การวิบัติของอาคารชลประทานในสภาวะสิ่งแวดล้อมรุนแรง

Main Article Content

นันทวัฒน์ ขมหวาน
นิมิตร เฉิดฉันท์พิพัฒน์

บทคัดย่อ

อาคารชลประทานในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสองพี่น้องมีอายุใช้งานราว 28-32 ปี อาคารหลายแห่งซึ่งเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเริ่มมีสภาพชำรุดอันมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย การวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจความเสียหายของโครงสร้างอาคารชลประทานเบื้องต้นด้วยวิธีตรวจพินิจจำนวน 32 อาคาร และทำการเก็บตัวอย่างดินบริเวณข้างเคียงกับอาคารชลประทานดังกล่าว รวมถึงการเจาะเก็บตัวอย่างผงคอนกรีตจากอาคารชลประทานที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญในโครงการฯจำนวน 5 อาคาร จากนั้นนำตัวอย่างดินและผงคอนกรีตที่ได้วิเคราะห์ปริมาณเกลือซัลเฟตและคลอไรด์ จากผลการศึกษาความเสียหายของอาคารชลประทานด้วยวิธีการตรวจพินิจพบว่า โครงสร้างอาคารชลประทานร้อยละ 53.6 ของอาคารชลประทานที่ทำการสำรวจมีระดับความเสียหายในระดับปานกลาง (ระดับที่ 3) และพบว่าอาคารบางส่วนมีรอยร้าวที่มีลักษณะขนานกับผิวเหล็กเสริมในบางจุด จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบโดยละเอียดต่อไป ผลการทดสอบตัวอย่างดิน พบว่าดินบริเวณอาคารชลประทานส่วนใหญ่มีปริมาณของซัลเฟตอยู่ในช่วงร้อยละ 0.0004 – 0.084 โดยน้ำหนัก ซึ่งพื้นที่จุดสำรวจส่วนใหญ่พบปริมาณซัลเฟตอยู่ในสภาวะที่น้อยมากเมื่อเทียบกับข้อกำหนด และมีปริมาณคลอไรด์ร้อยละ 0-0.04 โดยน้ำหนัก จากผลการทดสอบตัวอย่างคอนกรีตพบว่า ในเนื้อคอนกรีตของอาคารชลประทานมีปริมาณซัลเฟตอยู่ในช่วงร้อยละ 0.53 – 1.90 โดยน้ำหนัก ซึ่งจัดอยู่ในสภาวะที่รุนแรง และมีปริมาณคลอไรด์อยู่ในช่วงร้อยละ 0.25 – 0.98 โดยน้ำหนักของคอนกรีตเกินกว่าค่าสูงสุดของคลอไรด์ที่ยอมรับได้ (ร้อยละ 0.018 โดยน้ำหนักคอนกรีต) ปริมาณเกลือในคอนกรีตอาจจะส่งผลต่อการวิบัติและอายุการใช้งานของโครงสร้างในอนาคตต่อไป

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย