วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal
<p><strong>ภาษาไทย</strong> : วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา<br /><strong>English</strong> : Science and Technology Research Journal Nakhon Ratchasima Rajabhat University</p> <p>ISSN 3088-1870 (Online)</p> <p><strong>การรับรองคุณภาพวารสาร</strong><br />วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีม<strong>า </strong>ผ่านการรับรองคุณภาพของ ศูนย์ดัชนีอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) ถึง 31 ธันวาคม 2572 อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2</p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong><br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราวรรณ อุ่นเมตตาอารี </p> <p><strong>อัตราค่าลงทะเบียนตีพิมพ์</strong> <strong>(<a href="https://drive.google.com/file/d/1wFB6aA-aJXcKj8Z5TE5Gg9NKF71bzKek/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">อ่านประกาศเพิ่มเติม</a>)</strong></p> <p>1. เมื่อผู้นิพนธ์ส่งบทความเข้าสู่ระบบของวารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา บทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ และผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก <strong>"ให้ตอบรับการตีพิมพ์"</strong> กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้นิพนธ์ ชำระค่าลงทะเบียนตีพิมพ์ หลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้น โดยมีอัตราค่าลงทะเบียนตีพิมพ์ ดังนี้ <br /> 1.1 บุคคลภายใน ค่าลงทะเบียน 2,500 บาทต่อบทความ<br /> 1.2 บุคคลภายนอก ค่าลงทะเบียน 3,000 บาทต่อบทความ</p> <p>2. กรณีกองบรรณาธิการแจ้งผ่านการพิจารณาเบื้่องต้น แต่บทความของผู้นิพนธ์ได้รับการ "<strong>ปฏิเสธการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก"</strong> กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ <strong>"ไม่คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด"</strong></p> <p>3. กรณีบทความที่กองบรรณาธิการพิจารณาเบื้องต้นให้ <strong>“ปฏิเสธการตีพิมพ์”</strong> ผู้นิพนธ์ <strong>“ไม่ต้องชำระค่าลงทะเบียนตีพิมพ์”</strong></p> <p>4. ห้ามผู้นิพนธ์ชำระเงินก่อนได้รับการยืนยันผลการพิจารณาเบื้องต้นจากบรรณาธิการ ทั้งนี้ หากชำระเงินมาก่อน แต่บทความของท่าน <strong>“ไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น”</strong> กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ <strong>"ไม่คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด"</strong></p> <p>5. กรณีผู้นิพนธ์ยกเลิกหรือขอถอนบทความออกจากระบบหลังจากที่ชำระค่าลงทะเบียนตีพิมพ์แล้ว กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ <strong>"ไม่คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด"</strong></p> <p><span data-contrast="auto"><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> : วารสารนี้รับผลงานทางวิชาการที่เป็นต้นฉบับในรูปบทความวิจัย บทความวิจัยสื่อสารอย่างสั้น และบทความวิชาการปริทรรศน์ สามารถส่งได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีขอบเขตบทความวิจัยที่สามารถลงตีพิมพ์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์เพื่อสังคมและชุมชน รูปแบบการอ้างอิง หรือ บรรณานุกรม ให้ใช้รูปแบบ <span class="fontstyle0">APA 7</span><span class="fontstyle0">th </span><span class="fontstyle0">edition</span> Style (<a href="https://drive.google.com/file/d/1VpuWe0DdkkxQpACHkKi-29hFKyYPVjuj/view">รายละเอียดเพิ่มเติม</a>)</span></p> <p><span data-contrast="auto"><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> : บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้น ๆ จากหลากหลายสถาบัน โดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่านต่อ 1 บทความ แบบผู้แต่งและผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อ (Double-blinded review) </span></p> <p><strong>กำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ </strong><br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p>
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
th-TH
วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
3088-1870
<p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ <br>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ก่อนเท่านั้น</p>
-
การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของโรงพยาบาล : กรณีศึกษาโรงพยาบาล บัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/259825
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโรงพยาบาลบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยกำหนดขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่ ขอบเขต ที่ 1 ประกอบด้วย การปล่อยทางตรงจากการเผาไหม้แบบอยู่กับที่และเคลื่อนที่ การบำบัดน้ำเสีย และการรั่วไหล ขอบเขตที่ 2 ประกอบด้วย การปล่อยทางอ้อมจากการใช้ไฟฟ้า และขอบเขตที่ 3 ประกอบด้วย การปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ จากการใช้น้ำประปาและการกำจัดขยะ ซึ่งใช้ข้อมูลย้อนหลังครอบคลุมระยะเวลา 12 เดือน พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของโรงพยาบาลบัวใหญ่ เท่ากับ 1,852 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยขอบเขตที่ 2 มีสัดส่วนสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 77 (1,427 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี) ส่วนใหญ่มาจากการใช้ไฟฟ้า รองลงมาคือ ขอบเขตที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 21 (336 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี) และขอบเขตที่ 3 คิดเป็นร้อยละ 5 (90 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี) ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อผู้ป่วย เท่ากับ 22 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อผู้ป่วย โดยแนวทางในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงพยาบาลบัวใหญ่ คือ 1) การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานด้วยการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้า 2) การใช้พลังงานหมุนเวียน 3) การจัดการขยะอย่างครอบคลุมตามหลักการ 3Rs (ลด ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่) และ 4) กำหนดมาตรการอนุรักษ์น้ำ ซึ่งการดำเนินการตามกลยุทธ์เหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ยังคงรักษาคุณภาพการบริการทางการแพทย์ได้ ซึ่งผลของการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการสถานพยาบาลอย่างยั่งยืน และสนับสนุนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยได้</p>
นิรันดร์ คงฤทธิ์
หฤษฎ์สลักษณ์ วิริยะ
เนตรนภา รัตนโพธานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
1
9
-
การพัฒนาระบบบริหารจัดการผลการแข่งขันเกม RoV โดยการสกัดข้อมูลผลการแข่งขันจากรูปภาพด้วยการรู้จำอักขระด้วยแสง
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/258854
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์และออกแบบระบบบริหารจัดการผลการแข่งขันเกม RoV โดยการสกัดข้อมูลผลการแข่งขันจากรูปภาพด้วยการรู้จำอักขระด้วยแสง 2) เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการผลการแข่งขันเกม RoV โดยการสกัดข้อมูลผลการแข่งขันจากรูปภาพด้วยการรู้จำอักขระด้วยแสง และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบบริหารจัดการผลการแข่งขันเกม RoV โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาระบบ ได้แก่ Visual Studio Code ภาษาที่ใช้ Python, HTML, CSS และ JavaScript ใช้ MySQL เป็นฐานข้อมูล และใช้ Pytesseract เป็นเครื่องมือใน Optical Character Recognition (OCR) ในการสกัดข้อมูลจากภาพ</p> <p>ผลการพัฒนาระบบเจ้าหน้าที่สามารถ login เข้าสู่ระบบ จัดการข้อมูลโรงเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ข้อมูลทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ข้อมูลสมาชิกในทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน ข้อมูลฮีโร่ที่ใช้ในการแข่งขัน ข้อมูลการแข่งขัน กฎกติกาจัดการตารางการแข่งขัน และสามารถออกรายงานโรงเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน รายงานทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน รายงานสมาชิกที่เข้าร่วมการแข่งขัน รายงานผลการแข่งขัน รายงานเปรียบเทียบผู้เข้าแข่งขันในตำแหน่งเดียวกัน และรายงานอัตราการชนะของฮีโร่ที่ผู้เข้าแข่งขันใช้ในการแข่งขัน ผลความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ต่อระบบบริหารจัดการผลการแข่งขันเกม RoV โดยการสกัดข้อมูลผลการแข่งขันจากรูปภาพด้วยการรู้จำอักขระด้วยแสง มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.06 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.85 และผลการสกัดข้อมูลผลการแข่งขันจากรูปภาพด้วยการรู้จำอักขระด้วยแสงมีค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนของชื่อผู้เล่น เท่ากับ 4.80% และค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนของคะแนน เท่ากับ 0.04%</p>
ณปภัช วรรณตรง
สกรณ์ บุษบง
วรรณิษา บุญเรือง
สุพัตรา รัตนสุนทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
10
21
-
การใช้แอปพลิเคชัน iNaturalist เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน จากแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ (ป่าชุมชน : เขาน้อย)
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/260273
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแหล่งเรียนรู้ธรรมชาตินอกห้องเรียน “ป่าชุมชนภูเขาน้อย” 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้แอปพลิเคชัน iNaturalist ในการสำรวจและเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในหน่วยการเรียนรู้ “สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนร่วมกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดชำผักแพว จำนวน 31 คน โดยการประยุกต์ใช้ แอปพลิเคชัน iNaturalist สำรวจและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อน–หลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการวิจัยจากการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ธรรมชาตินอกห้องเรียน “ป่าชุมชนภูเขาน้อย”จากการประเมินจากครูและบุคลากรจำนวน 21 คน พบว่า กิจกรรมดังกล่าว มีความเหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับมาก (= 4.19, SD = 0.50) โดยเฉพาะด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความสอดคล้องกับเนื้อหาวิทยาศาสตร์ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 17.62, p < 0.05) และมีความพึงพอใจต่อการใช้แอปพลิเคชัน iNaturalist ในระดับ “เห็นด้วย” (= 3.17, SD = 0.61) การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัลจัดเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เหมาะสมกับเยาวชนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในบริบทนอกห้องเรียนได้ดียิ่งขึ้น</p>
ดวงสุดา โชคเฉลิมวงศ์
จุฬารัตน์ แสนแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
22
32
-
การหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดมิโมซีนโดยใช้การออกแบบการทดลอง
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/256903
<p>มิโมซีน (Mimosine) เป็นกรดอะมิโนอิสระที่พบได้มากกระถิน (<em>Leucaena leucocephala</em>) ในงานวิจัยนี้งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดมิโมซีนจากยอดอ่อนใบกระถินด้วยตัวทำละลาย NADES (ซึ่งในงานวิจัยนี้ใช้สารละลายโคลีนคลอไรด์ในน้ำ) โดยวิธีการแช่สกัด ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสกัดมิโมซีนจากยอดอ่อนใบกระถิน คือ ความเข้มข้นของตัวทำละลาย NADES pH เวลา ปริมาตรตัวทำละลาย NADES และอุณหภูมิ ออกแบบการทดลองโดยวิธีบ็อกซ์เบห์นเคน (Box–Behnken designs) ร่วมกับวิธีพื้นผิวตอบสนอง (Response Surface Methodology) วิเคราะห์ปริมาณสารด้วยเทคนิคยูวีวิสซิเบิลสเปกโตรสโกปี ที่ความยาวคลื่น 282 <br>นาโนเมตร ผลการศึกษาพบว่า ที่ความเข้มข้นของตัวทำละลาย NADES 0.50 โมแลล pH 6 และเวลาในการสกัด 90 นาที จะให้ปริมาณมิโมซีนสูงสุด 80.03±2.29 มิลลิกรัมต่อกรัม และที่ปริมาตรตัวทำละลาย NADES 50.00 มิลลิลิตร pH 7 และ อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส จะให้ปริมาณมิโมซีนสูงสุด 76.46±0.95 มิลลิกรัมต่อกรัม จากการศึกษาพบว่าการสกัดสารมิโมซีนจากยอดอ่อนใบกระถินด้วยตัวทำละลาย NADES ช่วยในการเพิ่มความสามารถในการสกัดมิโมซีนได้มากกว่าการสกัดแบบธรรมดาที่สกัดด้วยน้ำร้อน</p>
