https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/issue/feed คุรุสภาวิทยาจารย์ 2026-06-17T11:27:05+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม withayajarn@gmail.com Open Journal Systems <p> <strong>คุรุสภาวิทยาจารย์</strong></p> <p> คุรุสภาวิทยาจารย์เป็นวารสารที่มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ และด้านศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ การเปลี่ยนแปลง สร้างความตระหนักให้ความสำคัญกับนักเรียน ครู และการศึกษา เพื่อให้ครูปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ การพัฒนาและยกระดับจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อศิษย์ และการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวมทั้งวิชาชีพการศึกษา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูเป็นครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู และมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงในการเข้าสู่วิชาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาทุกมิติตามศักยภาพและความถนัด ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเพื่อให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นิสิต นักศึกษา และนักวิจัย</p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong><br /> รับตีพิมพ์บทความ จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1) ด้านวิทยาศาสตร์ 2) ด้านสังคมศาสตร์ 3) ด้านศึกษาศาสตร์</p> <p><strong>ประเภทบทความ (บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)</strong><br /> 1. บทความวิจัย <br /> 2. บทความวิชาการ </p> <p><strong>รูปแบบการกลั่นกรองบทความก่อนลงตีพิมพ์ (Peer reviews) </strong></p> <p><strong> (Double-blind peer review) <br /></strong> - ผู้ประเมินบทความ (Reviewer) ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง (Author) <br /> - ผู้แต่ง (Author) ไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Reviewer)</p> <p><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณา <br /></strong> ไม่น้อยกว่า 2 ท่าน<br /><br /><strong>กำหนดเผยแพร่<br /></strong> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์ฉบับละ 8-12 บทความ (๋<a href="https://drive.google.com/drive/folders/1P3PeUzdI9f2A_cSz71jqKjmB77k9tUfn?usp=share_link" target="_blank" rel="noopener">Journal Template</a>)<br /></strong> บทความวิจัย 7 - 11 บทความ และ<br /> บทความวิชาการ 1 - 2 บทความ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการลงบทความในวารสาร<br /></strong><em> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการลงบทความในวารสาร</em></p> <p><strong>รูปแบบการอ้างอิงเอกสาร<br /></strong> <a href="https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/about/submissions" target="_blank" rel="noopener">American Psychilogical Association (APA 7th Edition)</a></p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong> <br /> <a href="https://search.tci-thailand.org/author.html?b3BlbkF1dGhvciZpZD04NjM0OCZhcnRpY2xlX2lkPTgxOTkxMw" target="_blank" rel="noopener">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม</a> สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา</p> https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/256257 การออกแบบหลักสูตรที่มุ่งผลลัพธ์ เพื่อยกระดับอาชีวศึกษาไทยยุคใหม่สู่เวทีสากล 2025-11-28T09:11:59+07:00 นงลักษณ์ มโนวลัยเลา fedunlm@ku.ac.th <p style="font-weight: 400;">อาชีวศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมแรงงานเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดแรงงาน การพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับภาคเศรษฐกิจในระดับชาติและสากล เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา การศึกษาเปรียบเทียบระบบอาชีวศึกษาในประเทศไทยกับต่างประเทศ เช่น อังกฤษและออสเตรเลีย ช่วยให้เราเข้าใจความแตกต่างในโครงสร้าง การพัฒนาหลักสูตรและการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังสามารถพัฒนาทักษะอาชีพของนักศึกษาให้ตอบโจทย์แนวโน้มในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p style="font-weight: 400;">การศึกษานี้มุ่งตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของโครงสร้างการศึกษา หลักสูตรการศึกษา การเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม การพัฒนาทักษะในยุคดิจิทัล และความสำคัญของนโยบายการศึกษาที่จะช่วยยกระดับอาชีวศึกษาไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีสากลได้มากขึ้น อาชีวศึกษาในยุคใหม่ ควรปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรใดบ้างที่สามารถตอบสนองทักษะที่จำเป็นในอุตสาหกรรมของอนาคต การประยุุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเรียนการสอนสามารถส่งผลต่อการพัฒนาทักษะอาชีพได้ เป็นการเชื่อมโยงระหว่างอาชีวศึกษากับภาคอุตสาหกรรม สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผลลัพธ์ของนัักศึกษาได้ บทความนี้ เสนอนโยบายอาชีวศึกษาเพื่อยกระดับระบบอาชีวศึกษาของประเทศไทยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261819 การพัฒนาหลักสูตรชีววิทยาเชิงสมรรถนะสู่ทศวรรษใหม่: จากแนวโน้มโลกสู่นโยบายไทยและข้อเสนอเชิงนวัตกรรม 2026-04-22T11:55:38+07:00 ณัฐพงศ์ สกุลกิจโภคานนท์ vevopeacherz@gmail.com <p>ในทศวรรษที่ 21 การศึกษาชีววิทยาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงชีวภาพและสังคมฐานนวัตกรรม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และวิกฤตความยั่งยืน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรชีววิทยาในระดับสากล และนำเสนอข้อเสนอเชิงนวัตกรรมเพื่อยกระดับหลักสูตรชีววิทยาไทยสู่ทศวรรษใหม่ (พ.