วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ คณิตศาสตร์ สถิติ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงวิทยาศาสตร์ประยุกต์อื่น ๆ หรือที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p>ISSN 2774-0838 (Print)</p> <p>ISSN : 2774-0757 (Online)</p> Faculty of Science, Buriram Rajabhat University th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) 2774-0838 <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ<br>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนเท่านั้น</p> นวัตกรรมในการผลิตมะละกอปลอดภัย https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/262585 <p>การผลิตมะละกอเพื่อความปลอดภัย หรืออาจเรียกเป็นการผลิตมะละกอในระบบอินทรีย์ ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติได้หลายแบบ อาทิ การเลือกช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม การจัดการธาตุอาหารและ การควบคุมวัชพืช การผลิตมะละกอเพื่อความปลอดภัย สามารถทำได้โดยการปลูกผสมผสานกับพืชชนิดอื่นซึ่งสามารถควบคุมการเกิดโรคและป้องกันแมลงศัตรูพืช การผลิตมะละกอปลอดสาร การผลิตมะละกอระบบเกษตรอินทรีย์ การผลิตมะละกอตามแนวปฏิบัติที่ดี (GAP) และการผลิตมะละกอ ในระบบเกษตรยั่งยืน การประยุกต์ใช้รูปแบบใดขึ้นกับสภาพความเหมาะสมของพื้นที่ และเป้าหมาย ของผู้ผลิตมะละกอ เพื่อเน้นความปลอดภัยของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด </p> <p> นวัตกรรมการผลิตมะละกอ เพื่อความปลอดภัย โดยการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เป็นเสมือนมรดกตกทอดให้กับเกษตรกรรุ่นหลังได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยสารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคแมลง แต่จะเป็นแนวทางช่วยส่งเสริมต่าง ๆ ได้แก่ การปลูกพืชแซม การปลูกพืชตระกูลถั่ว การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักและสารไล่แมลงสมุนไพรต่าง ๆ ให้ระบบการผลิตมะละกอมีประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัย ให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างยั่งยืน</p> รภัสสา จันทาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 107 120 การศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดจากมูลสัตว์ และผลต่อการเจริญเติบโตของผักบุ้งจีน https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/258476 <p>การผลิตปุ๋ยคอกอัดเม็ดจากมูลโค มูลกระบือ และมูลสุกร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราส่วนผสมปุ๋ยคอกที่เหมาะสมในการอัดเม็ดปุ๋ยสำเร็จรูป โดยศึกษาอัตราส่วนผสมปุ๋ยคอกมีทั้งหมด 7 สูตร ใช้แป้งมันสำประหลังเป็นตัวประสาน พบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมในการขึ้นรูปเม็ดปุ๋ย (ปุ๋ยคอก : แป้งมันสำปะหลัง) คือ 90 : 10 วิเคราะห์หาปริมาณร้อยละธาตุอาหารหลัก (N-P-K) ของปุ๋ยแต่ละสูตร เทียบกับมาตรฐานปุ๋ยของ กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า มูลโค มูลกระบือ และมูลสุกร มีปริมาณร้อยละธาตุอาหารหลักดังนี้ มูลโค มีปริมาณร้อยละไนโตรเจน 0.857±0.016, ร้อยละฟอสฟอรัส 0.193±0.006, ร้อยละโพแทสเซียม 0.995±0.036 มูลกระบือปริมาณร้อยละไนโตรเจน 0.587±0, ร้อยละฟอสฟอรัส 0.866±0.006, ร้อยละโพแทสเซียม 1.156±0.008 และมูลสุกรปริมาณร้อยละไนโตรเจน 0.400±0.016, ร้อยละฟอสฟอรัส 0.834±0.006, ร้อยละโพแทสเซียม 0.830±0.020 ตามลำดับ ปริมาณร้อยละธาตุอาหารหลักของเม็ดปุ๋ยมีปริมาณร้อยละไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานโดยกรมวิชาการเกษตร ประสิทธิภาพของปุ๋ยคอกอัดเม็ดต่อการเจริญเติบโตของผักบุ้ง สูตร 7 