วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru
<p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความที่มีคุณภาพในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ คณิตศาสตร์ สถิติ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงวิทยาศาสตร์ประยุกต์อื่น ๆ หรือที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดยตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p>ISSN 2774-0838 (Print)</p> <p>ISSN : 2774-0757 (Online)</p>
Faculty of Science, Buriram Rajabhat University
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
2774-0838
<p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ<br>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก่อนเท่านั้น</p>
-
พัฒนาโมเดลดิจิทัลเทมเพลตผสานโลกความจริงเสมือนสำหรับนำเสนอข้อมูลเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นด้วยเทคนิคการบูรณาการข้อมูล
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/262504
<p>ปัจจุบันการจัดการและการนำเสนอข้อมูลเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ยังเผชิญข้อจำกัดด้านการบูรณาการข้อมูลและต้นทุนการพัฒนาระบบ ซึ่งงานวิจัยที่นำเสนอแนวทางเชิงโมเดลดิจิทัลผสานเทคโนโลยีโลกเสมือน เพื่อการนำเสนอข้อมูลเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นยังมีจำกัด ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโมเดลดิจิทัลเทมเพลตผสานโลกความจริงเสมือนสำหรับนำเสนอข้อมูลเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และ (2) วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโมเดลที่พัฒนา งานวิจัยและพัฒนานี้บูรณาการข้อมูลจากแพลตฟอร์ม คือ RCBT-SIP และ KIMs โดยมีการคัดเลือกข้อมูลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ของจังหวัดร้อยเอ็ด มาแสดงผลบนโมเดลที่ถูกสร้างขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ร่วมกับเทคโนโลยี<br />โลกความจริงเสมือน ผลการดำเนินงานวิจัย พบว่า โมเดลที่พัฒนาสามารถนำเสนอข้อมูลเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัดร้อยเอ็ดในรูปแบบดิจิทัลและโลกความจริงเสมือน โดยครอบคลุมข้อมูล 6 กลุ่ม ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ สมุนไพร ผ้าไหม วัฒนธรรมประเพณี ผลิตภัณฑ์ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวก การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ดำเนินการโดยเปรียบเทียบต้นทุน และระยะเวลาการพัฒนาระบบร่วมกับการคำนวณอัตราผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment: ROI) ผลการวิเคราะห์พบว่า มีค่า ROI เท่ากับร้อยละ 70.72 สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในระดับพื้นที่</p>
กษิดินท์ เกษสุวรรณ
จงกล จันทร์เรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
1
22
-
การเพิ่มศักยภาพการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยี ตลาดดิจิทัลของชุมชนตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/262705
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สร้างกลยุทธ์ทางตลาดดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของชุมชนตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ 2) พัฒนาสื่อเทคโนโลยีตลาดดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ชุมชน 3) ประชาสัมพันธ์ช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีตลาดดิจิทัล 4) การถ่ายทอดความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตลาดดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกรและเยาวชนในชุมชนบ้านแม่สะป๊อก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 60 คน วิธีการดำเนินงานโดย 1) การสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลโดยหลักการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้ากับธุรกิจ 2) การสร้างสื่อเทคโนโลยีทางการตลาดดิจิทัลโดยสร้างตัวตนในแพลตฟอร์มออนไลน์สร้างเรื่องราวเนื้อหาและทำสื่อวิดีโอ ออกแบบตราสินค้า การเปิดร้านค้าออนไลน์ สร้างระบบตอบคำถามลูกค้า 3) การประชาสัมพันธ์โดยการนำคลิปวิดีโอสั้นมานำเสนอช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ 4) การจัดอบรมตลาดดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า การนำเสนอสินค้าด้วย Facebook และ TikTok ผ่านการเล่าเรื่องราวทางสื่อทำให้มีกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น และการใช้โปรแกรมไลน์จะช่วยบริหารจัดการร้านและปิดการขายได้ เมื่อจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนในภาพรวมมีความพึงพอใจยู่ในระดับมาก (X̅ =4.30, S.D.=0.61) การเพิ่มศักยภาพการตลาดดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีจึงเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตในยุคดิจิทัล</p>
