วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu <p>วารสารมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วยสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้ทางวิชาการแก่สังคมทั่วไป และสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนักศึกษาเสนอผลงานวิชาการ</p> th-TH <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ</p> <p> </p> hcujournal.sci@gmail.com (กองบรรณาธิการวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ) hcujournal.sci@gmail.com (กองบรรณาธิการวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ) Sun, 01 Feb 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาเจลต้านการอักเสบจากสารสกัดไพลและดีปลี https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/261707 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสารสำคัญ ฤทธิ์ทางชีวภาพ และพัฒนาเจลสมุนไพรจากสารสกัดเหง้าไพล (<em>Zingiber cassumunar</em> Roxb.) และสารสกัดผลดีปลี (<em>Piper retrofractum</em> Vahl.) มีการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Gas Chromatography<em>-</em>Mass Spectrometry (GC-MS) พบว่าสารสกัดเหง้าไพลมีสาร (E)-4-(3,4 Dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol อยู่ในกลุ่มฟีนิลบิวทินอยด์ ส่วนสารสกัดผลดีปลีมีสาร Piperine อยู่ในกลุ่มอัลคาลอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ การทดสอบปริมาณสารสำคัญพบว่า สารสกัดเหง้าไพลมีค่าปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์รวมสูงสุด 185.95 ± 23.29 mg GAE/g และ 217.80 ± 30.53 mg QCE/g ตามลำดับ ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธีการทดสอบการกำจัดอนุมูลอิสระ DPPH และ ABTS พบว่าสารสกัดผลดีปลีมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 109.04 ± 2.33 และ 102.61 ± 0.50 µg/mL ตามลำดับ ขณะที่สารสกัดเหง้าไพลมีค่าการทดสอบความสามารถในการีดิวซ์เหล็กด้วยวิธี FRAP สูงสุด 519.24 ± 10.47 mM Fe<sup>2+</sup>/mg การทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบพบว่าสารสกัดผลดีปลีมีค่า IC<sub>50</sub> ต่ำที่สุด 12.89 ± 0.61 µg/mL สำหรับเจลสมุนไพรที่พัฒนา 3 สูตร พบว่าเจลสารสกัดผลดีปลีมีประสิทธิภาพกำจัด NO สูงสุด ทั้งก่อนและหลังการทดสอบความคงตัว (IC<sub>50</sub> = 16.18 ± 1.02 และ 15.05 ± 1.41 µg/mL, P&gt;0.05) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดผลดีปลีมีศักยภาพในการต้านการอักเสบที่ดี และสารสกัดผสมไพลและดีปลีทำให้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ดีขึ้นจากสารสกัดเหง้าไพลเดี่ยว จึงสามารถพัฒนาเป็นเจลสมุนไพรใช้ภายนอกเพื่อบรรเทาการอักเสบ รวมถึงเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวิจัยทางคลินิกในอนาคต</p> นิภาพร ไทยพัฒนกิจ, สายสุดา แสงกล้า, ปิยวดี คำสวัสดิ์, พรรณิภา เจ๊กแตงพะเนาว์, จตุพร ประทุมเทศ, รัชฎาวรรณ อรรคนิมาตย์, ปราณี ศรีราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/261707 Sun, 01 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรอายุวัฒน์ล้านนาในรูปแบบผงสกัดชงดื่ม: การศึกษาเชิงคุณภาพและการเก็บรักษา https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/262032 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องดื่มอายุวัฒน์ล้านนาในรูปแบบผงสกัดชงดื่มโดยใช้มอลโตเดกซ์ตรินในสัดส่วนร้อยละ 5, 10 และ 20 และนำเข้าสู่การทำแห้งแบบพ่นฝอย ผลการศึกษาพบว่าสูตรที่ผสมมอลโตเดกซ์ตรินร้อยละ 5 และ 10 ให้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกายภาพใกล้เคียงกับเครื่องดื่มในรูปสกัดพร้อมดื่ม โดยมีสีส้มอมแดง มีความเป็นกลางและมีค่าความหนืดใกล้เคียงกัน โดยการศึกษานี้เลือกสูตรผสมมอลโตเดกซ์ตรินร้อยละ 5 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและลดการใช้มอลโตเดกซ์ตริน