https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
2026-06-30T15:30:12+07:00
อ.ดร.ชูตระกูล ศิริไพบูลย์
Chootrakul.sir@stou.ac.th
Open Journal Systems
<p>1. เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยและผลงานวิชาการให้ทันสมัยและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง<br />2. เพื่อเป็นสื่อกลางและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการ<br />3. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางวิชาการของบุคลากรทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัย</p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/266577
ปก
2026-06-30T14:23:51+07:00
somphon pengranai
somphon.pen@stou.ac.th
<p>-</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/266570
ส่วนหน้า
2026-06-30T10:23:09+07:00
somphon pengranai
somphon.pen@stou.ac.th
<p>-</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/266571
สารบัญ
2026-06-30T10:25:00+07:00
somphon pengranai
somphon.pen@stou.ac.th
<p>-</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/262998
การประเมินการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากเศษคาร์บอนเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าชีวมวล
2026-01-06T17:00:46+07:00
ตุลาการ เกตุวงษ์
tulakarn.ke@ku.th
ชินธันย์ อารีประเสริฐ
achinatun@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มุ่งประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และศักยภาพการลดคาร์บอนสุทธิของวัสดุดูดซับ CO<sub>2</sub> ที่ผลิตจากคาร์บอนที่ยังไม่เผาไหม้ซึ่งเป็นของเสียจากโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยวัสดุถูกกระตุ้นด้วยสองวิธี ได้แก่ การกระตุ้นด้วยไอน้ำและการกระตุ้นทางเคมีด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ สมบัติเชิงกายภาพ โครงสร้างรูพรุน และความสามารถในการดูดซับ CO<sub>2</sub> ที่อุณหภูมิ 298 K และความดัน 1 bar ถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับการประเมินการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตแบบ gate-to-gate ผลการศึกษาพบว่าการกระตุ้นทางเคมีให้วัสดุที่มีพื้นที่ผิวและความสามารถในการดูดซับ CO<sub>2</sub> สูงสุด โดยมีค่าการดูดซับเท่ากับ 0.089 kgCO<sub>2</sub>/kg ขณะที่การกระตุ้นด้วยไอน้ำให้สมรรถนะต่ำกว่า แม้ว่าการกระตุ้นทางเคมีจะมีการปล่อยคาร์บอนจากการใช้สารเคมีเพิ่มเติม แต่จำนวนรอบการคืนคาร์บอนของวัสดุที่ได้ต่ำกว่าการกระตุ้นด้วยไอน้ำอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าการประเมินวัสดุดูดซับ CO<sub>2</sub> ควรพิจารณาทั้งสมรรถนะการดูดซับและการปล่อยคาร์บอนแฝงจากกระบวนการผลิตควบคู่กัน เพื่อให้สามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริงในเชิงระบบ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/262756
การออกแบบและพัฒนาระบบการวิเคราะห์เชิงทำนายและการแสดงภาพโดยใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องแบบบูรณาการในแดชบอร์ด Power BI: กรณีศึกษาข้อมูลการรับเข้าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
2026-01-14T10:34:53+07:00
ชาญชัย ศุภอรรถกร
chanchai.s@ubu.ac.th
สุวลักษณ์ นามแสง
