https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/issue/feed
คุรุสภาวิทยาจารย์
2026-02-19T22:32:08+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม
withayajarn@gmail.com
Open Journal Systems
<p> <strong>คุรุสภาวิทยาจารย์</strong></p> <p> คุรุสภาวิทยาจารย์เป็นวารสารที่มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ และด้านศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ การเปลี่ยนแปลง สร้างความตระหนักให้ความสำคัญกับนักเรียน ครู และการศึกษา เพื่อให้ครูปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ การพัฒนาและยกระดับจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อศิษย์ และการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวมทั้งวิชาชีพการศึกษา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูเป็นครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู และมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงในการเข้าสู่วิชาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาทุกมิติตามศักยภาพและความถนัด ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเพื่อให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นิสิต นักศึกษา และนักวิจัย</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong><br /> รับตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) ด้านวิทยาศาสตร์ 2) ด้านสังคมศาสตร์ 3) ด้านศึกษาศาสตร์</p> <p><strong>ประเภทบทความ (บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</strong><br /> 1. บทความวิจัย <br /> 2. บทความวิชาการ </p> <p><strong>รูปแบบการกลั่นกรองบทความก่อนลงตีพิมพ์ (Peer reviews) </strong></p> <p><strong> (Double-blind peer review) <br /></strong> - ผู้ประเมินบทความ (Reviewer) ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง (Author) <br /> - ผู้แต่ง (Author) ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Reviewer)</p> <p><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณา <br /></strong> ไม่น้อยกว่า 2 ท่าน<br /><br /><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์ฉบับละ 8-12 บทความ (๋<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1P3PeUzdI9f2A_cSz71jqKjmB77k9tUfn?usp=share_link" target="_blank" rel="noopener">Journal Template</a>)<br /></strong> บทความวิจัย 7 - 11 บทความ และ<br /> บทความวิชาการ 1 - 2 บทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการลงบทความในวารสาร<br /></strong><em> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการลงบทความในวารสาร</em></p> <p><strong>รูปแบบการอ้างอิงเอกสาร<br /></strong> <a href="https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/about/submissions" target="_blank" rel="noopener">American Psychilogical Association (APA 7th Edition)</a></p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong> <br /> <a href="https://search.tci-thailand.org/author.html?b3BlbkF1dGhvciZpZD04NjM0OCZhcnRpY2xlX2lkPTgxOTkxMw" target="_blank" rel="noopener">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม</a> สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา</p>
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/256519
งานของครูประถมศึกษา: ความท้าทายในศตวรรษที่ 21
2025-07-09T09:25:40+07:00
จิราพร รอดพ่วง
jiraporn_rod@dusit.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับสภาพงานของครูประถมศึกษาในบริบทไทยและสากล ในยุคที่ระบบการศึกษาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชับซ้อนมากขึ้น การศึกษานี้ให้ความสำคัญกับสามมิติหลัก ได้แก่ ระบบการผลิตครู ภาระงานทางธุรการ และการปฏิรูปงานบริหารจัดการทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของครูและคุณภาพผู้เรียนในระดับประถมศึกษา นอกจากนี้ได้พบว่า ครูประถมศึกษาใช้เวลาทำงานจำนวนมากกับภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน ขาดระบบสนับสนุนทางธุรการ อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการรวมศูนย์และขาดความยืดหยุ่นในการตัดสินใจในระดับโรงเรียน ส่งผลให้เกิดปัญหาความเครียดและลดเวลาในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ</p> <p>แนวทางการพัฒนาเชิงระบบที่บทความนี้เสนอ ได้แก่ การปรับหลักสูตรการผลิตครูให้เน้นสมรรถนะเชิงปฏิบัติ การพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริหารภาระงานของครู และการปฏิรูปงานบริหารจัดการทางการศึกษาให้มีความคล่องตัวและรับผิดชอบร่วมกันมากขึ้นในทุกระดับ เป้าหมายสูงสุดคือ "การคืนเวลาให้ห้องเรียน" เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับบริบทของศตวรรรษที่ 21 บทความนี้จึงสะท้อนความจำเป็นของการพัฒนาเชิงระบบที่เชื่อมโยงระหว่างการผลิตครู การบริหารจัดการ และภาระงานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/259486
การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระเศรษฐศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล
2025-07-25T19:12:54+07:00
ภูธฤทธิ์ นุ้ยไฉน
jeerut.film@gmail.com
จีรุทม์ อารมย์ชื่น
jeerut.film@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ จังหวัดสตูล กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 40 คน ที่ได้มาจาการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ และ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test Dependent)<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/260582
ผลของการใช้กิจกรรมกีฬาบริดจ์ที่มีต่อทักษะทางสมองด้านการรู้คิด ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา
2025-11-24T11:29:00+07:00
เอกรัก ไชยสถาน