วนิดา ชูหมื่นไวย
เจริญศักดิ์ เลางาม
ณัฐพงศ์ มาตย์คำจันทร์
สุพรรณี พูลเพิ่ม
สุทิศา สมบัติดี
วิลาสินี สถิตเดชกุญชร
กมณชนก วงศ์สุขสิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
33
52
-
สภาวะการอบแห้งด้วยลมร้อนที่เหมาะสมของหอมแดงใบเตยผง
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/261408
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสภาวะการอบแห้งหอมแดงใบเตยผงด้วยตู้อบลมร้อนต่อคุณภาพของหอมแดงใบเตยผงและศึกษาสภาวะการอบแห้งหอมแดงใบเตยผงที่เหมาะสม สำหรับการผลิตหอมแดงใบเตยผง สภาวะการอบแห้งที่ศึกษาได้แก่ อุณหภูมิการอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 70 และ 80 องศาเซลเซียส ระยะเวลาการอบแห้งที่ 10 11 และ 12 ชั่วโมง อัตราส่วนของหอมแดงผงต่อใบเตยผง 1:1 3:1 และ 5:1 คุณภาพของหอมแดงใบเตยผง ได้แก่ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระ ผลการศึกษาพบว่า อุณหภูมิและระยะเวลาการอบแห้ง อัตราส่วนของหอมแดงผงต่อใบเตยผงมีผลต่อปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระของหอมแดงใบเตยผง การศึกษาสภาวะการผลิตหอมแดงใบเตยผงที่เหมาะสมโดยศึกษาอุณหภูมิและระยะเวลาการอบแห้ง และอัตราส่วนของหอมแดงผงต่อใบเตยผง ผลการศึกษาพบว่า อุณหภูมิการอบแห้งที่ 80 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 10 ชั่วโมง อัตราส่วนของหอมแดงผงต่อใบเตยผง 1:1 เป็นสภาวะการผลิตที่เหมาะสมที่สุดโดยมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดสูงสุด 13.61±0.04 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัมหอมแดงใบแตยผง (น้ำหนักแห้ง) และกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด 12.05±0.18 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแอสคอร์บิกต่อกรัมหอมแดงใบเตยผง (น้ำหนักแห้ง). </p>
สุชาดา เลาหศิลป์สมจิตร์
จุฑามาศ เยาวนิจ
วิไลวรรณ ทาพรมมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
53
62
-
Relationship of eutrophication, phytoplankton and water quality: some generalities in Chanthaburi River, Thailand
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/261492
<p><strong> </strong>การศึกษานี้มุ่งตรวจสอบความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของแพลงก์ตอนพืช และคุณภาพน้ำในแม่น้ำจันทบุรี บริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออกของประเทศไทย โดยปฏิบัติงานสำรวจภาคสนามบริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน พบแพลงก์ตอนพืชทั้งหมด 191 ชนิด จำแนกทางอนุกรมวิธานครอบคลุม 7 คลาส ส่วนใหญ่คลาส Bacillariophyceae และ Chlorophyceae เป็นคลาสที่มีความโดดเด่น พบว่า Chlorophyceae มีความหนาแน่นสูงสุดบริเวณต้นน้ำในฤดูร้อน ส่วน Bacillariophyceae แพร่กระจายอยู่บริเวณปลายน้ำ ดัชนีเชิงนิเวศ ได้แก่ ดัชนีความหลากหลายของแชนอน–วีเนอร์ และดัชนีความอุดมสมบูรณ์ของมาร์กาเลฟมีค่าสูงสุดที่ต้นน้ำระหว่างฤดูฝน ขณะที่ดัชนีความสม่ำเสมอของพีลูพบค่าสูงสุดบริเวณกลางน้ำในช่วงฤดูร้อน การวิเคราะห์ทางสถิติพบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างปริมาณออกซิเจนละลายน้ำกับดัชนีเชิงนิเวศทั้งหมด ซึ่งเน้นย้ำถึงอิทธิพลของความแปรปรวนทางฟิสิกส์-เคมีและอุทกวิทยาต่อโครงสร้างของชุมชนแพลงก์ตอนพืช โดยภาพรวมตลอดแนวลำน้ำของแม่น้ำจันทบุรีชี้ให้เห็นถึงสถานะทางนิเวศที่ระดับมีโซโทรฟิก</p>
Jakkapan Potipat
Kanisorn Lommetta
Sarawut Sangsawangchot
Sittipat Paewchum
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
63
77
-