เป็นสูตรที่ต้นผักบุ้งจีนมีความสูงเฉลี่ยสูงสุดคือ 22.5 cm มีน้ำหนักสดประมาณ 9 กรัม และค่าเฉลี่ยจำนวนใบ เท่ากับ 9.67</p> กนกวรรณ ยันตะบุศย์ ภัชญา เสาเวียง ประภัสสร บัวนาค วีรญา สิงคนิภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 1 14 ผลกระทบของการเติมโดโลไมท์ต่อสมบัติของวัสดุจีโอพอลิเมอร์ฐานกากตะกรันอะลูมิเนียม https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/258601 <p>กากตะกรันอะลูมิเนียมเป็นของเสีย จากกระบวนการรีไซเคิลตะกรันอะลูมิเนียม ซึ่งมักประสบปัญหาการกำจัดที่มีต้นทุนสูงและการลักลอบทิ้ง และผลการทดสอบองค์ประกอบทางเคมีพบว่า มีปริมาณสารประกอบของอะลูมิเนียมสูง และมีซิลิกาเล็กน้อย ในงานวิจัยนี้จึงได้ทำการผลิตวัสดุ จีโอพอลิเมอร์จากวัตถุดิบหลักคือกากตะกรันอะลูมิเนียม โดยเติมโดโลไมท์ในช่วง 0 ถึง 30% โดยน้ำหนัก และใช้สารละลายอัลคาไลน์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฎิกิริยา โดยจะใช้สารละลายผสมระหว่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น 7 โมลาร์ และโซเดียมซิลิเกต (Na₂SiO₃) ในอัตราส่วน 1:3 และกำหนดอัตราส่วนของเหลวต่อของแข็งที่ 0.5 ผลการทดลองพบว่า กากตะกรันอะลูมิเนียมก่อให้เกิดก๊าซแอมโมเนียจากการทำปฏิกิริยาของ AlN และน้ำ หรือ AlN และ NaOH ทำให้วัสดุมีรูพรุน จำนวนมาก และมีกำลังรับแรงอัดไม่มาก อย่างไรก็ตามการเติมโดโลไมท์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของวัสดุ โดยค่ากำลังรับแรงอัดที่ดีที่สุดพบในวัสดุที่เติมโดโลไมท์ 10% แต่เมื่อเติมในปริมาณ 20-30% กลับส่งผลให้ความแข็งแรงลดลง นอกจากนี้ ได้ทำการวิเคราะห์โครงสร้างเฟส โครงสร้างจุลภาค และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วยเทคนิควิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์, กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และเทคนิคการวิเคราะห์การดูดกลืนแสงอินฟราเรด ตามลำดับ จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า วัสดุจีโอพอลิเมอร์ฐานกากตะกรันอะลูมิเนียมมีสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานด้านวัสดุมวลเบาได้</p> ฮัซวานี พึ่งพา พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล เบญญา เชิดหิรัญกร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 15 38 การศึกษาผลเฉลยของระบบสมการเพลล์ x^2-8t^2y^2=1 และ pz^2-t^2y^2=-1 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/258791 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลเฉลยที่เป็นจำนวนเต็มบวกของระบบสมการเพลล์<br /> x^2-8t^2y^2=1 และ pz^2-t^2y^2=-1 โดยที่ p เป็นจำนวนเฉพาะ และ t,x,y,z เป็นจำนวนเต็มบวก อีกทั้งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขว่า gcd(x,y)=1 และ gcd(t,x)=1 วิธีการวิจัยประกอบด้วยการปรับสมการให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง พร้อมใช้แนวคิดทางทฤษฎีจำนวน เช่น คุณสมบัติของจำนวนเฉพาะ สมการกำลังสี่ และทฤษฎีความผกผันกำลังสอง เพื่อแยกกรณีและพิสูจน์อย่างเป็นระบบ ผลการวิจัย พบว่า ระบบสมการดังกล่าวไม่มีคำตอบจำนวนเต็มบวก กล่าวคือ ไม่มีจำนวนเต็มบวก x,y,z ใดที่ทำให้ระบบสมการนี้เป็นจริงพร้อมกัน การศึกษานี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของสมการแบบเพลล์ และส่งเสริมแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อนในคณิตศาสตร์เชิงทฤษฎี อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาปัญหาทางคณิตศาสตร์อื่น ๆ ได้ในอนาคต</p> <p> </p> วิภาวดี มูลไชยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 39 60 การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีของขมิ้นขาว (นมขมิ้น) สำหรับเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางในการยกระดับสินค้าชุมชนบ้านระกาใต้ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/259374 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและชนิดของสารพฤกษเคมี ในนมขมิ้นที่นำไปทำผลิตภัณฑ์เซรั่มเปรียบเทียบกับขมิ้นอ้อย โดยกลุ่มประชากรที่ทำการศึกษาในงานวิจัยนี้ คือ เหง้าของพืชในวงศ์ Zingiberaceae (ขิง ข่า และขมิ้น) (Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe (storage root) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทำการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ “นมขมิ้น” (หมายถึง ส่วนผสมของว่านตระกูลขิง ข่า และขมิ้น 4 ชนิด ที่นำมาทำเซรั่มนมขมิ้นประกอบด้วยว่านนางคำ ว่านมหาเมฆ ว่านเอ็นเหลือง และว่านชักมดลูก) ในขั้นแรกได้ทำการศึกษาชนิดของสารอาหารที่มีอยู่ ในวัตถุดิบทั้งหมดพบว่า ทั้งขมิ้นอ้อยสดและนมขมิ้นสดมีสารอาหารกลุ่มโปรตีน ไขมัน กากใย และความชื้นต่อมาในขั้นที่สองได้ทำการสกัดสาระสำคัญจากนมขมิ้น และขมิ้นอ้อยโดยใช้ตัวทำละลายเอทานอลเพียงชนิดเดียวเนื่องจากเป็นที่นิยม และปลอดภัยที่สุด ในการศึกษาชนิดของสารพฤกษเคมี พบว่า ในนมขมิ้นและขมิ้นอ้อย มีสารฟลาโวนอยด์และซาโปนิน ขั้นที่สามทำการทดสอบหาปริมาณสารฟีนอลิก พบว่า สารสกัดจากขมิ้นอ้อยมีปริมาณสารฟีนอลิกเท่ากับ 120.340 และนมขมิ้นเท่ากับ 27.920 และในขั้นตอนสุดท้ายได้ทำการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH เทียบเท่าวิตามินซี พบว่า ค่า IC¬50 สารสกัดขมิ้นอ้อยมีค่าเท่ากับ 50.9059 ug/mg และสารสกัดจากนมขมิ้นเท่ากับ 348.1242 ug/mg ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ปริมาณของสารที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของขมิ้นอ้อยและนมขมิ้นแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ในทั้งขมิ้นอ้อยและนมขมิ้นที่ใช้ทำเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะเซรั่มนมขมิ้นมีสารต้านอนุมูลอิสระจริง และสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางได้</p> ชุลีกานต์ สายเนตร วิริญรัชญ์ สื่อออก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 61 74 การพัฒนาระบบจองใบอนุญาตการประชุมออนไลน์แบบอัจฉริยะ : นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประหยัดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/260626 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบจองใบอนุญาตการประชุมออนไลน์แบบรวมศูนย์ที่มีประสิทธิภาพและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียม 2) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานใบอนุญาตการประชุมออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ 3) ลดต้นทุนการจัดซื้อใบอนุญาตการประชุมออนไลน์ของมหาวิทยาลัย</p> <p>การดำเนินการวิจัยใช้ประชากรและกลุ่มตัวอย่างจากบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 832 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างสำหรับการพัฒนาระบบ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 50 ราย ประกอบด้วย อาจารย์ 25 ราย เจ้าหน้าที่สายสนับสนุน 15 ราย และบุคลากรสายบริหาร 10 ราย และกลุ่มตัวอย่างสำหรับการประเมินความพึงพอใจ จำนวน 256 ราย ประกอบด้วย อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ ระบบที่พัฒนาด้วยวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Life Cycle : SDLC) โดยใช้สถาปัตยกรรมเรสต์ฟูลเอพีไอ (RESTful API) ประกอบด้วยแบ็กเอนด์ที่พัฒนาด้วยลาราเวล (Laravel) และฟรอนต์เอนด์ที่พัฒนาด้วยนักซ์ (Nuxt) เชื่อมต่อกับส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ของแพลตฟอร์ม