eakarak63@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสมองด้านการรู้คิดของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมกีฬาบริดจ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอายุ 13-15 ปี จำนวน 9 คน (ชาย 6 คน หญิง 3 คน) ดำเนินการทดลองด้วยโปรแกรมการฝึกกีฬาบริดจ์เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที เครื่องมือที่ใช้ คือ ชุดทดสอบความสามารถทางสมองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) เวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายด้านความเร็ว ก่อนฝึกและหลังฝึก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า ในระยะเวลาการฝึก 8 สัปดาห์ กิจกรรมกีฬาบริดจ์ ส่งผลดีต่อการพัฒนาความเร็วในการประมวลผลข้อมูลพื้นฐาน (เวลาปฏิกิริยาอย่างง่าย) ของนักเรียน และ 2) ทักษะทางสมองด้านอื่น ๆ อีก 9 ตัวแปร ได้แก่ เวลาปฏิกิริยาอย่างง่ายด้านความถูกต้อง เวลาปฏิกิริยาแบบตัวเลือก (ความเร็วและความถูกต้อง) ความยืดหยุ่นทางความคิดและการควบคุมยับยับยับยัง (เทรลเมคดิ่ง A และ B) (เวลาที่ใช้และจำนวนครั้งที่ผิดพลาด) และ แฟลงเคอร์ (Flanker Test) (ความสอดคล้องและความไม่สอดคล้อง ทั้งเวลาที่ใช้และอัตราความถูกต้อง) ก่อนฝึกและหลังฝึก ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/260475
การเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H
2025-11-17T13:48:22+07:00
นนทกร อุดมศรีอนันต์
udomsrianan@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคตั้งการคำถาม 5W1H ที่มีต่อระดับทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศรีบุณยานนท์ เรื่อง รับรู้ความรุนแรง การหลีกเลี่ยงความรุนแรง การช่วยฟื้นคืนชีพพื้นฐานและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย วิชาสุขศึกษา 6 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัรยมศึกษาปีที่ 3/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนศรีบุณยานนท์ นนทบุรี จำนวน 41 คน จำแนกเป็นนักเรียนชาย จำนวน 25 คน และนักเรียนหญิง จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ 4 แผน และแบบทดสอบการคิดวิเคราะห์ จำนวน 15 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและการทศสอบที่ (T-Test)<br />ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยของการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 หลังการทดลอง(X = 11.78, S.D. = 1.75) สูงกว่าก่อนการทดลอง (X = 9.54, S.D. = 1.76) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t(40) = -5.21, P < 0.05) แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถามแบบ 5W1H เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนให้สูงขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261362
ผลของการใช้ Cognitive Tools บนแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
2025-11-21T11:38:01+07:00
ทักษิณพัฒน์ ศรีขวาชัย
draunt2519@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ Cognitive Tools บนแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ต่อการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน เปรียบเทียบกับการสอนแบบตั้งเดิม และวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียน โดยใช้วิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสารคามพิทยาคม จำนวน 120 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 60 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย Cognitive Tools บนแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) 4 ประเภท แบบทดสอบทักษะการคิดสร้างสรรค์ตามกรอบแนวคิดของ Torrance และแบบสอบถามความพึงพอใจ ดำเนินการเก็บข้อมูลเป็นเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา T-Test และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><br />ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ผ่าน Cognitive Tools บนแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ มีคะแนนทักษะการคิดสร้างสรรค์ในด้านความคล่องแคล่ว ความยืดหยุ่น ความคิดริเริ่มและความละเอียดลออ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับสูงต่อการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้โดยเฉพาะในด้านประโยชน์และประสิทธิภาพ การศึกษานี้แสดงให้เห็นศักยภาพของ Cognitive Tools บนแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้จริงควรคำนึงถึงการปรับแต่งให้สอดคล้องกับลักษณะผู้เรียน บริบทสถานศึกษา และการเตรียมความพร้อมครูผู้สอน</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/260987
การศึกษาและพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน ที่ส่งผลต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
2025-11-17T15:55:59+07:00
กฤตติกา เบญจมาลา
krittika@bkwschool.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศภายใน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาปัญหา 2) สร้างรูปแบบ 3) ทดลองใช้ และ 4) ศึกษาผลการใช้ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูผู้สอน<br />จำนวน 18 คน และนักเรียน จำนวน 100 คน โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินคุณภาพ แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์และแบบสอบถามความพึงพอใจวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการนิเทศภายในมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) ขั้นตอนการนิเทศภายใน 5 ขั้น (Contextualize, Create, Conduct, Check, Change) 2) กระบวนการพัฒนาครู 5 ขั้น (Structured, Collaborative, Experiential, Evation, Reflection) และ 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้น (Preparation, Hands-on Practice, Collaborative, Learner-Centered & Teacher-Supported, Presentation) ผลการทดลองใช้ พบว่า ครมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น มีคะแนนเฉลี่ยหลังใช้ (μ = 17.47) สูงกว่าก่อนใช้ (μ=9.40) ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังใช้ (X=70.44) สูงกว่าก่อนใช้ (X=62.79) นอกจากนี้ ครูมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศภายในอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.60) และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ภายใต้รูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.74) แสดงให้เห็นว่า รูปแบบมีประสิทธิภาพในการพัฒนาครูและยกระดับคุณภาพผู้เรียน</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/259672