Suvalak.na.65@ubu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการวิเคราะห์เชิงทำนายและการแสดงภาพโดยใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องแบบบูรณาการในแดชบอร์ด Power BI และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้ถูกนำเสนอผ่านแดชบอร์ด Power BI แบบโต้ตอบและไดนามิก ซึ่งประกอบด้วย 6 ส่วนหลัก ได้แก่ สถิติการรับสมัคร การยืนยันสิทธิ์ แผนการรับเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สมัคร การกระจายผู้ยืนยันสิทธิ์ตามภูมิภาค รวมถึงการทำนายแนวโน้มจำนวนผู้สมัครโดยใช้โมเดลการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) และการวิเคราะห์การเลือกสาขาของผู้สมัครโดยใช้โมเดลป่าสุ่ม (Random Forest) จุดเด่นของระบบ คือ การผสานการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่องเข้ากับแดชบอร์ดเชิงโต้ตอบเพื่อรองรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ผลการประเมินความพึงพอใจโดยรวมของผู้ใช้ต่อระบบแดชบอร์ดนี้อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ เท่ากับ 4<strong>.</strong>38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0<strong>.</strong>58 แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้เห็นประโยชน์และความเหมาะสมของระบบดังกล่าวเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผลการประเมินประสิทธิภาพโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องพบว่า โมเดลการถดถอยเชิงเส้นสำหรับพยากรณ์จำนวนรับเข้าศึกษา มีค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย <strong>(</strong>MAE<strong>) </strong>รวมเท่ากับ 1.11 คน และโมเดลป่าสุ่ม สำหรับจำแนกสาขาวิชา มีความถูกต้อง <strong>(</strong>Accuracy<strong>) </strong>ร้อยละ 71.8 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/262971
การพัฒนาแบบจำลองการเล่าเรื่องข้ามสื่อด้วยเทคโนโลยีความจริงเสริม โดยใช้แนวคิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์
2026-01-16T13:45:53+07:00
ทิพย์มณฑา ผกาแก้ว
thipmonta.p@pkru.ac.th
สมใจ จิตคำนึงสุข
somjai.j@pkru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีถิ่นผ่านผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่สะท้อนอัตลักษณ์ภูเก็ต ควบคู่กับการออกแบบและพัฒนาแบบจำลองการเล่าเรื่องข้ามสื่อที่บูรณาการอยู่ในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีความจริงเสริม โดยมุ่งประเมินประสิทธิภาพทางเทคนิคและความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้แนวทางวิจัยเชิงออกแบบภายใต้กรอบแนวคิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งบูรณาการเทคนิคการรู้จำภาพแบบ Feature-based Image Matching ร่วมกับกลไกฐานกฎ และรองรับการทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และเว็บแอปพลิเคชันความจริงเสริม ผลการประเมินประสิทธิภาพเชิงเทคนิคพบว่า ระบบมีค่า End-to-End Latency เฉลี่ย 140 มิลลิวินาที อัตราการแสดงผลภาพเฉลี่ย 58 เฟรมต่อวินาที ความคลาดเคลื่อนของการติดตามวัตถุเฉลี่ย 1.2 มิลลิเมตร และระยะเวลาในการรู้จำภาพเฉลี่ย 0.55 วินาที สะท้อนถึงเสถียรภาพและความพร้อมใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน พบว่ามีความเหมาะสมด้านเนื้อหา (M = 4.83, SD = 0.28) และด้านเทคโนโลยี (M = 4.92, SD = 0.54) อยู่ในระดับสูง การทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 100 คน มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.62, SD = 0.51) และมีคะแนน System Usability Scale (SUS) เท่ากับ 90.50 อยู่ในระดับดีเยี่ยม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าแบบจำลองการเล่าเรื่องข้ามสื่อด้วยเทคโนโลยีความจริงเสริม ที่เสนอมานั้นมีประสิทธิภาพทางเทคนิคที่น่าเชื่อถือใช้งานได้ดีในสภาพแวดล้อมจริงแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นผ่านสื่อดิจิทัลเชิงโต้ตอบ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/263539
ผลของการให้ความร้อนต่อการปรากฏขึ้นของลายนิ้วมือแฝงบนกระดาษเทอร์มอล ที่ปนเปื้อนเครื่องดื่ม
2026-03-09T14:53:15+07:00
อรทัย เขียวพุ่ม
Kheawpum_o@su.ac.th
หฤทัย พันธุ์แสง
puifaiharuthai@gmail.com
ศิริรัตน์ ชูสกุลเกรียง
choosakoonkrian_s@su.ac.th
พชรพร ศรีสุวรรณ
pashrapon38@hotmail.com