ศ. 2570-2579) โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากรายงานขององค์การระดับโลก (OECD, UNESCO, WEF)<br />และเปรียบเทียบบริบทหลักสูตรของประเทศผู้นำด้านการศึกษา</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า ทิศทางหลักสูตรโลกมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรฐานเนื้้อหาสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นการแก้ปัญหาระดับโลก จึงนำเสนอกรอบสมรรถนะชีววิทยาของไทย (TBCF) ซึ่งบูรณาการ 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) สมรรถนะนวัตกรรมชีวภาพ ผ่านการเรียนรู้ เชิงสืบเสาะผสาน การออกแบบเชิงวิศวกรรม (IBED) 2) ความฉลาดรู้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงชีวสารสนเทศศาสตร์ และ 3) การคิดเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน ผ่านแนวคิดการคิดเชิงสีเขียว ข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอให้มุ่งเน้้นการปฏิรูปโครงสร้างหลักสูตรให้มีความเชื่อมโยงแนวตั้งและแนวนอนการจัดทำคลังภาระงานการปฏิบัติ และการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครูสู่การเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้นวัตกรรม เพื่อให้หลักสูตรชีววิทยาไทยสามารถขับเคลื่อนทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261915 การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2026-05-12T13:30:10+07:00 นุชนาฏ ราชณุวงษ์ nnuch2699@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงานของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการใช้บทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงาน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงาน ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้เรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ บทเรียนออนไลน์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ คือ ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ E<sub>1</sub>/ E<sub>2</sub> ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.89/83.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนที่ใช้บทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />และ 3) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนออนไลน์ร่วมกับการสอนแบบโครงงาน ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/260229 การศึกษาผลสัมฤทธิ์การขับร้องเพลงไทยด้านจังหวะ ทำนอง และเนื้อร้อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้รูปแบบการสอน ตามแนวคิดการสอนดนตรีของมอนเตสซอรี 2026-03-30T16:24:20+07:00 เจษฎา บุญญาภิชาติกาล boonyapichattigan@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์การขับร้องเพลงไทยด้านจังหวะ ทำนอง และเนื้อร้อง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดการสอนดนตรีของมอนเตสซอรี แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย คือ การวิจัยกึ่่งทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่่ 2 ภาคเรียนที่่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทักษะการขับร้องเพลงไทยต่ำกว่า ร้อยละ 60 เครื่่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ การขับร้องเพลงไทย จำนวน 4 แผน และ 2) แบบประเมินทักษะการขับร้องเพลงไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่่าที (t-test for Dependent Sample)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์การขับร้องเพลงไทยด้านจังหวะ ด้านทำนอง และด้านเนื้อร้องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิดการสอนดนตรีของมอนเตสซอรี สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวม ทั้ง 3 ด้าน ก่อนเรียนเท่ากับ 63.40 (S.D.=3.52) และหลังเรียนเท่ากับ 126.65 (S.D.=10.25) ค่า t=34.849</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261526 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภูมิศาสตร์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2025-11-06T15:35:48+07:00 ณัศรุฒน์ หลีหนุด nlstrawberrykizz@gmail.com <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนที่ ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาภูมิศาสตร์ 2 ก่อนและหลังเรียนที่ผ่านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ<br />สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ฝ่ายมัธยม จำนวน 29 คน เครื่องมือการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรียนรายวิชาภูมิศาสตร์ 2 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภูมิศาสตร์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการใช้ผังกราฟิกอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261140 การพัฒนารูปแบบการสอน CITEP เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิด เรื่อง การประยุกต์วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ สำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปทุมรัตต์พิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด 2025-11-06T15:28:54+07:00 พจนพงษ์ ขจรภพ photjanapong.khac@kkumail.com ไพรวัลย์ สมภูงา Praisom3@gmail.com จินตนา วงศ์จำปา Chintana661974@gmail.com <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอน CITEP 2) ศึกษาผลการพัฒนาความสามารถในการคิดของผู้เรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการสอน การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการสอน เป็นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานและพัฒนารูปแบบการสอน CITEP แล้ว ให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความเหมาะสมของรููปแบบการสอน ด้วยแบบตรวจสอบความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย ระยะที่ 2 การจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการสอน กลุ่ม เป้าหมาย คือ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ และ 2) แบบทดสอบความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของรูปแบบ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) การทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เป้าหมาย 1 กลุ่ม (One Sample t-Test) และระยะที่ 3 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการสอน ด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจกับกลุ่ม เป้าหมาย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย</p> <p><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการสอน CITEP ประกอบด้วย หลักการและแนวคิด เป้าหมายกระบวนการสอน การวัดและการประเมินผลรูปแบบการสอนมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/256732 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชท้องถิ่น โดยประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐานร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ แบบ ECO Printing สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2025-11-17T14:18:05+07:00 พชรวรรณ มาฎารักษ์ pacharawan.tc@rnks.