บุษราภรณ์ มหัทธนชัย
ชนินทร์ มหัทธนชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
23
38
-
ประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากใบสาบแร้งสาบกา (Ageratum conyzoides L.) ในการควบคุมเพลี้ยอ่อนถั่ว (Aphis craccivora Koch.) ภายใต้สภาพห้องปฏิบัติการ
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/262868
<p>การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบจากใบสาบแร้งสาบกา ที่สกัดด้วยเอทานอลต่อเพลี้ยอ่อนถั่ว ที่ระดับความเข้มข้น 0, 1, 2, 4 และ 8% (w/v) วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design; CRD) ผลการทดลองพบว่า ผลของสารสกัดจากใบสาบแร้งสาบกา มีผลต่อ การฆ่า การไล่ และการยับยั้งการกินของเพลี้ยอ่อนถั่วมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม ที่ความเข้มข้น 8% มีเปอร์เซ็นต์ การตายสูงสุด 100% ค่า LC<sub>50</sub> มีค่าเท่ากับ 1.92 และ 1.48% (w/v) ในชั่วโมงที่เวลา 24 และ 48 ชั่วโมง ตามลำดับ ประสิทธิภาพในการเป็นสารไล่พบว่า มีเปอร์เซ็นต์ในการไล่เพลี้ยอ่อนถั่วสูงสุด 72 และ 100% ที่เวลา 12 และ 24 ชั่วโมง ตามลำดับ และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการกิน พบว่า จำนวนครั้งในการแทงดูดใบถั่วฝักยาวมากขึ้น เมื่อความเข้มข้นของสารสกัดจากใบสาบแร้งสาบกาสูงขึ้น ที่ความเข้มข้น 8% จำนวนครั้งในการแทงดูดใบถั่วฝักยาวมากที่สุดเท่ากับ 9.40 <u>+</u> 0.48 ครั้ง/นาที ในขณะที่ชุดควบคุมเท่ากับ 1.20 <u>+</u> 0.48 ครั้ง/นาที ระยะเวลาในการแทงดูดอาหารน้อยลง เมื่อความเข้มข้นของสารสกัดจากใบสาบแร้งสาบกาสูงขึ้น ที่ความเข้มข้น 8% ระยะเวลาในการแทงดูดอาหารของเพลี้ยอ่อนถั่ว น้อยสุดเท่ากับ 0.24 <u>+</u> 0.28 นาที ในขณะที่ชุดควบคุมเท่ากับ 7.62 <u>+</u> 0.68 นาที</p>
ณฐพงศ์ เมธินธรังสรรค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
39
50
-
การศึกษาผงสีย้อมธรรมชาติจากเปลือกมะพูดในการย้อมไหม
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/262944
<p>การศึกษาผงสีย้อมธรรมชาติจากเปลือกมะพูดในการย้อมไหม อาศัยการวิเคราะห์ค่าการดูดกลืนแสงด้วยเทคนิคยูวีวิสิเบิลสเปกโทรโฟโทมิทรี ความยาวคลื่นสูงสุด 425 นาโนเมตร ศึกษาการทำผงสีด้วยการใช้โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) เป็นสารช่วยตกตะกอน ผลการศึกษาพบว่า ผงสีที่ได้คิดเป็นร้อยละ 3.03 ความสามารถในการดูดซับสีของน้ำย้อมบนเส้นไหมพบว่า น้ำย้อมจากผงสีธรรมชาติมีค่าการดูดกลืนแสงเท่ากับ 0.625 ผลการวิเคราะห์สีด้วยโครมาพบว่า มีค่า <em>L</em>* 82.553 <em>a</em>* 3.523 และ <em>b</em>* 13.687 ให้เฉดสีเหลืองโทนสว่าง มีสภาวะเป็นกรดช่วง 5.25 - 5.84 มีค่าความคงทนต่อแสงแดดระดับ 5 (ดีมาก) และค่าความคงทนต่อการซักล้างระดับ 3 (ปานกลาง) ข้อดีของสีย้อมในรูปแบบผงคือมีความสะดวกต่อการใช้งาน ลดระยะเวลาในขั้นตอนการเตรียมสีย้อม และสามารถเก็บรักษาไว้ใช้ได้ยาวนานนับปี นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดปริมาณการใช้ที่แน่นอน ช่วยให้ควบคุมเฉดสีของน้ำย้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ประภัสสร บัวนาค
ณัฐธิดา วงษ์วาสน์
เบญจวรรณ สามพิมพ์
มัญฑิตา กล้าครบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
51
64
-
การศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ของสารสกัดจากพืชสกุล Ocimum 5 ชนิดที่พบในประเทศไทย
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/262985
<p>ปัญหาสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะโรคฟันผุ มีสาเหตุสำคัญจากเชื้อแบคทีเรีย <em>Streptococcus mutans</em> (<em>S. mutans</em>) ซึ่งสามารถสร้างกรด และไบโอฟิล์มยึดเกาะบนผิวฟัน ส่งผลให้เคลือบฟัน ถูกทำลาย ดังนั้น จากสาเหตุดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษา 1) ฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย <em>S. mutans</em> 2) เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 3) เพื่อศึกษาปริมาณสารฟีนอลิก และ ฟลาโวนอยด์ ของสารสกัดหยาบจากพืชสกุล <em>Ocimum</em> 5 ชนิด ได้แก่ กะเพราขาว (<em>Ocimum tenuiflorum</em>), กะเพราแดง (<em>Ocimum sanctum</em>), โหระพา (<em>Ocimum basilicum</em>), ยี่หร่า (<em>Ocimum gratissimum</em>) และแมงลัก (<em>Ocimum africanum</em>) ผลการทดลองพบว่า สารสกัดหยาบจากโหระพา แสดงประสิทธิภาพสูงสุด ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย <em>S. mutans </em>โดยมีค่าเฉลี่ยบริเวณยับยั้งเท่ากับ 3.01±0.09 มิลลิเมตร และตรวจพบปริมาณสารฟลาโวนอยด์รวมและฟีนอลิกรวมสูงสุด เท่ากับ 1.32±0.45 mgQE/gDW และ 8.51±0.15 mgGAE/gDW ตามลำดับ สำหรับการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH radical scavenging assay พบว่า สารสกัดหยาบกะเพราแดง และโหระพามีฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระโดดเด่นที่สุด ร้อยละ 56.32 และ 49.19 ตามลำดับ ขณะที่สารสกัดหยาบกะเพราขาว มีปริมาณฟลาโวนอยด์และปริมาณ ฟีนอลิกรวมต่ำที่สุด รวมไปถึงแสดงบริเวณยับยั้งน้อยที่สุด ส่วน ร้อยละของผลผลิต (%yield) ของสารสกัดหยาบ <em>Ocimum</em> ทั้ง 5 ชนิด พบว่า สารสกัดหยาบยี่หร่า มีร้อยละผลผลิตสูงสุดเท่ากับ 12.53±0.74 ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากพืชสกุล <em>Ocimum</em> บางชนิดมีศักยภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งแบคทีเรียได้ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติสำหรับสุขภาพช่องปากในอนาคต</p>
รพีแพรว สดคมขำ
ณัฐณิชา จำปาแดง
ณัฑพร มโนใจ
ญาดา นุกูล
พิชญาภา ถาปาบุตร
กิรณา อิศรานุชีพ
อชิรญา อัศวเสถียรวงศ์
จุฑามาศ ดวงกมล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
65
82
-
การศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยใช้ข้อมูลภาพดาวเทียม Sentinel-2 บริเวณพื้นที่ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/263001
<p>การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและความสัมพันธ์กับการเกิดภัยแล้งในตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างปี พ.ศ. 2559-2567 โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่เกษตรกรรมลดลง 935.11 ไร่ ขณะที่พื้นที่ชุมชน ป่าไม้ และแหล่งน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับความถี่การเกิดความแห้งแล้งในรอบ 10 ปี พบว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรงส่วนใหญ่เป็น พื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 1,858.83 ไร่ รองลงมาคือพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง 29.86 ไร่ และพื้นที่เบ็ดเตล็ด 21.15 ไร่ ขณะที่พื้นที่ป่าไม้ไม่พบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรง ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่เกษตรกรรมเป็นประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีความเสี่ยง ต่อการเกิดภัยแล้งมากที่สุดในพื้นที่ศึกษา</p>
วีระภาส คุณรัตนสิริ
จุฑามาศ ศรีคงรักษ์
จีรวรรณ งามสง่า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
83
94
-
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่นการย้อมสี จากทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scibru/article/view/263462
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการย้อมสี จากทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการองค์ความรู้ท้องถิ่นการย้อมสีจากทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และ (3) ประเมินประสิทธิผลและความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) โดยประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชน (Participatory Action Research: PAR) และดำเนินการตามกระบวนการพัฒนาระบบสารสนเทศ (System Development Life Cycle: SDLC) ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมจากเอกสาร และการสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้างกับปราชญ์ชุมชน เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการองค์ความรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง แบบทดสอบก่อนและหลังการใช้ระบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 กลุ่มตัวอย่างในการประเมินระบบ ได้แก่ ผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการองค์ความรู้ และผู้สนใจ จำนวน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า (1) สามารถรวบรวมองค์ความรู้ด้านการย้อมสีจากทรัพยากรธรรมชาติและจัดหมวดหมู่เป็นฐานข้อมูลองค์ความรู้สำหรับระบบสารสนเทศได้ (2) ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถจัดเก็บ สืบค้น และเผยแพร่องค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ และ (3) คะแนนหลังการใช้ระบบสูงกว่าก่อนการใช้ระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า ระบบช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.53, S.D. = 0.50) สะท้อนให้เห็นว่าระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถสนับสนุนการจัดการและการเผยแพร่องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการย้อมสีจากทรัพยากรธรรมชาติของ กลุ่มชาติพันธุ์อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้อย่างเหมาะสม</p>
จิตราภรณ์ ธาราพิทักษ์วงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ออนไลน์)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-16
2026-06-16
10 1
95
113