การประชุมออนไลน์สำหรับการจัดการใบอนุญาตอัตโนมัติ แบบสอบถามความพึงพอใจ 5 ระดับ และเครื่องมือทดสอบประสิทธิภาพ อพาเช่ เจเมเตอร์ (Apache JMeter) สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์ข้อมูล แบบผสมผสาน (Mixed-Method Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถจัดการใบอนุญาตแบบรวมศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดเวลาการจองจาก 30 นาทีเหลือ 3 นาที (ลดลงร้อยละ 90) และลดขั้นตอนการจองจาก 10 ขั้นตอนเหลือ 4 ขั้นตอน ระบบรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 500 ราย ด้วยเวลาตอบสนองเฉลี่ย 1.2 วินาที มีความพร้อมใช้งานร้อยละ 99.8 และผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบได้อย่างเท่าเทียมผ่านระบบลงชื่อเข้าใช้เดียว (Single Sign-On : SSO) 2) ระบบเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานใบอนุญาตได้ร้อยละ 85 จากการจัดสรรแบบแบ่งปันและการตรวจสอบการใช้งานแบบอัตโนมัติ สามารถจัดการคิวการจอง ติดตามการใช้งาน และสร้างรายงานเชิงสถิติแบบเรียลไทม์ และ 3) ระบบลดต้นทุนการจัดซื้อใบอนุญาต ลงได้ร้อยละ 60 จากการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการลดการซื้อใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น การประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งาน 256 ราย ได้คะแนนเฉลี่ย 4.20 จากคะแนนเต็ม 5.00 (ร้อยละ 84) ในระดับดีมาก ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถาบันการศึกษาอื่นและองค์กรที่มีความต้องการจัดการทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศแบบแบ่งปัน</p> นโรดม กิตติเดชานุภาพ อาทิตย์ ดือราโซ ภูริทรัพย์ เดชพิพัฒน์ประชา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 75 90 การส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม IoT เชิงสร้างสรรค์เพื่อวิเคราะห์พื้นที่ ปลูกพืชที่เหมาะสมในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/247840 <p>โครงการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบนวัตกรรม IoT สำหรับวิเคราะห์พื้นที่ปลูกพืชที่เหมาะสม ในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ 2) ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการใช้ระบบ IoT ทางการเกษตร กลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกรที่เพาะปลูกโกโก้ บ้านแม่สะป๊อก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 40 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การดำเนินงานประกอบด้วยการศึกษาสภาพแวดล้อมและปัจจัยการเพาะปลูก การพัฒนาระบบ IoT ใช้ระบบไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ วงจรควบคุมระบบทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ และรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์กับเซิร์ฟเวอร์ วัดค่าอุณหภูมิ ความชื้นในดิน ปริมาณน้ำฝน ความเร็วและทิศทางลม การติดตั้งและทดสอบระบบ และอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตร ผลการวิจัย พบว่า การปลูกโกโก้ต้องมีปริมาณน้ำเพียงพอและความชื้นสูง ค่าที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชโกโก้ คือ อุณหภูมิระหว่าง 18-32 °C ความชื้นอากาศ 80-90 % และปริมาณน้ำฝน 1,000-3,000 มิลลิเมตรต่อปี เมื่อนำระบบไปใช้งาน และมีการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรแล้วมีความพึงพอใจยู่ในระดับมาก ( =4.30, S.D.=0.61) นวัตกรรมที่เกิดขึ้นนี้จะถูกนำไปใช้ในการบริหารจัดการและส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจในชุมชน</p> ชนินทร์ มหัทธนชัย บุษราภรณ์ มหัทธนชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 9 2 91 106