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์์จากพืชท้องถิ่น โดยประยุกต์์ใช้แนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-Based Solutions: NbS) ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ECO Printing เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาเคมีกับบริบทสิ่งแวดล้อมจริง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล จังหวัดนครพนม จำนวน 21 คน ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ECO Printing ร่วมกับแนวคิด NbS 2) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้้ จำนวน 4 ชุด ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้้น และ 3) นำชุดกิจกรรมไปใช้จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทงการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์พืช ท้องถิ่น แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ One-Sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.12/88.25 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความตระหนักด้านการอนุรักษ์พืชท้องถิ่นอยู่่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่า ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้้น สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ทางเคมีควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/260781 การพัฒนาหลักสูตรรายวิชา Lab for Chemistry เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ 2025-11-27T11:20:05+07:00 จินดารัตน์ แก้วพิกุล jindarat.kek@outlook.com <p>การจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษยังมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของหลักสูตร ส่งผลให้นักเรียนได้รับการพัฒนาไม่เต็มศักยภาพ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาหลักสูตรและประเมินผลการใช้หลักสูตรรายวิชา Lab for Chemistry โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบััติการแบบมีส่วนร่วมซึ่งผู้เข้าร่วมวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จำนวน 35 คน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลักสูตรรายวิชา Lab for Chemistry มีเนื้อหาสาระประกอบด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ คือ 1) ปฏิบััติการเคมีทั่วไป 2) ปฏิบัติการเคมีย่อส่วน และ 3) การประยุกต์ใช้ปฏิบัติการเคมีในชีวิตประจำวัน ผลการออกแบบและพัฒนาหลักสูตร พบว่า โครงร่างหลักสูตรมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 และมีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยตั้งแต่ 0.60-1.00 ผลการทดลองใช้หลักสูตร พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองใช้หลักสูตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 การประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตร พบว่า ทุกองค์ประกอบของหลักสูตรมีความเหมาะสมสอดคล้องกัน สามารถนำหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/261938 กลไกการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีด้วยกระบวนการลูกเสือในสถานศึกษา 2026-05-06T11:30:20+07:00 นางวรภร ทองจิตร akanit@sueksa.go.th สุภชัย จันปุ่ม supachai.2509@gmail.com ภูมิ พระรักษา phoom@samutprakan1.go.th วนิดา สิมพล sowanida@gmail.com ฤตธวัส พินิจนึก thepinijneuk@gmail.com ประกิต สิงห์ทอง bmanazai@gmail.com <p>การวิจัยนี้แบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารกิจการลูกเสือในการเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดี 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารกิจการลูกเสือ โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลด้วยการสำรวจ สัมภาษณ์ และเยี่ยมพื้นที่่ (Site Visit) และ 3) นำเสนอกลไกการสร้างจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดีด้วยกระบวนการลูกเสือ โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง และการวิจัยเชิงประเมิน ประกอบด้วย การจัดทำร่างกลไก การทดลองใช้<br />ภาคสนาม และการประเมินผล<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า การบริหารกิจการลูกเสือในสถานศึกษา ยังประสบปัญหาด้านนโยบาย บุคลากร การจัดกิจกรรม งบประมาณ และการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารกิจการลูกเสือ ได้แก่ การจัดสรรทรัพยากรการออกแบบโปรแกรมการฝึกอบรมภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของเครือข่าย การนิเทศติดตามและการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ กลไกที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยภายนอก ปัจจัยสนับสนุน ปัจจัยกระบวนการ และผลลัพธ์<br />การสะท้อนผล โดยเน้นการจัดกิจกรรมตามวิธีการลูกเสือ (Scout Method) ผลการทดลองใช้ พบว่า ผู้เรียนมีพฤติกรรมเชิงบวกเพิ่มขึ้น ขณะที่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลดลง โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ากลไกมีความเหมาะสม เป็นไปได้ และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานศึกษา</p> 2026-06-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คุรุสภาวิทยาจารย์