การป้องกันโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุ โดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลหายโศก อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์
คำสำคัญ:
การป้องกันโรคกระดูกพรุน, ภูมิปัญญาพื้นบ้าน, ผู้สูงอายุ, ภาวะเสี่ยงโรคกระดูกพรุนบทคัดย่อ
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาวะเสี่ยงโรคกระดูกพรุน และผลการทดลองใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านในการป้องกันโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุ โดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในชุมชนตำบลหายโศก อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามในผู้สูงอายุ จำนวน 280 คน ระยะที่ 2 การดำเนินโครงการการป้องกันโรคกระดูกพรุนโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน 4 ด้าน คือ ด้านอาหาร ด้านสมุนไพร ด้านการออกกำลังกาย และด้านนวดแผนไทย ในกลุ่มทดลอง จำนวน 45 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ สถิติ Paired t-Test
ผลการศึกษาพบว่า ระยะที่ 1 ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.43 อายุมากกว่า 65 ปี ร้อยละ 58.57 มีโรคประจำตัวร้อยละ 61.79 โดยเป็นโรคความดันมากที่สุด ร้อยละ 20.81 ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.98 เมื่อย่างเข้าสู่อายุ 60 ปี เคยมีฟันหลุดเอง ร้อยละ 53.57 และมีประวัติหกล้ม (6 เดือนที่ผ่านมา) ร้อยละ 28.21 ด้านการรับรู้ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุพบว่า ตนเองมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เห็นด้วยร้อยละ 60.71 และ ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีอาการปวดกระดูกเรื้อรัง เห็นด้วยร้อยละ 68.21 ด้านพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุ คือ การจัดของภายในบ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เกะกะขวางทางเดิน และมีการตรวจสอบแสงสว่างให้เพียงพอ มีการปฏิบัติบ่อยครั้ง (4-6 วัน/สัปดาห์) ร้อยละ 50.71 ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน พบว่า ตอบถูกมากที่สุดในข้อที่ว่าอาการของโรคกระดูกพรุนคือ ปวดกระดูก ปวดตามข้อ อาจปวดขาหรือปวดหลัง ร้อยละ 87.86 ระยะที่ 2 ผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองเป็นเพศหญิง ร้อยละ 77.78 อายุเฉลี่ย 69 ปี ซึ่งมีค่าความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density) โดยดูจากค่า T- score พบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการ T- score คือ -2.56 + 0.95 (ภาวะกระดูกพรุน) หลังเข้าร่วมโครงการค่า T- score คือ -2.66 + 1.01 (ภาวะกระดูกพรุน) ซึ่งไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-valve = 0.50) แต่พบว่า จำนวนร้อยละของผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน (T-score ≤ -2.5) มีจำนวนลดลง (ก่อนเข้าโครงการ ร้อยละ 53.33 หลังเข้าโครงการ ร้อยละ 48.89) ด้านความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน พบว่าหลังเข้าโครงการ มีคะแนนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การประเมินความพึงพอใจต่อการจัดโครงการมีข้อเสนอแนะ คืออยากให้มาเป็นประจำ และอยากให้โครงการนี้จัดไปเรื่อยๆ เพราะเป็นโครงการที่ดีได้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน
เอกสารอ้างอิง
กัญจนา ดีวิเศษ. (2544). คู่มืออบรมการนวดไทย. โครงการพัฒนาตำรามูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สามเจริญพาณิชย์.
จิตต์เรขา ทองมณี. (2548). ลูกประคบสมุนไพร. วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ. 53 (169), 1-3.
นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์ (2544). ความก้าวหน้าทางเภสัชวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: นิวไทยมิตรการพิมพ์ (1996) จำกัด.
รัชตะ รัชตะนาวิน (2001). สรุปองค์ความรู้จากโครงการการวิจัย การป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนในคนไทย. Third Phramongkutklao Menopause Training Course. Menopause Clinic. 8-9 February 2001.
รังสรรค์ สิงหเลิศ (2551). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. มหาสารคาม: ฝ่ายผลิตเอกสารและตำราสำนักวิทยาการและเทคโนโลยี สารสนเทศมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
ลัญชนา จำปาทอง (2545). ภาวะเสี่ยง การรับรู้ภาวะ เสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง และพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุนของผู้สูงอายุ. วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เชียงใหม่.
มานพ ประภาษานนท์. (2547). พลังธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพ : จุดเริ่มต้นของคนมีสุขภาพดี. พิมพ์ครั้งที่ 2. สำนักพิมพ์มติชน. กรุงเทพฯ.
วรวุฒิ เจริญศิริ (2561). พืชที่มีแคลเซียมสูง. ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ [Online] Available from: http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-general/food-nutrition/html. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561.
วลัยพร นันท์ศุภวัฒน์ (2552). การพยาบาลผู้สูงอายุ ความท้าทายกับภาวะประชากรผู้สูงอายุ. พิมพ์ครั้งที่ 2. ขอนแก่น: ขอนแก่นการพิมพ์.
สมชาย พัฒนอางกุล (2549). A Rational Approach in the Management of Osteoporosis. เวชสารแพทย์ทหารบก ปีที่ 59 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน.
ศรีเทียน ตรีศิริรัตน์ (2542). โรคกระดูกพรุน : ภาวะคุกคามผู้สูงอายุ. ศรีนครินทร์เวชสาร. 14 (3), 224-227.
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล. (2561). ไพล. [Online] Available from : http:// www. medplant. mahidol.ac.th/pubhealth/zincus.html. สืบค้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561.
National Institutes of Health Osteoporosis and Related Bone Diseases National Resource Center, (2012). Bone mass measurement : What the numbers mean. Retrived August 27, 2013 from http://www.niams.nih.gov/Health_ Info/Bone Bone_Health / bone _mass _ measure.pdf.
Piaseu, N., Belza, B., and Mitchell, P. (2001). Testing the effectiveness of an osteoporosis educational program for nursing students in Thailand. Arthritis Care and Research. 45, 246-251.