การวิเคราะห์สมรรถนะการติดตั้งและอุปสรรคในการก่อสร้างอาคารระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปแบบสมบูรณ์ด้วยวิธี AHP และการประเมินผลิตภาพเชิงสถิติ
คำสำคัญ:
คำสำคัญ: ระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปแบบสมบูรณ์; ผลิตภาพการติดตั้ง; วิธีการตัดสินใจเชิงลำดับชั้น; รอยต่อ Splice Sleeve; สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมนบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลิตภาพการติดตั้ง ระบุอุปสรรคสำคัญ และเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์กับแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้างอาคารพักอาศัยสูงไม่เกิน 8 ชั้น ด้วยระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปแบบสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลเวลาปฏิบัติงานจริงจากโครงการก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัย 58 โครงการ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ครอบคลุมชิ้นส่วนโครงสร้างรวม 193,000 ชิ้น และใช้ข้อมูลเวลาติดตั้งที่ผ่านการคัดกรองเพื่อการวิเคราะห์ผลิตภาพ จำนวน 135,965 รายการ ร่วมกับข้อมูลความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 50 คน ประกอบด้วยทีมผู้บริหารโครงการ 23 คน และทีมปฏิบัติการภาคสนาม 27 คน วิธีวิจัย ประกอบด้วย การวิเคราะห์ผลิตภาพจากเวลาวงรอบการติดตั้ง การตรวจสอบความสอดคล้องของอันดับปัจจัยด้วยสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน และการจัดลำดับความสำคัญของอุปสรรค
ด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์พบว่า ผลิตภาพเฉลี่ยของการติดตั้งเท่ากับ 3.25 ชิ้นต่อชั่วโมง หรือ 18.5 นาทีต่อชิ้น โดยชิ้นส่วนที่ใช้รอยต่อแบบ Splice Sleeve มีผลิตภาพสูงกว่ากลุ่มที่ใช้รอยต่อแบบท่อลูกฟูกอย่างชัดเจน ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนแสดงความสอดคล้องของมุมมองระหว่างทีมบริหารและทีมภาคสนามในระดับสูงต่อปัจจัยด้านเวลา คุณภาพ และความพร้อมของหน้างาน ขณะที่ผล AHP พบว่าอุปสรรคด้านการเคลื่อนย้ายและการจัดการพื้นที่/การขนส่งและยกติดตั้งมีค่าน้ำหนักสูงสุด (0.25858) รองลงมาคือ ด้านการวางแผนและประสานงาน (0.25498) ผลดังกล่าวชี้ว่าคอขวดสำคัญของระบบเกิดจากความพร้อมก่อนติดตั้ง การจัดคิวเครน ความแม่นยำของตำแหน่งเหล็กเดือย และขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพ งานวิจัยจึงเสนอแนวทางปรับปรุงด้วยการใช้แบบจำลอง 4D BIM ชุดจัดแนวเหล็กเดือย และรายการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐาน PCI/ACI เพื่อลดความแปรปรวนของเวลาและเพิ่มเสถียรภาพของผลิตภาพในบริบทโครงการก่อสร้างเมือง
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Precast/Prestressed Concrete Institute. (1999). MNL-127: Erector’s manual, standards and guidelines for the erection of precast concrete products. PCI.
American Concrete Institute. (2019). Building code requirements for structural concrete (ACI 318-19) and commentary. ACI Committee 318.
Gibb, A. G. F., and Pendlebury, M. (2006). Glossary of terms for offsite and modern methods of construction. Build offsite/BRE.
Najafi, A., and Kong, R. T. L. (2015). Productivity modeling of precast concrete installation using multiple regression analysis. ARPN Journal of Engineering and Applied Sciences, 10(6), 2496-2503.
Tam, V. W. Y., Tam, C. M., Zeng, S. X., and Ng, W. C. Y. (2007). Towards adoption of prefabrication in construction. Building and Environment, 42(10), 3642-3654. https://doi.org/10.1016/j.buildenv.2006.10.003
Drewin, F. J. (1982). Construction productivity: Measurement and improvement through work study. Elsevier.
Olomolaiye, P. O., Jayawardane, A. K. W., and Harris, F. C. (1998). Construction productivity management. McGraw-Hill.
Jang, J., Jeong, E., Cho, J., and Kim, T. W. (2024). Exploring simultaneous effects of delay factors in precast concrete installation. Buildings, 14(12), Article 3894. https://doi.org/10.3390/buildings14123894
Koskela, L. (2000). An exploration towards a production theory and its application to construction. VTT Publications.
Saaty, T. L. (1980). The analytic hierarchy process. McGraw-Hill.
Halpin, D. W. (2011). Planning and analysis of construction operations. Wiley.
Lawson, M., Ogden, R., and Goodier, C. (2014). Design in modular construction. CRC Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อยู่ภายใต้การอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 4.0 International (CC-BY-NC-ND 4.0) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของวารสารสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต