https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/issue/feed คุรุสภาวิทยาจารย์ 2022-04-30T00:28:07+07:00 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ withayajarn@gmail.com Open Journal Systems <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;วารสารคุรุสภาวิทยาจารย์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ และด้านศึกษาศาสตร์&nbsp;&nbsp; ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ การเปลี่ยนแปลง สร้างความตระหนักให้ความสำคัญกับนักเรียน ครู และการศึกษา เพื่อให้ครูปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ การพัฒนาและยกระดับจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อศิษย์ และการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวมทั้งวิชาชีพการศึกษา เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูเป็นครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู และมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงในการเข้าสู่วิชาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาทุกมิติตามศักยภาพและความถนัด ให้เป็นคนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเพื่อให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นิสิต นักศึกษา และนักวิจัย</p> https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/246522 การใช้ OLE Model พัฒนาการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ 2022-04-28T10:30:13+07:00 กฤษดา ผ่องพิทยา kissada.phong@gmail.com <p>การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency – Based Education : CBE) ของประเทศไทยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ (Competency) ที่สำคัญต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่าง<br>มีคุณภาพในโลกศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยสมรรถนะหลัก 6 ด้าน คือ 1) สมรรถนะการจัดการตนเอง 2) สมรรถนะ<br>การคิดขั้นสูง 3) สมรรถนะการสื่อสาร 4) สมรรถนะการรวมพลังทำงานเป็นทีม 5) สมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และ 6) สมรรถนะการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืน และนำเอา OLE Model มาใช้ในการพัฒนา<br>การจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะตามสมการ K + S + A/A &amp; Successful = Competency ซึ่งมีกระบวนการในการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมตามรายละเอียดตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency – Based Curriculum : CBC) ทั้ง 3 ด้าน คือการจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ (Competency – Based Instruction : CBI)&nbsp; และการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ (Competency – Based Assessment : CBA) ตามลำดับ</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/246045 การพัฒนาเทคนิคการสอน Six Writing Steps เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2022-04-04T09:43:51+07:00 กฤษณา สถิตย์เกิด 2525krissana@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4&nbsp; 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพเทคนิคการสอน SIX WRITING STEP เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 3) ทดลองใช้และศึกษาผลการใช้เทคนิคการสอน SIX WRITING STEP ที่พัฒนาขึ้น ดังนี้ 3.1) ศึกษาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังการใช้เทคนิคการสอน 3.2) เปรียบเทียบความสามารถ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการใช้เทคนิคการสอน 3.3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4&nbsp; ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 10 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test one sample และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.)</p> <p>การดำเนินการวิจัยเป็นวิจัยเชิงพัฒนามี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นการศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการสัมภาษณ์ครูผู้เชี่ยวชาญ &nbsp;ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 5 คน 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพเทคนิคการสอน SIX WRITING STEP เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน&nbsp; ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หาคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และทดลองนำร่องเพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผล&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน 3) ขั้นทดลองใช้และศึกษาผลการใช้เทคนิคการสอน SIX WRITING STEP ที่พัฒนาขึ้น โดยนำไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านเขาพริกอนุสรณ์ จำนวน 10 คน โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัย พบว่า </strong><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p> <ol> <li>แนวทางในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ควรมีกิจกรรมการสร้างบรรยากาศที่ดีก่อนการเรียน และมีการให้มีภาระงานเขียนที่เหมาะสมกับช่วงวัยของ ควรจัดกิจกรรมที่เรียงลำดับการจัดการเรียนรู้จากภาระงานเขียนที่ง่ายไปหายาก เนื้อหาภาษา รูปแบบ โครงสร้างทางภาษาที่ใช้ต้องเหมาะสมกับผู้เรียนและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ฝึกทักษะการเขียนได้ อย่างแท้จริงตั่งแต่ระดับคำ วลี ประโยครวมทั้งระดับข้อความ สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์และสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างแท้จริง</li> <li>เทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ กระบวนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและการประเมินผล มีกิจกรรมการเรียนรู้ 6 Step ดังนี้ Step 1 สำรวจกลไกงานเขียน Step 2 สร้างกรอบความคิด Step 3 ต่อติดคำเพิ่ม Step 4 &nbsp;เติมเต็มประโยค Step 5 เชื่อมต่อประสาน &nbsp;Step 6 สร้างงานสะท้อน 5) และผลการตรวจสอบคุณภาพของเทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่ามีความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.61, S.D. = 0.07) และมีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.7471</li> <li>ผลการใช้และศึกษาผลการใช้เทคนิคการสอน พบว่า</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3.1&nbsp; หลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้น นักเรียนมีความสามารถด้านทักษะการเขียน &nbsp;&nbsp;&nbsp;อยู่ในระดับดี</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.2&nbsp; นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้น มีความสามารถด้านทักษะการเขียนภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีความก้าวหน้าทางการเรียนจากการเปรียบเทียบคะแนนสอบหลังเรียนกับก่อนเรียน ร้อยละ 75.45</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; 3.3&nbsp; ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนที่พัฒนาขึ้นในภาพรวม&nbsp; พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.54, S.D. = 0.11)</p> <p>&nbsp;</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/245743 ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ 2022-04-01T16:20:43+07:00 ฑิตฐิตา รัตนวรรณ์ narong.sangwaranatee@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง รู้รักษ์หินถิ่นภูเขาไฟกระโดงและการเปลี่ยนแปลงของโลก สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ ระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 81 คน ถูกแบ่งเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 41 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD เรื่อง รู้รักษ์หินถิ่นภูเขาไฟกระโดงและการเปลี่ยนแปลงของโลก จำนวน 15 แผน ข้อมูลที่ได้จะถูกวิเคราะห์ด้วยค่าทางสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/245750 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON MODEL ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2022-04-04T09:09:01+07:00 ดวงสมร อ่องแสงคุณ dsm.1924@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโสภณาราม(ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) 2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON&nbsp; MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโสภณาราม(ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) ประกอบด้วย 2.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON&nbsp; MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2.2 เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON&nbsp; MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON&nbsp; MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร ทำการศึกษาโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 6/1 โรงเรียนวัดโสภณาราม(ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่&nbsp; รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร&nbsp; คู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;แบบสังเกตพฤติกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย เลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ค่าร้อยละ ค่าสถิติ (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย พบว่า</strong></p> <ol> <li>รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิด</li> </ol> <p>การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร มีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน&nbsp; ได้แก่ SAKHON&nbsp; Model 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 กระตุ้น ให้สงสัย และใคร่รู้ (Stimulation : S) ขั้นที่ 2 สู่การรวบรวมข้อมูล เพื่อสร้างสรรค์&nbsp; (Accumulation: A) ขั้นที่ 3 ออกแบบ การเรียนรู้ ให้ก้าวทัน (Knowledge creation : K) ขั้นที่ 4 &nbsp;&nbsp;มุ่งมั่น ปฏิบัติ ให้ชัดเจน (Handleable:H) ขั้นที่ 5 กลั่นกรอง เพื่อวิจารณ์ นำไปปรับ (Opinion:O)&nbsp; ขั้นที่ 6 ผลลัพธ์ สู่นวัตกรรม นำเสนอ (New invention:N)&nbsp; มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 81.15/80.76</p> <ol start="2"> <li>ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดโสภณาราม(ปลั่งร่วมราษฎร์บำรุง) มีดังนี้ 2.1) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; 2.2) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON&nbsp; MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร มีทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; 2.3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน SAKHON&nbsp; MODEL เรื่อง รวมพลังรักษ์สมุทรสาคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด</li> </ol> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/245978 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model เรื่อง กีฬาในจังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ 2022-04-07T10:47:34+07:00 พัชชา กรีรัมย์ phatcha2626@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model เรื่อง กีฬาในจังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษาความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะและกระบวนการการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ผลการวิเคราะห์ทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยการประเมินจากโครงงานภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับดีมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารแบบ PMMCM Model โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/246440 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่ใช้โปรแกรม SketchUp ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2022-04-18T09:11:48+07:00 จิตตมาสฑ์ แจ้งใจ ppphen24@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รายวิชา การออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Sketch up) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน กลุ่มตัวอย่างในการรายงาน<br>ครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 41 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) การการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รายวิชาการออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Sketch up) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน มีประสิทธิภาพ 85.04/84.45 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รายวิชาการออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Sketch up) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน อยู่ในระดับมากที่สุด (&nbsp;= 4.55, S.D. = 0.57)<strong>&nbsp; </strong></p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/246429 การจัดประสบการณ์ด้วยกระบวนการวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2022-04-08T10:16:05+07:00 สวาท สมะวรรธนะ sawat-sama@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ด้วยกระบวนการวิจัย และเพื่อศึกษาระดับทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้านทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนก และทักษะการสื่อสาร หลังการจัดประสบการณ์ด้วยกระบวนกาวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2.1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดประสบการณ์ด้วยกระบวนการวิจัย และแบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .05 แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ One–Group Pretest–Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( .) ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สูตร t –test แบบ Dependent Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า<br>1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยกระบวนการวิจัยมีทักษะทางวิทยาศาสตร์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br>2. เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดประสบการณ์กระบวนการวิจัยมีทักษะทางวิทยาศาสตร์ รายด้านดังนี้<br>2.1 ด้านการสังเกต หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 <br>2.2 ด้านการจำแนก หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br>2.3 ด้านการสื่อสาร หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์ https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/withayajarnjournal/article/view/246416 การพัฒนาทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของบุคคลออทิสติกโดยใช้กิจกรรมเรื่องราวทางสังคม ผ่านดนตรีบำบัด: กรณีศึกษา เด็กชาย อายุ 6 ปีระดับเตรียมความพร้อม ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดมุกดาหาร 2022-04-07T10:22:41+07:00 ทนงศักดิ์ ส่วนบุญ thanongsak1225@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของบุคคลออทิสติก 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมเรื่องราวทางสังคมผ่านดนตรีบำบัด ที่ส่งผลต่อทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของบุคคลออทิสติก3)เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาทักษะการสื่อสารในชีวิตประจำวันของบุคคลออทิสติกโดยใช้กิจกรรมเรื่องราวทางสังคมผ่านดนตรีบำบัด กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ คือ บุคคลออทิสติก จำนวน 1 คน ระดับเตรียมความพร้อม&nbsp; ปีการศึกษา 2562 ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ กิจกรรมเรื่องราวทางสังคมผ่านดนตรีบำบัด&nbsp; ประกอบด้วย 1) การรับรู้และตอบสนองต่อจังหวะดนตรีการปรบมือประกอบเพลงตามจังหวะ 2) การรับรู้และตอบสนอง ต่อทำนองเพลงการร้องเพลงตามบทเพลง 3) การเล่นดนตรีและร้องเพลงตามบทเพลง แผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) จำนวน 3 แผน แบบประเมินความสามารถในการใช้กิจกรรมดนตรีบำบัด และแบบประเมินความสามารถในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า การพูดและการสื่อสารในชีวิตประจำวันของบุคคลออทิสติก โดยใช้กิจกรรมเรื่องราวทางสังคมผ่านดนตรีบำบัด ส่งผลให้การสื่อสารในชีวิตประจำวันดีขึ้น ร้องเพลงเป็นประโยคได้&nbsp; เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้น ระหว่างเรียนระดับคุณภาพ 2 หลังเรียนระดับคุณภาพ 4&nbsp; ดีขึ้น ร้อยละ 80</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 คุรุสภาวิทยาจารย์