ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาที่อยู่อาศัยในแนวราบ โดยวิธีฮีโดนิค
Main Article Content
บทคัดย่อ
จากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่มีหน่วยคุณภาพที่เป็นเนื้อเดียวกันราคาของบ้านที่มีคุณภาพที่แตกต่างกันจะถูกกำหนดโดยลักษณะของมันไม่เพียงผลิตภัณฑ์ในเห็นทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการวัดคุณภาพของบ้านด้วยดังนั้นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จึงพยายามรับประกันคุณภาพบ้านโดยการสร้างชื่อเสียง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาณความมีระดับของราคาและความมีชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรอบแนวคิดของการศึกษาอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่สมมาตรทฤษฎีที่ตั้งและแนวคิดการกำหนดราคาด้วยความชอบ ข้อมูลประกอบด้วยการสังเกตราคาบ้านเดี่ยว 197 รายการและลักษณะของ บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แบบจำลองการกำหนดราคา ฮีโดนิคของราคาบ้านเดี่ยวโดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด ผลการวิจัยยืนยันสมมติฐานของการศึกษาว่าชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ราคาสูงขึ้น ที่สำคัญคุณภาพของบ้านที่มีชื่อเสียงของ บริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนช่วยรับประกันคุณภาพของบ้านดังนั้นจึงเป็นการเพิ่มราคาที่สูงขึ้นให้กับบ้านของบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ที่ตั้งและทำเลของบ้านที่วัดจากระยะทางจากบ้านไปยังถนนสายหลักและขนาดของบ้านวัดจากพื้นที่ใช้สอยเป็นอีกสองปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดราคาของบ้าน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อความภายในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารทั้งหมด รวมถึงรูปภาพประกอบ ตาราง เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ การนำเนื้อหา ข้อความหรือข้อคิดเห็น รูปภาพ ตาราง ของบทความไปจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
มหาวิทยาลัยฯ อนุญาตให้สามารถนำไฟล์บทความไปใช้ประโยชน์และเผยแพร่ต่อได้ โดยต้องแสดงที่มาจากวารสารและไม่ใช้เพื่อการค้า
ข้อความที่ปรากฏในบทความในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และบุคลากร คณาจารย์ท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยฯแต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง ตลอดจนความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความเป็นของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการ
เอกสารอ้างอิง
ธนาคารไทยพาณิชย์. (2018). เจาะประเด็นความเสี่ยง : ภาวะการเงินโลกตึงตัว นัยตอตลาดเกิดใหม่และตลาดหุ้นกูไทย. SCB Economic Intellingence Center. ธนาคารไทยพาณิชย์.
สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร. (2558). ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค-เศรษฐกิจโลกในปี 2558. วารสารสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรราย 3 เดือน. ปีที่ 12 ฉบับที่ 40.
J. E. Triplett. (1969). Automobiles and Hedonic Quality Measurement. Journal of Political Economy, vol. 77, issue 3, pp.408-417
Karen J. Morgan, Edward J. Metzen, S. R. Johnson, (1979). "An Hedonic Index for Breakfast Cereals," Journal of Consumer Research, Oxford University Press, vol. 6(1), pp.67-75.
Robert A. Cage, Thesia I. Garner, Javier Ruiz-Castillo. (2002). Constructing household specific consumer price indexes : an analysis of different techniques and methods. BLS WORKING PAPERS. U.S. DEPARTMENT OF LABOR Bureau of Labor Statistics. https://www.bls.gov/osmr/research-papers/2002/pdf/ec020030.pdf
C. Loannidis and M. Silver. (2003). Chained, exact and superlative hedonic price changes: estimates from microdata. Applied Economics, 2003, pp.1–10.
ประทีป ตั้งมติธรรม. (2548). เคล็ด (ไม่) ลับการบริหาร + การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (พิมพ์ครั้งที่1). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ เอ็น.พี.สกรีนปริ้นติ้ง.
มานพ พงศทัต. (2536). รวมเรื่องอาคารชุด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิมลสิทธ์ หรยางกูร. (2558). การจัดทํารายละเอียดโครงการงานสถาปัตยกรรมเพื่อการสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์. กรุงเทพมหานคร: บริษัท จี.บี.พี. เซ็นเตอร์จํากัด.
Henry M.K. Mok, Patrick P.K. Chan and Yiu-Sun Cho. (1995). A Hedonic Price Model for Private Properties in Hong Kong. Journal of Real Estate Finance and Economics, 10:37-48
K. Money, C. Hillenbrand, (2006). Using Reputation measurement to create value: An analysis and integration of existing measures. Journal of General Management. Vol. 32 No.1, pp.1–12.
C. Falkenreck, R. Wagner. (2011). The impact of perceived innovativeness on maintaining a buyer–seller relationship in health care markets: A cross-cultural study. Journal of Marketing Management. 27(3-4), pp.225-242.