<p>บทคัดย่อ</p> <p>ลายนิ้วมือแฝงเป็นพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ใช้ยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้ อย่างไรก็ตามกระดาษเทอร์มอลมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเมื่อสัมผัสของเหลว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพของรอยลายนิ้วมือแฝงบนกระดาษเทอร์มอลที่ปนเปื้อนด้วยเครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ โดยใช้วิธีการให้ความร้อน กระดาษเทอร์มอลที่ใช้ศึกษา ได้แก่ กระดาษแฟกซ์ ใบเสร็จร้านสะดวกซื้อ และใบบันทึกการทำรายการจากเครื่องเอทีเอ็ม และเครื่องดื่มที่ใช้ศึกษาได้แก่ น้ำเปล่า โซดา น้ำอัดลม กาแฟนม และน้ำมะนาว ลายนิ้วมือแฝงถูกบันทึกภาพด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต นำไปตรวจประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจลายนิ้วมือแฝง จากความคมชัดของลายเส้นและจำนวนจุดลักษณะสำคัญพิเศษ ผลการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจลายนิ้วมือแฝงพบว่า ใช้แรงกดประทับ ที่ 800–1,000 กรัม อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส และระยะห่างจากแท่นความร้อน 0.5 เซนติเมตร ภายใต้สภาวะดังกล่าวพบว่า กระดาษแฟกซ์และใบเสร็จร้านสะดวกซื้อที่ปนเปื้อนน้ำเปล่า โซดา และน้ำมะนาว รวมถึงใบบันทึกเอทีเอ็มที่ปนเปื้อนน้ำมะนาว ให้รอยลายนิ้วมือแฝงที่มีคุณภาพระดับปานกลางถึงดีมาก ในขณะที่การปนเปื้อนน้ำอัดลมและกาแฟนมให้คุณภาพรอยลายนิ้วมือแฝงอยู่ในระดับต่ำ ผลการวิจัยแสดงว่าการให้ความร้อนด้วยแทนให้ความร้อนเป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ ไม่ใช้สารเคมีอันตราย และมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานประเภทกระดาษเทอร์มอลในงานนิติวิทยาศาสตร์</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/263471
การประยุกต์ใช้กระดาษเคลือบผงถ่านกัมมันต์ที่ผลิตจาก เส้นใยฟางข้าวผสมกับกระดาษรีไซเคิลเพื่อชะลอการสุกของกล้วย
2026-02-06T15:25:16+07:00
แววบุญ แย้มแสงสังข์
weawboon@gmail.com
เสาวลักษณ์ แต้ชูตระกูล
saowaluk.tae@kmutt.ac.th
ธรรมะสุข มิ่งเมือง
dhammasook.m@ku.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของกระดาษเคลือบถ่านกัมมันต์ที่ผลิตจากฟางข้าวผสมกับกระดาษรีไซเคิล ที่อัตราส่วน 75:25 โดยน้ำหนัก โดยเคลือบผิวกระดาษด้วยสารละลายที่เตรียมจากแป้งมันสำปะหลังดัดแปรผสมกับผงถ่านกัมมันต์ร้อยละ 30 เพื่อใช้ในการยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทอง โดยศึกษาสมบัติของกระดาษที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอม เปรียบเทียบกับสารดูดซับเอทิลีนที่จำหน่ายทางการค้า โดยทำการทดลองบรรจุกล้วยลงในกล่องกระดาษลูกฟูก ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3, 6, 9, 12 และ 15 วัน จากนั้นนำกล้วยออกมาตรวจสอบค่าการสูญเสียน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงของสี ความแน่นเนื้อ และปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดของกล้วย ผลการทดลองพบว่ากล้วยในกล่องกระดาษลูกฟูก (ควบคุม) มีอายุการเก็บรักษา 3 วัน ในขณะที่กล้วยที่เก็บรักษาในกล่องกระดาษลูกฟูกที่บรรจุกระดาษเคลือบถ่านกัมมันต์ที่ผลิตจากฟางข้าวผสมกับกระดาษรีไซเคิล มีอายุการเก็บรักษา 6 วัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกล่องกระดาษลูกฟูกที่บรรจุสารดูดซับเอทิลีนทางการค้า มีอายุการเก็บรักษา 6 วัน ทำให้ทราบว่ากระดาษเคลือบถ่านกัมมันต์ที่ผลิตจากฟางข้าวผสมกับกระดาษรีไซเคิล ที่อัตราส่วน 75:25 มีสมบัติช่วยชะลอการสุกของกล้วยใกล้เคียงกับสารดูดซับเอทิลีนทางการค้า</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/stouscitech/article/view/266572
ส่วนท้าย
2026-06-30T10:26:15+07:00
somphon pengranai
somphon.pen@stou.ac.th
<p>-</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช