 MPa และ 8.12 MPa ตามลำดับ ค่าความต้านแรงดัด มีค่า 53.03 MPa และ 64.44 MPa ตามลำดับ ค่ามอดุลัสยืดหยุ่น มีค่า 9,476.41 MPa และ 9,659.61 MPa ตามลำดับ และการทดสอบการติดของกาว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพไปจากเดิม ซึ่งค่าการทดสอบทั้ง 4 วิธีการ เป็นไปตามค่ามาตรฐาน จากผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า เศษไม้สักที่เหลือจากกระบวนการผลิตสามารถนำไปสู่การพัฒนาทำ Glued Laminated Timber (Glulam) ในการใช้ประโยชน์ด้านผลิตภัณฑ์ก่อสร้างสำหรับใช้เป็นงานโครงสร้างต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปประยุกต์ หรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมไม้ในประเทศไทย เพื่อยกระดับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าต่อไป</p> ทยิดา ถิ่นเขาต่อ, ทรงกลด จารุสมบัติ, ดำรง พิพัฒนวัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/256730 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 กระถางเพาะชำย่อยสลายได้จากขุยฉลากที่เสริมธาตุอาหารให้พืชด้วยกากกาแฟและกากถั่วเหลือง https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/257272 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระถางเพาะชำที่ย่อยสลายได้จากขุยฉลากกระดาษ (LW) เสริมธาตุอาหารให้กับพืชด้วยกากกาแฟ (CG) และกากถั่วเหลือง (SM) ขึ้นรูปกระถางเพาะชำโดยใช้กาวแป้งเปียกจากแป้งมันสำปะหลัง ผลการวิจัยพบว่าอัตราส่วนของวัสดุที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูป คือ LW:CG เท่ากับ 50:50 LW:CG เท่ากับ 75:25 และ LW:SM เท่ากับ 75:25 ปริมาณและชนิดของวัสดุที่ผลิตเป็นกระถางเพาะชำมีผลต่อคุณสมบัติทางกายภาพ กระถางเพาะชำทุกอัตราส่วนดังกล่าวคงสภาพและมีความแข็งแรง กล่าวคือ ดัชนีแตกร่วน 0.99-1.00 อย่างไรก็ตาม LW:SM เท่ากับ 75:25 ดูดซึมน้ำได้มากที่สุด เมื่อดูดซึมน้ำให้ความคงตัวต่ำสุดและย่อยสลายได้เร็วที่สุด กากกาแฟและกากถั่วเหลืองสามารถเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืชได้ ทั้งนี้กระถางเพาะชำจาก LW:SM เสริมธาตุอาหารให้กับพืชได้ดีกว่ากระถางเพาะชำจาก LW:CG เนื่องจากกากถั่วเหลืองเสริมไนโตรเจนได้สูงกว่ากากกาแฟ เมื่อทดสอบการใช้งานเพาะชำพืช ได้แก่ ต้นพริกขี้หนู พบว่าต้นพริกขี้หนูเจริญเติบโตได้สูงสุดใน LW:SM เท่ากับ 75:25 คือ มีน้ำหนักสด 4.45 ± 1.76 กรัม น้ำหนักแห้ง 0.44 ± 0.17 กรัม ความยาวลำต้นและความยาวราก เท่ากับ 2.12 ± 3.26 เซนติเมตร (ซม.) และ 4.42 ± 0.84 ซม. ตามลำดับ แตกต่างกับต้นพริกขี้หนูที่เพาะในกระถางเพาะชำประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) สำหรับจำนวนและขนาดของใบ สังเกตผลด้วยสายตา พบว่า ต้นพริกขี้หนูจากกระถางเพาะชำ LW:SM เท่ากับ 75:25 มีจำนวนใบมากที่สุดและขนาดของใบใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับต้นพริกขี้หนูจากกระถางเพาะชำประเภทอื่น เป็นผลเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกายภาพของกากถั่วเหลืองที่ย่อยสลายได้ดีทำให้ความพรุนของวัสดุในกระถางเพิ่มขึ้นมีอิทธิพลโดยตรงกับการเจริญเติบโตของรากต้นพริกขี้หนูที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางเคมีซึ่งพบว่า LW:SM เท่ากับ 75:25 นั้นมีแอมโมเนียม-ไนโตรเจน และไนเตรต-ไนโตรเจน 2% ยูเรีย-ไนโตรเจน 15% ฟอสฟอรัส 5% และโพแทสเซียม 16% ด้วย จึงสรุปได้ว่ากระถางเพาะชำจาก LW:SM เท่ากับ 75:25 ไม่เพียงย่อยสลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารและการเจริญเติบโตของพืช จึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับการเพาะปลูกและสิ่งแวดล้อม</p> สรวิชญ์ อินทร์จันทร์, สิรินารี เงินเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/257272 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การปรับปรุงการมอบหมายงานในสถานีเครื่องจักร CNC โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และกฎการจ่ายงาน กรณีศึกษาโรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/257977 <p>การศึกษานี้มุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการมอบหมายงานในสถานีงานเครื่องจักร CNC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น ซุ้มล้อรถยนต์ และตัวโครงสร้างรถยนต์ โดยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และการจัดลำดับการทำงานด้วยกฎการจ่ายงาน Shortest Processing Time (SPT) ซึ่งจะพิจารณาเวลาในการทำงาน โดยงานที่ใช้เวลาน้อยที่สุดจะได้รับมอบหมายให้ทำก่อน การใช้กฎ SPT นี้จะช่วยลดค่าเฉลี่ยของเวลาที่งานค้างอยู่ในระบบ การศึกษานี้ได้ทำการจำลองการผลิตโดยใช้โปรแกรม Excel Solver นำข้อมูลระยะเวลา และเงื่อนไขเกี่ยวกับขนาดของงานในการผลิตที่ได้จากเครื่อง CNC จำนวน 3 เครื่อง มาคำนวณเพื่อเปรียบเทียบระหว่างวิธีเดิมกับวิธีที่มีการมอบหมายงานแบบมีระบบ ผลการทดลองพบว่า การใช้กฎ SPT ช่วยลดเวลาปิดงานของระบบจาก 70 วันในวิธีการเดิมเหลือเพียง 52 วันในวิธีใหม่ ซึ่งคิดเป็นการลดลง 25.71% และลดเวลารวมในการทำงานจาก 1,254 วันเหลือ 1,048 วัน หรือ 16.43% นอกจากนี้ การมอบหมายงานด้วยวิธีนี้ยังช่วยให้สามารถกระจายภาระงานให้กับเครื่องจักรได้อย่างเท่าเทียม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเครื่องจักร โดยที่เครื่องจักรทุกเครื่องจะมีการทำงานเต็มประสิทธิภาพได้อย่างสมดุล และช่วยในการกำหนดเวลาส่งมอบงานให้กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น</p> จิรวัฒน์ ณ พัทลุง, ปาณิธี เรืองศรี, นพคุณ แสงเขียว, พีรพงศ์ ภควณิช, พรนิวัติ ผลทวีชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/257977 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวางแผนการผลิตด้วยการประยุกต์โปรแกรมเชิงเส้น กรณีศึกษาโรงงานผลิตโฟมบรรจุอาหาร https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258043 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการวางแผนการผลิตที่เหมาะสมสำหรับโรงงานผลิตโฟมและพลาสติกบรรจุภัณฑ์ โดยใช้แบบจำลองโปรแกรมเชิงเส้น (Linear Programming: LP) ร่วมกับการวิเคราะห์สินค้าคงคลังแบบเอบีซี (ABC Analysis) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าคงคลังและลดต้นทุนการผลิต การศึกษานี้ใช้ข้อมูลย้อนหลัง 1 ปี ประกอบด้วยข้อมูลด้านต้นทุนการผลิต กำลังการผลิต และต้นทุนคงคลัง จากการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถลดต้นทุนสินค้าคงคลังได้ร้อยละ 86.71 เมื่อเทียบกับวิธีเดิม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบูรณาการ ABC Analysis กับแบบจำลองเชิงเส้นที่ออกแบบเฉพาะบริบทของอุตสาหกรรมโฟมบรรจุอาหาร ช่วยให้การจัดการคลังสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะการผลิตตามคำสั่งซื้อได้ อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านการใช้ข้อมูลย้อนหลังที่ไม่ครอบคลุมความผันผวนของความต้องการลูกค้าในอนาคต ดังนั้น งานวิจัยต่อไปควรพิจารณาเพิ่มการพยากรณ์ความต้องการ (Demand Forecasting) และการวิเคราะห์แบบหลายเป้าหมาย (Multi-objective Optimization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางแผนการผลิต</p> สาวิตรี พิบูลศิลป์, คฑาวุธ เกษสระ, นพคุณ แสงเขียว, พีรพงศ์ ภควณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258043 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การตรวจสอบการกระจายลมร้อนในเตาอบด้วยการทดลองและพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258106 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกระจายลมร้อนในตู้อบโดยใช้การทดลองและการวิเคราะห์พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD) โดยจำลองพฤติกรรมการกระจายลมร้อนภายในตู้อบที่มีฮีทเตอร์จำนวน 3 แท่ง และพัดลมเป่าลมร้อนให้การกระจายความร้อนภายในตู้อบขนาด 0.100x0.885x0.200 m ที่อุณหภูมิ 80°C ซึ่งการทดสอบและจำลองนี้ไม่มีผลิตภัณฑ์สำหรับการอบจึงไม่พิจารณาความชื้น การทดลองใช้ระบบบันทึกอุณหภูมิ GTF2-IM28 Temp Controller และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ PT100 จำนวน 12 ช่องสัญญาณ โดยเชื่อมต่อกับเครื่องควบคุมและอ่านค่าผ่าน Modbus-RTU ลมร้อนคืออากาศที่ไหลในตู้อบมีปริมาตรเท่ากับ 1.52 m<sup>3</sup> ของไหลเกิดการถ่ายเทและพาความร้อนภายใต้ความเร่ง เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก (g) เลือกใช้รูปแบบการไหลทั้งแบบราบเรียบและปั่นป่วน สภาพผิวของผนังเป็นผิวราบเรียบกำหนดเป็น Adiabatic wall และกำหนดความดันอากาศที่ 101,325 Pa พร้อมทั้งอุณหภูมิเริ่มต้นของอากาศและตู้อบที่ 28°C ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์ด้วย CFD และการทดลองสอดคล้องกันมีค่าความแตกต่างอยู่ในช่วงร้อยละ 6-10 จึงสรุปได้ว่าแบบจำลอง CFD สามารถจำลองการกระจายลมร้อนได้ใกล้เคียงกับผลการทดลองจริง จากนั้นทำการวิเคราะห์การกระจายลมร้อนในตู้อบทั้งแบบที่มีถาดเต็มตู้และแบบไม่มีถาด พบว่า มีการกระจายของลมร้อนเป็นแบบปั่นป่วน ลมร้อนในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการอบ การศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงการออกแบบตู้อบให้มีการกระจายความร้อนที่สมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน โดยต้องพิจารณาตัวแปรสำคัญประกอบด้วย ทิศทางและตำแหน่งการเข้าของลมร้อน ความเร็วของลมร้อน อัตราการไหลของลมร้อน กำลังของฮีทเตอร์ การควบคุมการสูญเสียของลมร้อนด้วยการติดตั้งฉนวนกันความร้อน และการสร้างช่องทางเข้าของลมร้อนหลายตำแหน่ง</p> ชัยวัฒน์ อุทัยแสน, ยศกร ประทุมวัลย์, ทรงวุฒิ มงคลเลิศมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258106 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประเมินความเสี่ยงก๊าซเรดอนภายในอาคาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258598 <p>วัตถุประสงค์งานวิจัยเพื่อประเมินความเสี่ยงก๊าซเรดอนภายในอาคาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี ก๊าซเรดอนเป็นสารก่อมะเร็ง กระจายอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวัสดุก่อสร้าง สำหรับ การวิจัยในครั้งนี้ ได้ทำการวิเคราะห์ ก๊าซเรดอนในห้องเรียน และห้องสำนักงาน จำนวน 56 ตำแหน่ง ด้วยเทคนิค การกัดรอยนิวเคลียร์ โดยวัดรอยรังสีแอลฟาชนิดแผ่นฟิล์ม CR-39 เป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นนำมากัดขยายรอย ด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น 6.25 mol/L ที่อุณหภูมิ 60°C เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ตรวจนับค่าความหนาแน่นรอยรังสีแอลฟาที่เกิดขึ้นด้วยกล้องจุลทรรศน์ และปรับเทียบรอยแฝงเป็นค่า ความเข้มข้นของเรดอน พบว่าความเข้มข้นของก๊าซเรดอนมีค่าอยู่ระหว่าง 4.89 ± 1.82 ถึง 61.76 ± 56.92 Bq/m3 เฉลี่ย 21.99 ± 8.69 Bq/m3 ซึ่งมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานที่ US EPA กำหนดที่ 148 Bq/m3 สำหรับปริมาณ รังสีสมมูลที่ได้รับต่อปี มีค่าอยู่ระหว่าง 0.12 ± 0.05 ถึง 1.56 ± 1.44 mSv/y เฉลี่ย 0.55 ± 0.22 mSv/y ซึ่ง ต่ำกว่ามาตรฐานที่ ICRP กำหนดที่ 3-10 mSv/y นอกจากนี้ ผลการประเมิน ความเสี่ยงในการก่อให้เกิดมะเร็ง ตลอดช่วงชีวิต มีค่าอยู่ระหว่าง (0.47 ± 0.18)×10-3 ถึง (6.00 ± 5.53)×10-3 เฉลี่ย (2.14 ± 0.84)×10-3 ซึ่งมีค่า สูงกว่ามาตรฐาน UNSCEAR กำหนด 0.29 x 10-3 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า นักศึกษา และบุคคลากร ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้รับก๊าซเรดอนในระดับที่ต่ำ จึงมีความปลอดภัยต่อความเสี่ยง จากการเป็นโรคมะเร็งปอด</p> ปรียาภรณ์ เนื้อนุ้ย, พวงทิพย์ แก้วทับทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258598 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลกระทบของระยะเวลาการอบอ่อนหลังกระบวนการที่ส่งผลต่อโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกล ของเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงชนิดเฟสคู่เกรด DP980 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258261 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกลจากผลการอบอ่อนหลังกระบวนการที่อุณหภูมิ 600 ˚C ด้วยระยะเวลาที่แตกต่างกัน 4 ระดับคือ 5 นาที 30 นาที 60 นาที และ 180 นาที ตามลำดับ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าเมื่อระยะเวลาการอบอ่อนเพิ่มมากขึ้นจะส่งผลให้เฟสแข็งชนิดมาร์เทนไซด์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยการเปลี่ยนรูปไปเป็นโครงสร้างพื้นเฟอร์ไรท์ อีกทั้งปริมาณธาตุคาร์บอนในเฟสมาร์เทนไซด์ก็จะมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ดังนั้นเมื่อระยะเวลาการอบอ่อนเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 5-60 นาที ค่าความเค้นครากและค่าความแข็งแรงดึงสูงสุดของชิ้นทดสอบจึงมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่อัตราการยืดตัวจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อระยะเวลาในการอบอ่อนเพิ่มขึ้นเป็น 180 นาที อัตราส่วนของเฟสมาร์เทนไซด์จะลดลงอย่างชัดเจน มีพฤติกรรมการเติบโตของเฟสเกิดขึ้นและมีการตกตะกอนของคาร์ไบด์บริเวณขอบเกรนของเฟสมาร์เทนไซด์ที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งมีผลึกใหม่เกิดขึ้นบางส่วน จึงส่งผลโดยตรงต่อสมบัติทางกลของวัสดุชิ้นทดสอบ ซึ่งพบว่าที่ระยะเวลาการอบอ่อน 180 นาที จะได้สมบัติทางกลโดยรวมที่เหมาะสมที่สุด โดยมีค่าความเค้นครากที่ 853.97 N/mm<sup>2</sup> ค่าความแข็งแรงแรงดึงสูงสุดที่ 929.37 N/mm<sup>2</sup> การยืดตัวสม่ำเสมอที่ร้อยละ 13.37 และการยืดตัวโดยรวมที่ร้อยละ 17.25</p> ณัฐศักดิ์ พรพุฒิศิริ, พงศกร หลีตระกูล, พิสิทธิ์ เมืองน้อย, จิณกมล ลุยจันทร์, พลากร ประคำทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/258261 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การผสมกาวยูเรียฟอร์มาดิไฮด์ในการคงรูปของกากกาแฟเพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/260745 <p>วิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาหาสูตรส่วนผสมที่เหมาะสมสำหรับความคงรูปทรงของกากกาแฟผสมกับกาวยูเรียฟอร์มาดิไฮด์ด้วยการขึ้นรูปชิ้นงานในแม่พิมพ์ตามรูปแบบการออกแบบของผลิตภัณฑ์ โดยประยุกต์ใช้กาวในการเสริมความคงรูปทรงของกากกาแฟ เพื่อการแก้ปัญหาการจัดการขยะและพัฒนาสร้างสรรค์วัสดุทางเลือกสำหรับงานออกแบผลิภัณฑ์ วิธีการทดลองส่วนแรก หาอัตราส่วนที่เหมาะสมจากการทดสอบเบื้องต้นที่ความคงรูปทรงกากกาแฟผสมกับกาวยูเรียฟอร์มาดิไฮด์ด้วยน้ำที่ อัตราส่วนผสมของน้ำ 46 % ซึ่งปริมาณน้ำต่ำกว่านี้กากกาแฟจะไม่คงรูป โดยแบ่งทดสอบจำนวน 4 ตัวอย่าง วิธีแบบอัดเย็นในแบบแม่พิมพ์โดยควบคุมอุณหภูมิห้องที่ 27–37 องศาเซลเซียส คืออัตราส่วนที่ 37:17:46, 32:22:46, 27:27:46 และ 22:32:46 ตามลำดับ พบว่าอัตราส่วนที่ 3 กากกาแฟ 27% กาวผงยูเรียฟอร์มาดิไฮด์ 27% และน้ำ 46 % มีความการคงรูปทรงดีที่สุดของรูทรงผลิตภัณฑ์ ใช้เวลาในการขึ้นรูป 2 วัน 2 ชั่วโมง เมื่อนำอัตราส่วนผสมที่ 3 ทดสอบการทดสอบแรงดัดงอ โดยการเสริมแรงด้วยไม้ขนาดหนา 2 มิลิเมตร 6 ความหนาของวัสดุแผ่นเรียบ คือ 6,8,10 ,12,14,16 มิลลิเมตร พบว่าความหนา 6 มิลลิเมตรมีค่าการทดสอบดีที่สุดคือ 1.35 MPa และการหลอมตัวของวัสดุผสมของความการคงรูปดีที่สุดคือความหนา 6 มิลลิเมตร จากอัตราส่วนผสมสำหรับความคงรูปทรงของกากกาแฟของการวิจัยนี้ เป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการทดแทนวัสดุประเภทไม้ของชิ้นส่วนงานตกแต่งผิวเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ได้และช่วยส่งเสริมงานออกแบบของร้านกาแฟ</p> สุริยา สงค์อินทร์, ภัทรา คุ้มเขต, กฤษณา คงเลิศยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/260745 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 เปรียบเทียบพฤติกรรมของคานคอนกรีตเสริมเหล็กภายใต้ภาระใช้งานจริงและภาระออกแบบตามวิธีการออกแบบโดยวิธีกำลังและวิธีหน่วยแรงใช้งาน https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/261161 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาความสามารถในการรับแรงดัดของคานคอนกรีตเสริมเหล็กภายใต้การออกแบบตามแนวทาง Strength Design Method (SDM) อ้างอิงกฎกระทรวง พ.ศ. 2566 โดยวิเคราะห์จากน้ำหนักบรรทุกที่เกิดขึ้นจริง (DL + LL) เปรียบเทียบกับน้ำหนักบรรทุกออกแบบ (1.4DL + 1.7LL) และ (1.2DL + 1.6LL) เพื่อหาค่าร้อยละของแรงดัดที่ใช้งานจริงเมื่อเทียบกับค่ากำลังรับสูงสุดของคาน ในการศึกษานี้ได้กำหนดช่วงความยาวของคานที่ 4–8 เมตร และน้ำหนักบรรทุกจรตั้งแต่ 50–800 kg/m² ซึ่งเป็นค่าที่พบได้ทั่วไปในอาคารพักอาศัยและพาณิชยกรรม ผลการวิเคราะห์พบว่าคานที่ออกแบบตาม SDM ใช้งานจริงเพียง 54–67% ของกำลังรับโมเมนต์ดัดที่ออกแบบไว้ สะท้อนให้เห็นถึง ระดับความเผื่อด้านความปลอดภัย ที่เหมาะสมในงานโครงสร้าง โดยค่าร้อยละดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงเมื่อ น้ำหนักบรรทุกจรเพิ่มขึ้น แต่ไม่ขึ้นกับความยาวช่วงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ แบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์ที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักบรรทุกจรกับค่าตัวคูณยอมให้ใช้งาน (Allowable Percentage) มีความแม่นยำสูง (R² = 0.9860) ส่งผลให้สามารถประเมินพฤติกรรมการรับแรงดัดของคานได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยภายใต้การใช้งานจริง นอกจากนี้ยังพบอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบการออกแบบด้วยวิธี SDM และ WSD พบว่าค่าความสามารถในการรับโมเมนต์ดัดจากวิธี SDM สูงกว่าวิธี WSD อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะใช้หน้าตัดและเงื่อนไขเดียวกันในการออกแบบก็ตาม</p> ชำนาญ น้อยพิทักษ์, สนธยา ทองอรุณศรี, จรูญ เจริญเนตรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มทร. กรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/rmutk/article/view/261161 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700