โดยใช้ผงสกัด 9.36 กรัมต่อการรับประทาน 1 ครั้ง ผลการวิเคราะห์ทางเคมีด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีแบบชั้นบางและการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ พบว่าสูตรผงสกัดดังกล่าวยังคงรักษาสารสำคัญและแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ เมื่อทดสอบการเก็บรักษาภายใต้สภาวะเร่งพบว่าผงสกัดชงดื่มสามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิ 35°C, 45°C และ 55°C เป็นเวลา 533, 385 และ 346 วัน ตามลำดับ โดยไม่พบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในระยะเวลา 9 เดือน ผลการศึกษาสรุปได้ว่าการใช้เทคนิคการทำแห้งแบบพ่นฝอยร่วมกับมอลโตเดกซ์ตรินสามารถพัฒนาเครื่องดื่มอายุวัฒน์ล้านนาในรูปแบบผงสกัดชงดื่มที่สะดวกต่อการบริโภค ยืดอายุการเก็บรักษาและยังคงสารออกฤทธิ์ทางยาไว้ได้</p> ทวีศักดิ์ หลีแก้วสาย, จักรกฤษณ์ คณารีย์, วนิษา ปันฟ้า, พรพรรณ มณีวรรณ, พรหทัย พุทธวัน, สมฤทัย ยังวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/262032 Mon, 16 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบข้อมูลเมตาโบโลมิกส์แบบไม่เจาะจงและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของข่าแดงและข่าหลวงที่ปลูกในจังหวัดสมุทรปราการ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/263363 <p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบทางเคมี รวมถึงปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระของข่าสองชนิด ได้แก่ ข่าแดงและข่าหลวง ซึ่งเป็นชนิดข่าที่ปลูกมากในจังหวัดสมุทรปราการ โดยศึกษาสารที่เป็นองค์ประกอบในส่วนต่าง ๆ ของพืช ได้แก่ เหง้า (แก่และอ่อน) ลำต้นเทียม ใบ และดอก จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิค UHPLC-Hi-Res-Orbitrap-MS/MS พบว่าข่าแดงมีความหลากหลายของสารฟลาโวนอยด์และฟีนอลิกสูง โดยเฉพาะในเหง้าอ่อน เช่น Quercetin Kaempferol และ Ferulic Acid ในขณะที่ข่าหลวงพบสาร Gallic Acid และ Vanillin สะสมในเหง้าแก่และใบมากกว่าส่วนอื่น ๆ โดยพบปริมาณสารฟีนอลิกรวมของข่าแดง เท่ากับ 110.41 ± 1.12 mg GAE/g DW และข่าหลวง พบปริมาณมากสุดในใบ เท่ากับ 75.21 ± 0.14 mg GAE/g DW และเมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS พบว่าค่า IC<sub>50</sub> ของสารสกัดจากข่าแดงในส่วนของเหง้าแก่ มีค่า IC<sub>50</sub> ต่ำสุด คือ 52.00 ± 4.04 mg/mL และ 58.0 ± 2.60 mg/mL ตามลำดับ สำหรับข่าหลวงพบค่า IC<sub>50</sub> ต่ำสุดในส่วนของเหง้าอ่อน เท่ากับ 52.00 ± 4.04 mg/mL และ 58.0 ± 2.60 mg/mL ตามลำดับ ดังนั้นจากผลการศึกษาเห็นได้ว่าข่าแดงมีศักยภาพในการเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยเฉพาะในส่วนของเหง้า มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าข่าหลวงอย่างมีนัยสำคัญที่ P &lt; 0.05</p> ศรมน สุทิน, กรรณิการ์ แก้วกิ้ม, ปียานันท์ น้อยรอด, กฤษกมล ณ จอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/263363 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของน้ำข่าต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหัวใจในหนูแรทเพศผู้ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/263366 <p>ข่า (<em>Alpinia galanga</em>) เป็นสมุนไพรที่นิยมบริโภคในชีวิตประจำวันและมีรายงานฤทธิ์ทางชีวภาพหลากหลาย อย่างไรก็ตามข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อโครงสร้างหัวใจ โดยเฉพาะในรูปแบบการบริโภคจริงยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของน้ำข่าต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหัวใจทั้งในระดับมหกายวิภาคและจุลกายวิภาคในหนูแรทเพศผู้สายพันธุ์วิสตาร์ หนูทดลองถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 5 ตัว ได้แก่ กลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ได้รับน้ำข่าขนาด 