ความพึงพอใจของครูพึ่เลี้ยงต่อนิสิฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
2025-07-01T14:34:36+07:00
อภิสิทธิ์ เพ็ชรศรี
apisitpetsri@gmail.com
กิจจา ทองนิ่ม
kitja@tsu.ac.th
เอกวิทย์ แสงแก้ว
aekkawit.s@tsu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 1) ศึกษาความพึงพอใจของครูพี่เลี้ยงในสถานศึกษาที่มีต่อนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของครูพี่เลี้ยงในสถานศึกษาตามกลุ่มสาขาวิชา เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจครูพี่เลี้ยงในสถานศึกษาต่อนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูพี่เลี้ยงในสถานศึกษาปี 2567 ที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดสงขลา ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล เฉพาะจังหวัดสงขลา และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ F-Test (ANOVA)<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของครูพี่เลี้ยงต่อนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู อยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมทุกด้านเท่ากับ 4.81 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.05 และ 2) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) พบว่า ความพึงพอใจของครูพี่เลี้ยงต่อนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูทั้ง 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ในกลุ่มนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ศึกษาในกลุ่มสาขาวิชาที่ต่างกัน</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261207
การประเมินความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกบนฐาน งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนของครูการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1
2025-11-17T14:12:16+07:00
เจษฎาภรณ์ พรหนองแสน
education.reo17@gmail.com
จักรกฤษณ์ แดงแสน
daengsaen.j@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกนฐานงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนของครูการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1 และ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกบนฐานงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนของครูการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1 กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ครูผู้สอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1 จำนวน 379 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบตอบสนองคู่ โดยด้านสภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่น 0.98 และด้านสภาพที่พึ่งประสงค์มีค่าความเชื่อมั่น 0.99 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความสำคัญของความต้องการจำ (PNI <sub>Modified</sub>)<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึ่งประสงค์ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกบนฐานงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนของครูการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง 1 อันดับแรก คือ ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก รองลงมา คือ ด้านการใช้สื่อนวัตกรรม เทคโนโลยีและทรัพยากรในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ด้านการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก และด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ตามลำดับ</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/257629
การพัฒนาคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศเชิงออกแบบ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรายวิชาผู้ประกอบการสมัยใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
2025-07-25T17:27:43+07:00
พลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกุล
polpipat97@gmail.com
ปาริชาติ เภสัชชา
polpipat97@gmail.com
สิรินธร สินจินดาวงศ์
paull2525@windowslive.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคู่มือการใช้รูปแบบการนิเทศเชิงออกแบบ เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรายวิชาผู้ประกอบการสมัยใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 โดยดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิแบบเจาะจง จำนวน 7 คน และผู้นิเทศกลุ่มทดลองขนาดเล็กแบบเจาะจง จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบสนทนากลุ่มเพื่อพัฒนาคู่มือ 2) แบบประเมินคู่มือ และ 3) แบบสนทนากลุ่มเพื่อประเมินคู่มือ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิผ่านระบบ Zoom และจากผู้นิเทศภายหลังการทดลองใช้คู่มือ (Pilot Study) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) และส่วนเบี่ยงเบน<br />มาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คู่มือได้รับการพัฒนาจากการสังเคราะห์องค์ความรู้ ผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิ และการทดลองใช้จริงกับผู้นิเทศ ส่งผลให้คู่มือมีความสมบูรณ์ทั้งด้านเนื้อหา รูปแบบ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ และ 2) ผลการประเมินคู่มือโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.82, S.D.=0.39) อีกทั้งผลการทดลองใช้จริงพบว่า คู่มือมีความเหมาะสมกับบริบทสถานศึกษา สามารถส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และนำไปใช้พัฒนาครูในรายวิชาผู้ประกอบการสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-02-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์