ผลของการเสริมใบตะไคร้แห้งเสริมในอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การเจริญเติบโตของปลานิล
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/260480
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลานิลที่เสริมใบตะไคร้แห้งในอาหารที่ระดับต่างกัน 4 ระดับ คือ 0, 5, 10 และ 15 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงในกระชังขนาดกว้าง 1 X ยาว 1 X ลึก 1.20 เมตร เลี้ยงปลานิลในอัตราความหนาแน่น 50 ตัวต่อกระชัง ให้อาหารที่มีองค์ประกอบของโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ทุกชุดการทดลอง วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design; CRD) เป็นระยะเวลา 60 วัน เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าชุดการทดลองที่ 3 เสริมใบตะไคร้แห้งปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ มีอัตราการเจริญเติบโตสุดท้ายด้านน้ำหนักเท่ากับ 50.87±14.63 กรัม ความยาวเท่ากับ 13.30±1.30 เซนติเมตร น้ำหนักเพิ่มต่อวันเท่ากับ 2.04±0.12 กรัมต่อวัน อัตราการเติบโตจำเพาะเท่ากับ 45.52±0.09 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน อัตราแลกเนื้อเท่ากับ 0.52±0.08 ประสิทธิภาพของอาหารเท่ากับ 1.93±0.81 โดยไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) ด้านน้ำหนักเพิ่มเท่ากับ 47.66±0.06 กรัม มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p<0.05) ส่วนชุดการทดลองที่ 1 ไม่เสริมใบตะไคร้ มีอัตราการรอดสูงที่สุดเท่ากับ 85±0.01 เปอร์เซ็นต์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) จะเห็นได้ว่าการเสริมใบตะไคร้แห้งในสูตรอาหารไม่มีผลต่อทางสถิติแต่สามารถเสริมตะไคร้แห้งในสูตรอาหารในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของปลานิลได้</p>
วรพรภัฏ ปัดภัย
เบญญาภา สุรสอน
วิชชุดา ยินดี
สายฝน ทดทะศรี
ชัยนะรินทร์ ทับมะเริง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
78
87
-
ผลของการทดแทนน้ำตาลด้วยกลีเซอรอล ต่อคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ และจุลชีววิทยาของมะขามกวน
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/sciencenrrujournal/article/view/260961
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการทดแทนน้ำตาลซูโครสด้วยกลีเซอรอลต่อคุณลักษณะทางกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์ของมะขามกวน โดยใช้อัตราส่วนน้ำตาลต่อกลีเซอรอล 4 ระดับ ได้แก่ 100:0 (สูตรพื้นฐาน), 95:5, 90:10 และ 85:15 (โดยน้ำหนักของน้ำตาล) ผลการทดลองพบว่าการใช้กลีเซอรอลมีผลต่อคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05) โดยสูตร 85:15 แสดงคุณภาพที่เหมาะสมที่สุด มะขามกวนมีความเข้มของสีน้ำตาลลดลง ค่า L* สูงสุด (38.38) และเนื้อสัมผัสนุ่มขึ้น โดยมีค่าความแข็งต่ำสุด (524.87 กรัม) ปริมาณความชื้น (17.77%) และกรดทั้งหมด (1.72%) สูงกว่าสูตรพื้นฐาน (p ≤ 0.05) ขณะที่ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำ (82.57 °Brix) และค่ากิจกรรมของน้ำ (a<sub>w</sub> เท่ากับ 0.507) ลดลงต่ำกว่า ทั้งนี้ค่า pH (3.00) ไม่แตกต่างจากสูตรพื้นฐาน (p > 0.05) นอกจากนี้ ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด ยีสต์ และรา อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 10 โคโลนีต่อกรัม ซึ่งไม่เกินมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช. 35/2558) สรุปได้ว่าการทดแทนน้ำตาลด้วยกลีเซอรอลช่วยปรับปรุงคุณลักษณะด้านสีและเนื้อสัมผัสของมะขามกวน รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์ จึงมีศักยภาพต่อการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้กวนลดน้ำตาลที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูง </p>
ภัทราพร ยุธาชิต
จิติวัฒนา คำกลิ้ง
ปทุมพร โสตถิรัตนพันธุ์
จิราวรรณ อุ่นเมตตาอารี
ปรรัตน์ ศุภมิตรโยธิน
สุธีรา เข็มทอง
สุกัญญา กล่อมจอหอ
จารุวรรณ กิตติเวทยานุสรณ์
วันวิสาข์ จิตตบุตร
ธนพร พวงศรี
มาริษา ฮอสูงเนิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2025-12-29
2025-12-29
10 2
88
97