400 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันเป็นเวลา 14 วัน จากนั้นประเมินลักษณะเชิงกายภาพของหัวใจและลักษณะทางจุลกายวิภาคของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจด้วยวิธีการย้อม hematoxylin และ eosin (H&amp;E) พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำข่ามีน้ำหนักและความยาวของหัวใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ความหนาของผนังหัวใจไม่แตกต่างกัน ในระดับจุลกายวิภาคพบว่าขนาดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อัตราส่วนนิวเคลียสต่อไซโตพลาสซึมลดลงและพบความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างขนาดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจกับน้ำหนักหัวใจเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับน้ำข่า สรุปว่าการได้รับน้ำข่าอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหัวใจทั้งในระดับมหกายวิภาคและจุลกายวิภาค ผลการศึกษานี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของการบริโภคน้ำข่าในรูปแบบใกล้เคียงการใช้จริงเพื่อนำไปศึกษาต่อยอดในอนาคต</p> จันเพ็ญ บางสำรวจ, ทิพวรรณ นนทะนำ, ศศิกานต์ เลิศนา, ศุภานัน พรเจริญ, สุธาวัลย์ สมพินิจ, ระพีพันธุ์ ศิริเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/263366 Wed, 01 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของ pH ต่อการสังเคราะห์ลีแวนจาก Bacillus siamensis ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแบบกะ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/262114 <p><strong> </strong>ลีแวนเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่สังเคราะห์จากซูโครสด้วยเอนไซม์ลีแวนซูเครส (Levansucrase) โครงสร้างของลีแวนประกอบด้วยโมเลกุลฟรุกโตสเป็นสายหลัก ปลายสายหลักประกอบไปด้วยกลูโคส 1 โมเลกุล เชื่อมต่อกันด้วยพันธะ β-(2,6) glycosidic มีลักษณะเป็นผงสีขาวหรือสีเหลืองและสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ลีแวนถูกใช้งานในด้านเทคโนโลยีชีวภาพและอุตสาหกรรมเคมีอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยที่ผ่าน ลีแวนถูกสังเคราะห์ด้วยเอนไซม์ลีแวนซูเครสจาก <em>Bacillus siamensis</em> ในระดับห้องปฏิบัติการด้วยขวดรูปชมพู่ปริมาตร 250 มิลลิลิตร โดยไม่มีการสังเกตและควบคุม pH ให้คงที่ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการสังเคราะห์ เพื่อตอบโจทย์ต่อการหมักแบบแม่นยำ (Precision fermentation) และการขยายกำลังการผลิต (Scale-up) งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นเปรียบเทียบระหว่างการสังเคราะห์ลีแวนโดยใช้ขวดรูปชมพู่กับเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาวะที่มีการควบคุม pH เป็น 5.0 และไม่มีการควบคุม pH ต่อการสังเคราะห์ลีแวนด้วย <em>B. siamensis</em> ผลการทดลอง พบว่า การสังเคราะห์ลีแวนโดยใช้ขวดรูปชมพู่และเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพที่สภาวะควบคุม pH เป็น 5.0 มีการเจริญของ <em>B. siamensis </em>สูงกว่าที่สภาวะไม่ควบคุม pH อย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) อย่างไรก็ตาม ปริมาณลีแวนที่สังเคราะห์ในขวดรูปชมพู่และเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพในสภาวะไม่ควบคุม pH มีปริมาณสูงกว่าในสภาวะที่ควบคุม pH เป็น 5.0 โดยสามารถผลิตลีแวนในขวดรูปชมพู่และเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพได้สูงสุด 16.2 และ 21.8 % (w/v) ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> &lt; 0.05)</p> วิทวัส แจ้งเอี่ยม; สุภัค นาคทองคำ; พงษ์ธร เพ็งน้อย, ศุภศิลป์ ทวีศักดิ์, โกสินทร์ ทีปรักษพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/scihcu/article/view/262114 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700